จุดเริ่มต้นของห่วงโซ่อุตสาหกรรม

ดูเหมือนว่าประเด็นหลักของการพูดคุยของจูกั๋วซวี่จะเป็นเรื่องราวในวัยหนุ่มของเขา เขาพูดคุยนอกเรื่องไปมา ไม่มีจุดสำคัญที่ชัดเจนเลย


แต่เล่ยฮวนซีกลับตั้งใจฟังอย่างจริงจัง


เขาสัมผัสได้ว่าจูกั๋วซวี่กำลังบอกเขาเป็นนัยว่า เมื่อมีเป้าหมายแล้วก็ต้องมุ่งมั่น อย่าล้มเลิก และไม่จำเป็นต้องสนใจสายตาของคนอื่น


“ได้ยินมาว่านายเช่าบ่อปลาสิบหมู่?” จูกั๋วซวี่เปลี่ยนเรื่องกระทันหัน “เช่าบ่อปลาก็ดีนะ พึ่งพาตัวเองได้ ทุกวันนี้คนวัยนายที่ยอมอยู่ในชนบทน่ะมีไม่มากแล้ว แต่...”


เขาหยุดไปครู่หนึ่ง “ช่วงนี้ฉันกำลังร่วมมือกับฝั่งสิงคโปร์ พัฒนาโครงการบำบัดน้ำ เป็นโครงการที่ล้ำหน้าที่สุดในโลก หลังจากคิดดูดีแล้วฉันว่านายควรมีส่วนร่วมในโครงการนี้...”


จูกั๋วซวี่มาชวนเขาเข้าร่วมกลุ่มบริษัทของเขางั้นหรอ? เรื่องนี้เล่ยฮวนซีคิดไม่ถึงจริง ๆ


“คุณจู คุณมองเห็นอะไรในตัวผมหรอ?” เล่ยฮวนซีถามกลับ


“ซื่อสัตย์ ขยัน และเรียบง่าย...” จูกั๋วซวี่พูดถึงตรงนี้แล้วก็หัวเราะออกมา “เอาเถอะ เลิกพูดเรื่องพวกนี้ ฉันไม่ได้รู้จักนายดีขนาดนั้น จริง ๆ แล้วอันนี่เป็นคนแนะนำให้นาย”


เป็นไปตามที่เขาคาดไว้จริง ๆ


เล่ยฮวนซีเริ่มชอบจูกั๋วซวี่ขึ้นมาบ้าง อย่างน้อยเขาก็ไม่ปิดบังอะไรต่อหน้าเขา “คุณจู ถ้าคุณพูดแบบนี้แต่แรกผมคงตอบตกลงแล้ว ตอนเรียนมหาวิทยาลัยผมใฝ่ฝันมาตลอดว่าจะได้อยู่ในหยุนตง หางานดี ๆ ทำ เก็บเงินซื้อบ้าน หาภรรยาสวย ๆ… แต่ตอนนี้ผมกลับมาอยู่ที่หมู่บ้านเซียนเถา เช่าบ่อปลาและตั้งใจทำมันให้ดี ผมอยากรวย อยากทำเงินก้อนโต แล้วกลับสู่หยุนตงอย่างสง่างาม...”


จูกั๋วซวี่พยักหน้าหลายครั้ง “แนวคิดนี้ดี ฉันจะบอกนายตามตรงนะ ถ้าฉันอยากจัดตำแหน่งให้นายในกลุ่มจวินเฉิง ไม่ใช่เรื่องยากเลย แต่คำถามคือนายจะปรับตัวได้ไหม? นายจะหางานที่เหมาะกับตัวเองได้หรือเปล่า? มันเป็นเรื่องที่บอกไม่ได้ เข้าไปอย่างยิ่งใหญ่แล้วออกมาแบบหมดท่ามันไม่ดีต่อนายเลย อยู่ที่หมู่บ้านเซียนเถา ฝึกฝนตัวเองให้ดี ทำบ่อปลาให้สำเร็จก่อน แล้วค่อย ๆ ทำตามสิ่งที่อยู่ในหัวของนายให้เป็นจริง ถ้ามีปัญหาอะไรก็บอกฉัน...”


“คุณจู จริง ๆ ผมมีเรื่องอยากขอให้ช่วย” เล่ยฮวนซีล้วงหินสองก้อนออกจากกระเป๋า “ช่วยดูนี่หน่อยครับ”


บนหินก้อนหนึ่งมีลวดลายคล้ายดอกบัว มีเส้นน้ำไหลราง ๆ อยู่รอบ ๆ ส่วนอีกก้อนหนึ่ง ถ้ามองดี ๆ จะเห็นเป็นภาพนกสองตัวเงยหน้าร้องประสานเสียงกัน


“น่าสนใจดีนี่” จูกั๋วซวี่พลิกหินสองก้อนไปมา “นายเป็นคนวาดลงไปเองเหรอ?”


“ของธรรมชาติครับ”


“อะไรนะ? ธรรมชาติสร้างขึ้นเองเหรอ?” จูกั๋วซวี่ตื่นตัวขึ้นมาทันที เขาขยับเข้าไปดูใกล้ ๆ จ้องพิจารณาอยู่นานก่อนจะเงยหน้าขึ้น “หินนี่มาจากไหน?”


“จากเขาเซียนหนี่ว์” เล่ยฮวนซีขยับท่านั่งก่อนอธิบาย “คุณจู บนเขาเซียนหนี่ว์ซานมีหินแบบนี้อยู่มากมาย แต่ไม่มีใครรู้จัก ไม่มีตลาดรองรับ มันเลยถูกทิ้งไว้อย่างสูญเปล่า...”


จูกั๋วซวี่เข้าใจทันที “นายกำลังคิดจะทำตลาดจากหินพวกนี้?”


เล่ยฮวนซีพยักหน้า


“ความคิดนี้ดี น่าสนใจมาก” จูกั๋วซวี่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนพูดต่อ “ฮวนซี ฉันคิดว่าเรามีโอกาสร่วมงานกันแล้ว นายรับหน้าที่จัดหาหินเหล่านี้ ส่วนฉันจะดูแลเรื่องการตลาดและการบริหารจัดการ เราจะทำให้หินเหล่านี้กลายเป็น ‘หยางกุ้ยเฟย’”


ทำให้หินกลายเป็นหยางกุ้ยเฟย?


จูกั๋วซวี่ยิ้ม “ถ้าหยางกุ้ยเฟยเกิดในครอบครัวธรรมดา ต่อให้เธอสวยแค่ไหนก็คงไม่มีใครจดจำ แต่เพราะเธอมีเรื่องราวที่เป็นตำนาน เธอจึงได้รับการขนานนามว่าเป็นหนึ่งในสี่หญิงงามของจีนและได้รับการบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ หินของนายก็เช่นเดียวกัน...”


ดูเหมือนว่าภายในเวลาเพียงไม่นาน จูกั๋วซวี่ก็วางแผนของเขาออกมาได้แล้ว


“เงินเล็กน้อยแบบนี้ ผมรู้ว่าคุณคงไม่สนใจ คุณกำลังช่วยผม...”


เล่ยฮวนซีเพิ่งพูดจบก็ถูกจูกั๋วซวี่ขัดขึ้นมา “ฮวนซี นายคิดผิด อย่างแรกนี่ไม่ใช่เงินเล็กน้อย แต่มันคือจุดเริ่มต้นของห่วงโซ่อุตสาหกรรม... ครั้งก่อนนายขอให้ฉันลงทุนในหมู่บ้านเซียนเถา แต่ฉันปฏิเสธใช่ไหม? นอกจากเหตุผลเรื่องฮวงจุ้ยแล้ว ที่สำคัญกว่านั้นคือฉันไม่เห็นจุดขายตำนานของหมู่บ้านเซียนเถา? หรือเรื่องเล่าของภูเขาเซียนหนี่ว์? เรื่องแบบนี้มีอยู่ทั่วประเทศ มันไม่น่าสนใจอีกแล้ว...”


เขาหยิบหินสองก้อนขึ้นมา “แต่ตอนนี้เรามีจุดขายแล้ว เราจะทำให้หินเหล่านี้เป็นสินค้าระดับแบรนด์ชั้นนำ ทำให้มันเป็นที่รู้จักให้มากที่สุด ให้คนทั่วไปชอบมัน หรือกระทั่งหลงใหลมัน เปลี่ยนหินธรรมดาให้กลายเป็นของล้ำค่าและกระตุ้นกระแสล่าหาหินให้เกิดขึ้น...”


ดวงตาของเล่ยฮวนซีเป็นประกาย


หากกระแสนี้เกิดขึ้น นักท่องเที่ยวจำนวนมากจะหลั่งไหลเข้าสู่หมู่บ้านเซียนเถา อาหาร ที่พัก ของที่ระลึก... นี่แหละที่จูกั๋วซวี่หมายถึงจุดเริ่มต้นของห่วงโซ่อุตสาหกรรม!


เขาเพียงแค่นำหินสองก้อนนี้มาเพื่อลองหาตลาด แต่จูกั๋วซวี่กลับเปิดประตูบานใหม่ให้เขา


นอกหน้าต่างบานนั้น มีท้องฟ้าอันไร้ขอบเขต...


การมาพบจูกั๋วซวี่ในวันนี้เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง


จูกั๋วซวี่พูดต่อ “อย่างที่สอง ฉันไม่ใช่คนที่ช่วยใครโดยไม่มีเหตุผล ถ้านับเรื่องที่นายเคยช่วยชีวิตลูกชายฉันหรือเพราะอันนี่ ถ้านายมีปัญหาฉันอาจให้เงินช่วยนายสักก้อน แต่จะให้ร่วมมือกันในเชิงธุรกิจนั้นไม่มีทาง... แต่นายกลับนำโอกาสมาให้ โอกาสที่ฉันสนใจ นายทำเงินได้ฉันก็ทำเงินได้ มันไม่เกี่ยวกับเรื่องส่วนตัวหรืออันนี่เลย เป็นแค่ธุรกิจล้วน ๆ”


เล่ยฮวนซีถอนหายใจอย่างโล่งอก


จูกั๋วซวี่เป็นคนที่แสดงตัวตนอย่างแท้จริง ไม่เคยปิดบังความคิดของตัวเอง


ก่อนจะมาเขาไม่เคยนึกฝันเลยว่าเขาจะได้ร่วมมือกับกลุ่มบริษัทจวินเฉิงที่มีชื่อเสียงขนาดนี้


แต่ตอนนี้โอกาสนี้กำลังอยู่ตรงหน้าเขาแล้ว


“เรื่องนี้รีบร้อนไม่ได้ ต้องใช้ทุกกำลังที่เรามีในการทำตลาดและต้องรอโอกาสที่เหมาะสม...” จูกั๋วซวี่ดูเหมือนกำลังวางแผนอนาคตแล้ว “โอกาสนี้ต้องทำให้ดูเป็นธรรมชาติ ไม่ให้ใครมองออกว่าเราตั้งใจทำตลาด ต้องทำให้คนทั่วไปยอมรับมันเอง... ฮวนซี หินสองก้อนนี้ทิ้งไว้ที่นี่เถอะ...”


เดิมทีเขาก็นำมาเพื่อมอบให้จูกั๋วซวี่อยู่แล้ว


“อันนี่ดูจะมีความประทับใจในตัวนายไม่น้อยเลยนะ ฉันไม่เคยเห็นเธอพยายามชมใครต่อหน้าฉันขนาดนี้มาก่อน” จูกั๋วซวี่เปลี่ยนเรื่องกระทันหัน “ตอนแรกฉันก็ไม่ได้คิดอะไร แต่พอมานั่งคิดดูแล้ว นายก็น่าสนใจจริง ๆ ฉันต้องการโสมเพื่อรักษาชีวิต คนตั้งมากมายหาไม่เจอ แต่นายกลับเป็นคนหามาให้ฉันได้... แข่งปู ใคร ๆ ก็ไม่มีทางสู้เจียงปินได้ แต่นายกลับทำได้... จะแข่งปลา เจียงปินหาทางปิดกั้นนายทุกทาง แต่นายก็ยังหาปลามังกรมาได้...”


ดูเหมือนว่าเขานั่งอยู่ที่บ้านเฉย ๆ แต่กลับรู้ทุกเรื่อง


“แล้วยังเรื่องว่ายน้ำอีก นายอายุ 22 ปีและไม่เคยผ่านการฝึกฝนอย่างเป็นระบบเลย แต่กลับเอาชนะนักว่ายน้ำแชมป์เอเชียได้ มันน่าสนใจมาก น่าสนใจจริง ๆ” จูกั๋วซวี่ยิ้ม “แล้ววันนี้นายก็เอาหินมาให้ฉันอีก หินพวกนี้คงมีอยู่เต็มเขาเซียนหนี่ว์ใช่ไหม? คนอื่นไม่เห็นโอกาสทางธุรกิจ แต่นายกลับมองเห็นมัน”


“คุณจู ก่อนหน้านี้หมู่บ้านเราก็เคยพยายามบุกตลาดเหมือนกัน แต่สุดท้ายก็ไม่สำเร็จ...”


“นั่นแหละที่ฉันคิดว่านายเป็นคนที่น่าสนใจ” จูกั๋วซวี่ไม่ได้ใส่ใจกับเรื่องที่หมู่บ้านเคยล้มเหลวเลย “ใคร ๆ ก็ล้มเหลวได้ แต่นายล่ะ? สิ่งสำคัญคือนายทำสิ่งที่ถูกต้องในเวลาที่เหมาะสม สถานที่ที่เหมาะสมและกับคนที่เหมาะสม ซึ่งสามเงื่อนไขนี้ขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้ ลองคิดดูสิถ้านายเอาหินนี่ไปเสนอฉันในออฟฟิศของฉัน ตอนที่ฉันกำลังยุ่งอยู่กับการคุยธุรกิจ นายคิดว่าฉันจะสนใจเหมือนตอนนี้ไหม?”


เวลาที่เหมาะสม สถานที่ที่เหมาะสม และคนที่เหมาะสม ทำสิ่งที่ถูกต้องในจังหวะที่ใช่


คำพูดนี้ทำให้ความคิดของเล่ยฮวนซีกระจ่างขึ้นทันที


ใช่เลย จูกั๋วซวี่พูดถูก ถ้าหากเขาเสนอหินพวกนี้ในห้องทำงานของจูกั๋วซวี่ ตอนที่เขากำลังวุ่นอยู่กับการเจรจาธุรกิจ อีกฝ่ายอาจจะไม่แม้แต่ชายตามองด้วยซ้ำ


ถ้าตรงข้ามเขาในตอนนี้เป็นผู้ใหญ่บ้านสวี่ อีกฝ่ายคงไม่เห็นด้วยกับความคิดของเขาเลย แถมยังอาจพูดอย่างจริงจังว่า หมู่บ้านเคยลองทำมาก่อนแล้ว มันไม่จำเป็นต้องเสียเวลาไปกับหินธรรมดา ๆ พวกนี้ คนหนุ่มสาวควรจะตั้งใจทำงานที่เป็นรูปธรรมมากกว่า


หากไม่ได้อันนี่เป็นคนแนะนำ จูกั๋วซวี่ก็คงไม่ยอมพบเขาและเขาก็ยิ่งไม่มีโอกาสเสนอหินพวกนี้


เวลาที่เหมาะสม สถานที่ที่เหมาะสม คนที่เหมาะสม วันนี้เขาทำครบทุกข้อ นี่จึงเป็นโอกาสให้เขาได้เริ่มต้นสร้างห่วงโซ่อุตสาหกรรม


จูกั๋วซวี่ไม่ได้แค่ร่วมมือกับเขา แต่ยังสอนเคล็ดลับการทำธุรกิจให้เขาอีกด้วย


เขาลุกขึ้นยืนและกล่าวขอบคุณจูกั๋วซวี่ด้วยความเคารพ “คุณจู ขอบคุณครับ”


“ขอบคุณฉันเรื่องอะไร?” จูกั๋วซวี่มีรอยยิ้มบนใบหน้า แต่ก็ดูเหมือนไม่ได้ยิ้ม


“คุณก็รู้ดีอยู่แล้ว ผมไม่ต้องพูดให้มากความหรอก”


“นั่งลง ๆ” จูกั๋วซวี่ถอนหายใจ “ตอนนี้ฉันเริ่มจะชอบเจ้าเด็กนี่ขึ้นมาแล้ว นายไม่ยอมมาเข้าร่วมกลุ่มจวินเฉิง อีกหน่อยพอมองย้อนกลับไปอาจกลายเป็นว่าฉันเป็นฝ่ายเสียเปรียบก็ได้ แบบนี้ไม่ได้ละ ต้องรีบดึงตัวไว้ก่อน... ได้ยินมาว่าอันนี่กลายเป็นผู้ช่วยส่วนตัวของนายแล้ว เรื่องนี้นายปฏิเสธไม่ได้นะ”


เล่ยฮวนซีหน้าแดง “คุณจู พวกเราล้อเล่นกันน่ะครับ”


“ล้อเล่น?” จูกั๋วซวี่เบิกตากว้าง “พวกนายเซ็นสัญญากันไปแล้ว แล้วตอนนี้นายมาบอกว่ามันเป็นเรื่องล้อเล่น? รู้จักคำว่า ‘จิตวิญญาณแห่งสัญญา’ ไหม? ลูกสาวฉันทำให้ฉันปวดหัวก็จริง แต่เธอกลับยอมรับนาย นายช่วยดูแลเธอไปหน่อย ถ้านายประสบความสำเร็จอย่างน้อยอันนี่ก็ได้งานดี ๆ ทำ ฉันไม่ขาดทุนแน่”


พ่อค้าเจ้าเล่ห์คนนี้วางแผนเอาไว้หมดแล้ว


ถ้าเล่ยฮวนซีประสบความสำเร็จ สัญญาที่ทำเล่น ๆ ก็จะกลายเป็นข้อตกลงที่แท้จริง แต่ถ้าเขาล้มเหลว จูกั๋วซวี่ก็ไม่เสียอะไรเพราะสัญญานั้นก็จะเป็นแค่เรื่องล้อเล่นตามเดิม


“แล้วยังมีเจ้าอ้วนนั่นอีก” จูกั๋วซวี่เปลี่ยนหัวข้อไปพูดถึงเจ้าอ้วนโม่ “เจ้าอ้วนนี่ไม่ธรรมดาเลยนะ มันเหมือนพ่อมันเป๊ะ ดูเผิน ๆ ก็ดูโง่ ๆ ให้ใคร ๆ รังแกไปทั่ว แต่สุดท้ายคนที่หัวเราะเยาะมันกลับเป็นฝ่ายขาดทุน ส่วนพวกมันกลับหาเงินได้จากรอยยิ้มโง่ ๆ นั่น พ่อของมันมาจากบ้านนอก ไม่มีอะไรเลยแต่สามารถสร้างตัวจนเป็นเจ้าของโชว์รูมรถ 4S หลายแห่ง คนแบบนี้จะโง่ได้ยังไง? เฮอะ ๆ มีแต่พวกที่คิดว่ามันโง่นั่นแหละที่เป็นตัวโง่จริง ๆ”


เล่ยฮวนซีหัวเราะออกมาเป็นรอยยิ้มที่ออกมาจากใจจริง


บางทีคนอื่นอาจมองไม่ออกว่าเจ้าอ้วนโม่เป็นคนแบบไหน แต่จูกั๋วซวี่กลับมองเห็นได้อย่างทะลุปรุโปร่ง



ตอนก่อน

จบบทที่ จุดเริ่มต้นของห่วงโซ่อุตสาหกรรม

ตอนถัดไป