การพบพ่อของอันนี่เป็นครั้งที่สอง

เล่ยฮวนซีรู้สึกอย่างไรก็คิดว่ากวนจื้อเทาและบริษัทเงินทุนเบเรียของเขามีปัญหาอยู่เบื้องหลัง


แต่กวนจื้อเทากลับใช้คำพูดที่คลุมเครือและผลตอบแทนที่สูงอย่างไม่น่าเชื่อจนทำให้ผู้ใหญ่บ้านสวี่และพวกชาวบ้านใจหวั่นไหว บางคนถึงกับเริ่มคำนวณแล้วว่าตัวเองสามารถนำเงินออกมาลงทุนได้เท่าไร


“ทั้งหมู่บ้านต้องเข้าร่วมให้หมด” นี่คือคำพูดของกวนจื้อเทาก่อนจากไป เขาทำท่าเหมือนผู้นำที่มาตรวจงาน วาดมือเป็นวงกลมกลางอากาศแล้วพูดว่า “ทั้งหมู่บ้าน ทุกคนต้องร่วมมือกัน โอกาสรวยแบบนี้จะมีเพียงครั้งเดียว ถ้าพลาดไปจะไม่มีอีกแล้ว อย่ามาว่าฉัน ‘เอ้อร์พ่างจื่อ(อ้วนสอง)’ ไม่สนใจหมู่บ้านนะ ใครไม่ลงทุนก็อย่ามานั่งเสียใจในภายหลัง สวี่ ฉันให้เลขบัญชีไปแล้ว โอนเงินเข้าไปบัญชีนี้ได้เลย”


ผู้ใหญ่บ้านสวี่และคณะกรรมการหมู่บ้านมีท่าทางเหมือนเด็กนักเรียน พยักหน้าหงึกหงักโดยไม่กล้าคัดค้าน และยืนมองรถของกวนจื้อเทาขับออกไปจนลับตา


“ลุงสวี่ ระวังหน่อยเถอะครับ” เล่ยฮวนซีก็ไม่แน่ใจนัก แต่ลึก ๆ ในใจของเขาบอกว่านี่มีปัญหา “เงินกู้ในระบบออนไลน์อาจให้ผลตอบแทนสูง แต่ความเสี่ยงก็สูงเช่นกัน ผมเคยเห็นรายงานข่าวมามาก ถ้าห่วงโซ่ทางการเงินของบริษัทพวกนี้ขาด พวกเขาก็พร้อมจะเชิดเงินหนีทันที”


“เอ้อร์พ่างจื่อเป็นใคร? เขาเป็นนายทุนใหญ่ แล้วยังเป็นคนบ้านเดียวกัน จะมาหลอกพวกเราได้ยังไง?” ผู้ใหญ่บ้านสวี่ไม่เชื่อคำพูดของเล่ยฮวนซีแม้แต่น้อย “ฮวนซี ช่วงเวลาสำคัญแบบนี้ยังไงก็ต้องเชื่อคนบ้านเดียวกัน ไม่พูดละ ฉันต้องรีบไปหาเงิน เอ้อร์พ่างจื่อบอกเองว่าถ้าพลาดครั้งนี้ก็ไม่มีโอกาสอีกแล้ว”


เล่ยฮวนซีทำอะไรไม่ได้นอกจากถอนหายใจ


แม้ว่าผู้ใหญ่บ้านสวี่และพวกคณะกรรมการจะเห็นเขาเติบโตมาตั้งแต่เด็ก และปฏิบัติต่อเขาอย่างดี เวลาที่ต้องการความช่วยเหลือก็พร้อมจะยื่นมือเข้ามาช่วยโดยไม่ลังเล แต่ในสายตาของพวกเขา เขาก็ยังเป็นแค่เด็กคนหนึ่ง เป็นเพียงเด็กที่ไม่มีน้ำหนักพอจะเปรียบเทียบกับนักธุรกิจใหญ่อย่างเอ้อร์พ่างจื่อได้


ช่างเถอะ อย่าคิดมาก ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีพอแล้ว


ปลามังกรสองตัวเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง ปลามังกรทองดูงดงามเป็นประกาย แม้แต่คนไม่มีความรู้เรื่องปลาอย่างเล่ยฮวนซีก็ยังดูออกว่ามันต้องดีกว่าปลาของเจียงปินแน่นอน


ส่วนปลามังกรเงินนั้น ไม่ว่าเล่ยฮวนซีจะมองอย่างไรก็รู้สึกขัดตา ลำตัวทั้งตัวกลายเป็นสีขาวเงินที่ส่องประกาย แม้ว่าสีจะดูสวยงามแต่กลับไม่มีแม้แต่เส้นสีแดงหลงเหลืออยู่เลย


แต่ละตัวก็มีชะตาของมันเอง ช่างมันเถอะ...



……


……


เช้าตรู่เจ้าอ้วนโม่ก็โทรมาหา “พี่ฮวนซี เดี๋ยวฉันขับรถไปรับนะ”


“พรุ่งนี้ถึงจะไปไม่ใช่เหรอ วันนี้มารับฉันทำไม?”


“ฉันมารับปูนักสู้ของฉันไง” เจ้าอ้วนโม่หัวเราะเสียงใสผ่านสาย “รอไม่ไหวแล้ว ฉันนัดกับเจียงปินไว้แล้ว วันพุธตอนเย็นจะมีแข่งปู ต้องพึ่งปูที่นายช่วยเลี้ยงแล้วล่ะ อ้อ แล้วก็มีอีกเรื่องนะ พ่อของอันนี่บอกว่าเขาได้ชาดี ๆ มาบางส่วน บ่ายนี้อยากชวนไปดื่มชาด้วยกัน”


พ่อของอันนี่ชวนฉันไปดื่มชา? เล่ยฮวนซีรู้สึกสับสน


มีเรื่องอะไรหรือเปล่า?


แน่นอนว่าคงไม่ใช่แค่ดื่มชาธรรมดา


“ตกลง งั้นไม่พูดมากละ ฉันใกล้ถึงจู้หนานแล้ว เดี๋ยวเจอกันที่ปากหมู่บ้านนะ”


เจ้าอ้วนโม่วางสายไปแล้ว แต่เล่ยฮวนซีกลับยืนเหม่ออยู่ครู่หนึ่ง


จูกั๋วซวี่มาหาเขา? หรือเป็นเพราะเรื่องของเขากับอันนี่? แต่ระหว่างเขากับอันนี่ก็ไม่มีอะไรพิเศษนี่นา ปกติแค่หยอกล้อกันเล่นเท่านั้น


หรือว่าอาการของจูจิ้นเหยียนกลับมากำเริบอีก?


ไม่น่าจะใช่ สองวันก่อนตอนคุยกัน เขายังดูปกติดีอยู่เลย


เลิกคิดเถอะ ๆ หัวสมองของพวกมหาเศรษฐีคิดอะไรอยู่ เขาคงเดาไม่ออกหรอก


เขาเดินไปที่บ่อน้ำก่อนบอกเจ้าตุ้ยนุ้ยว่าเขาจะออกไปข้างนอกสองสามวัน ขอให้มันอยู่บ้านดี ๆ


เจ้าตุ้ยนุ้ยเพียงแค่ลอยตัวขึ้นมาเหนือผิวน้ำฟังอยู่ครู่หนึ่งแล้วก็จมตัวกลับลงไปอย่างเกียจคร้าน


เล่ยฮวนซีจับปลามังกรสองตัวขึ้นมาแล้วใส่ลงในตู้ปลาพิเศษที่โยชิดะ มาซาทาเกะให้มา แล้วเดินออกจากบ้าน


ก่อนออกเดินทางเขาไม่ลืมที่จะแวะดูบ่อปลา เย่เทียนหลงกำลังยุ่งอยู่กับการสร้างเพิงของตัวเอง เล่ยฮวนซีจึงตะโกนบอก “พี่เย่! ผมจะไปหยุนตงสองสามวันนะ”


“ไปเถอะ ไปเถอะ ที่นี่มีฉันดูแลอยู่” เย่เทียนหลงตอบโดยไม่แม้แต่จะเงยหน้า


การมีคนงานมาช่วยจริง ๆ แล้วสะดวกมาก ทำให้เขาไม่ต้องกังวลเรื่องต่าง ๆ มากเกินไป


เขามารอที่ปากหมู่บ้านได้ไม่นาน ก็เห็นรถวอลโว่ของเจ้าอ้วนโม่ขับมาถึง


รถพึ่งจอดสนิทเจ้าอ้วนโม่ก็โยกตัวพุงพลุ้ยของเขาวิ่งตะกุกตะกักเข้ามาหา ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มเอาใจ “พี่ฮวนซี ปูนักสู้ของฉันล่ะ?”


เห็นเขาท่าทางกระวนกระวาย เล่ยฮวนซีส่ายหน้าพลางหัวเราะแล้วยื่นปูนักสู้ให้เขา


“โอ้โห! สง่างามมาก! โคตรสง่าเลย!” เจ้าอ้วนโม่เพียงแค่เห็นแวบเดียวก็ติดใจทันที “พี่ฮวนซี ไม่ต้องพูดอะไรแล้ว ตัวนี้ต้องชนะแน่ ถ้าได้รางวัลมาเราแบ่งกันคนละครึ่ง!”


“พอเลย” เล่ยฮวนซีวางตู้ปลาไว้ที่เบาะหลัง ก่อนจะนั่งลงที่เบาะข้างคนขับ “รู้ไหมว่าจูกั๋วซวี่เรียกฉันไปทำไม?”


เจ้าอ้วนโม่สตาร์ทรถ “ไม่รู้เหมือนกัน จูกั๋วซวี่เป็นคนรวยก็จริงแต่เขาเป็นคนเงียบ ๆ ไม่ค่อยออกสื่อ แถมแนวคิดของเขายังเดาไม่ออกอีกด้วย แต่ทุกครั้งก็มักจะประสบความสำเร็จ วันก่อนเขาเพิ่งประกาศว่าจะลงทุนในโครงการ A แต่พอถึงวันแถลงข่าว กลับกลายเป็นว่าเขาลงทุนในโครงการ B แทน...”


เล่ยฮวนซีเคยพบกับจูกั๋วซวี่แค่ครั้งเดียว แทบไม่รู้จักเขาเลย สิ่งเดียวที่รู้ก็คือผู้ชายคนนี้ใจกว้างมาก ถึงกับยกบ้านพักตากอากาศให้ใครสักคนได้แบบง่าย ๆ


ตอนที่เขาได้เจอกันเพียงสั้น ๆ จูกั๋วซวี่ยังดูเป็นคนใจดีอยู่เลย แต่พอฟังที่เจ้าอ้วนโม่เล่าแล้วเขากลับรู้สึกว่าผู้ชายคนนี้อาจไม่ได้เป็นแบบที่เขาคิด


เจ้าอ้วนโม่เล่าเรื่องทั้งหมดที่เขารู้ให้เล่ยฮวนซีฟัง


จูกั๋วซวี่มีเส้นทางชีวิตที่ค่อนข้างเป็นตำนาน เขาไม่เคยเรียนมหาวิทยาลัย ตอนแรกเข้าทำงานเป็นเซลส์ในบริษัทเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง เป็นแค่บริษัทที่มีแค่หน้าร้าน โต๊ะตัวเดียว เก้าอี้ไม่กี่ตัว


ต่อมามีบริษัทยักษ์ใหญ่แห่งหนึ่งมองเห็นศักยภาพของเขาและเชิญให้ย้ายไปทำงานด้วย แต่จูกั๋วซวี่ปฏิเสธ


หกเดือนให้หลังบริษัทเล็ก ๆ แห่งนั้นเปลี่ยนเจ้าของและเจ้าของใหม่ก็คือจูกั๋วซวี่


ผ่านไปอีกสองปีบริษัทใหญ่ที่เคยเชิญเขาให้ย้ายงานก็เปลี่ยนเจ้าของเช่นกัน และเจ้าของใหม่ก็คือจูกั๋วซวี่อีกครั้ง


หลังจากนั้นธุรกิจของจูกั๋วซวี่ก็เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ แต่ไม่มีใครรู้ว่าเขาสร้างความสำเร็จขึ้นมาได้อย่างไร และเขาเองก็ไม่เคยบอกใครถึงเรื่องนี้


“บางคนบอกว่าเขาเป็นมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของหยุนตง บางคนก็บอกว่าเขาไม่มีอะไรเลย เป็นแค่เปลือกนอก” เจ้าอ้วนโม่พูดไปขณะขับรถ “แต่เขาไม่เคยออกมาแก้ต่างเรื่องพวกนี้ ไม่ว่าใครจะพูดอะไร เขาแค่ยิ้มแล้วปล่อยผ่าน ผู้ชายคนนี้เป็นพวกเงียบ ๆ แต่พอถึงเวลาสำคัญกลับระเบิดพลังออกมาได้เต็มที่ ได้ยินมาว่าตอนนี้กลุ่มบริษัทจวินเฉิงของเขากำลังนำเข้าเทคโนโลยีบำบัดน้ำที่ล้ำหน้าที่สุดในโลกจากสิงคโปร์ เดิมทีกลุ่มชีไห่ก็เป็นคู่แข่งในโครงการนี้ แต่สุดท้ายไม่รู้ทำไมถึงพ่ายแพ้ไป”


ระหว่างทางจากจู้หนานไปหยุนตง เจ้าอ้วนโม่เอาแต่เล่าเรื่องของจูกั๋วซวี่ให้เล่ยฮวนซีฟัง ทำให้เขาเริ่มเข้าใจพ่อของอันนี่มากขึ้น



……


นี่เป็นครั้งที่สองที่เล่ยฮวนซีเข้ามาที่เซียงเซี่ยฮวาเยวี่ยน


ครั้งแรกทำให้เขาได้บ้านหลังหนึ่ง แล้วครั้งนี้ล่ะ? จะเป็นเรื่องดีหรือเรื่องร้าย?


เขาไม่เห็นอันนี่หรือจูจิ้นเหยียน มีเพียงจูกั๋วซวี่ที่นั่งอ่านหนังสือพิมพ์อยู่ในสวน


พอเห็นเล่ยฮวนซีเดินเข้ามา จูกั๋วซวี่ก็โบกมือเรียก “ฮวนซี มานี่หน่อย คำนี้อ่านว่าอะไร?”


ตัวอักษรนั้นคือ “เหยา”


“คุณจู ตัวนี้อ่านว่า ‘เหยา’ ครับ”


“เหยา?” จูกั๋วซวี่ลองออกเสียงตาม ก่อนจะหัวเราะแล้วพูดว่า “ฉันนึกว่ามันอ่านว่า ‘ถู่’ ซะอีก แล้วมันแปลว่าอะไร?”


“หมายถึงภูเขาสูงครับ” เล่ยฮวนซีเรียนภาษาจีนดีมาตั้งแต่เด็ก แถมยังรู้จักอักษรที่หายากไม่น้อย


“หมายถึงภูเขาสูงงั้นเหรอ?” จูกั๋วซวี่วางหนังสือพิมพ์ลง “ถึงว่าล่ะต้องอ่านหนังสือเยอะ ๆ ฉันเรียนจบแค่มัธยมปลายก็ออกมาทำงานแล้ว การศึกษาน้อย ทุกวันนี้มีตัวอักษรหลายตัวที่ฉันอ่านไม่ออก”


เล่ยฮวนซีหัวเราะ “คุณจู ตัวอักษรนี้เป็นตัวที่พบได้น้อย ไม่รู้จักก็ไม่แปลกหรอกครับ อีกอย่าง สมัยคุณ จบมัธยมปลายก็นับว่าดีมากแล้วไม่ใช่เหรอครับ?”


“ดีอะไรกัน” จูกั๋วซวี่โบกมือ “ยืนอยู่ทำไม? นั่งลงสิ” สายตาเขาเหลือบไปเห็นตู้ปลาของเล่ยฮวนซี “นี่คือปลามังกรที่นายจะใช้พรุ่งนี้ใช่ไหม? เหล่าหลิว ช่วยเอาไปเก็บให้เขาหน่อย”


เล่ยฮวนซียื่นตู้ปลาให้เหล่าหลิว จากนั้นก็นั่งลงตรงข้ามจูกั๋วซวี่


จูกั๋วซวี่รินชาให้เขา “สมัยก่อนนะ เด็กมหาลัยมีค่ามาก เป็นดั่งลูกหลานแห่งสวรรค์ ไม่ต้องพูดถึงอะไรอื่นเลย แค่ชายหนุ่มวัยเดียวกันสองคน คนหนึ่งจบมหาลัย อีกคนจบมัธยมปลาย ยังไงฝ่ายมหาลัยก็หาภรรยาได้ง่ายกว่าอยู่แล้ว อีกอย่างเด็กมหาลัยพอเข้าโรงงาน ฝึกงานในสายการผลิตแป๊บเดียวก็ได้ย้ายไปนั่งทำงานในออฟฟิศ แต่คนอื่น ๆ ล่ะ? ทำงานเป็นกรรมกรไปจนแก่”


เขาไม่ได้พูดเรื่องสำคัญอะไรกับเล่ยฮวนซี แต่เหมือนจมอยู่ในความทรงจำ “จริง ๆ ฉันไม่ได้เรียนมัธยมปลายทั่วไปนะ แต่เรียนโรงเรียนอาชีวะที่ฝึกอบรมเฉพาะทาง ต่อให้สอบได้คะแนนแค่ไหนก็เรียนจบได้และก็ได้เข้าทำงานในโรงงานที่กำหนดไว้แล้ว”


“ก็เหมือนโรงเรียนเทคนิคใช่ไหมครับ?”


“ก็คล้ายกัน แต่ก็มีความแตกต่างอยู่” จูกั๋วซวี่ยกชาขึ้นดื่มหนึ่งอึกก่อนพูดต่อ “โรงเรียนอาชีวะต้องเรียนทั้งวิชาชีพและวิชาการทั่วไป แต่ตอนนั้นฉันไม่เอาไหนจริง ๆ รู้ไหมว่าฉันเรียนสาขาอะไร?”


เล่ยฮวนซีส่ายหัว


“เป็นโรงเรียนที่ฝึกอบรมสำหรับโรงงานเฟอร์นิเจอร์โดยเฉพาะ” จูกั๋วซวี่หัวเราะ “ฉันเรียนออกแบบเฟอร์นิเจอร์กับการบริหารธุรกิจ แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ใช้สักอย่าง พอเข้าโรงงานก็ถูกส่งไปทำงานในแผนกพ่นสี กลายเป็นช่างพ่นสี ทำได้ไม่ถึงครึ่งปีก็ลาออกไปเป็นเซลส์”


“งั้นคุณก็ใจกล้าไม่น้อยเลยนะครับ” เล่ยฮวนซีพอจะรู้เรื่องสังคมในยุคนั้นอยู่บ้าง “สมัยนั้นงานในโรงงานถือว่าเป็นงานมั่นคงมากเลยไม่ใช่เหรอครับ?”


“ฉันเป็นคนอยู่ไม่สุข ใจกล้าเกินไปหน่อย” จูกั๋วซวี่พูดเหมือนกำลังยั่วล้อความผิดพลาดของตัวเอง “พอพ่อฉันรู้ว่าฉันลาออกจากโรงงานเขาก็โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ วิ่งตามหาฉันไปทั่วเมือง พอหาเจอก็ฟาดฉันไปหนึ่งชุดเต็ม ๆ แล้วสั่งให้ฉันกลับไปขอโทษโรงงานและเริ่มงานใหม่ทันที”


“แล้วคุณทำยังไงครับ?” เล่ยฮวนซีเริ่มสนใจเรื่องราวมากขึ้น


“ฉันก็ไม่ยอมสิ” จูกั๋วซวี่พูดด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจ “ฉันทำเป็นตอบตกลง แต่พอพ่อฉันเผลอ ฉันก็วิ่งหนีไปเลย ทำให้พ่อฉันโกรธจนไม่ยอมพูดกับฉันอยู่ตั้งหนึ่งปีเต็ม”


ใบหน้าของเล่ยฮวนซีปรากฏรอยยิ้มออกมา


เขาไม่คาดคิดเลยว่าการพบกับจูกั๋วซวี่ครั้งที่สองของเขาจะเริ่มต้นขึ้นด้วยเรื่องราวแบบนี้



ตอนก่อน

จบบทที่ การพบพ่อของอันนี่เป็นครั้งที่สอง

ตอนถัดไป