ปลากะพงเหลืองที่เขย่าวงการ
ตอนนี้ลมพัดแรงกว่าก่อนที่เขาจะลงทะเลเสียอีก
เล่ยฮวนซีไม่ได้กลับไปยังโรงแรมหวังไห่ แต่เปลี่ยนไปหาโรงแรมเล็กๆ แห่งใหม่แทน
ตอนเทน้ำทะเลพร้อมปลากะพงเหลืองออกจากถุงพลาสติกลงอ่าง ปลาตัวนั้นก็ยังว่ายน้ำอย่างกระฉับกระเฉง นี่มันปาฏิหาริย์ชัดๆ
นี่ไม่ใช่แค่ปลากะพงเหลืองธรรมดา แต่มันคือทองคำชัดๆ
พอพักได้ครู่หนึ่งเขาก็ยัดปลากลับเข้าไปในถุงพลาสติกอีกครั้งแล้วรีบเดินออกจากโรงแรม
เขาแวะซื้ออ่างล้างหน้าหนึ่งใบที่ริมถนนจากนั้นก็เริ่มแผนการหาเงินของตัวเอง
ใจกลางเมืองไห่ซานที่คึกคักที่สุดมีภัตตาคารหรูสองแห่งตั้งอยู่ติดกัน บนเกาะที่ถูกทะเลล้อมรอบจากทุกทิศทาง
สองภัตตาคารนี้ชื่อว่า “ไห่เทียนอี๋เซ่อ” กับ “ถิงไห่โหลว” ต่างก็เป็นร้านอาหารระดับแนวหน้าของเมืองไห่ซาน
ช่วงไฮซีซั่นทั้งสองร้านแข่งขันกันอย่างดุเดือด แม้ตอนนี้จะเป็นช่วงโลว์ซีซั่น แต่จอกลางหน้าร้านก็ยังโหมโฆษณาอย่างเต็มที่
พนักงานของทั้งสองร้านก็กำลังแจกใบปลิวนำเสนอส่วนลดแก่ผู้คนที่เดินผ่านอย่างขยันขันแข็ง โดยมีผู้จัดการร้านคอยนำอยู่ไม่ห่าง
เล่ยฮวนซีก็ได้รับใบปลิวมาหนึ่งใบเหมือนกัน
เขาย่อตัวลงที่ทางเดินระหว่างสองร้านแล้วนำอ่างล้างหน้าออกมา เขาเทปลากะพงเหลืองจากถุงลงในน้ำก่อนจะก้มหน้าก้มตาอ่านใบปลิวเงียบๆ
“โปรโมชันใหญ่! เซ็ตอาหารทะเลสุดหรูราคาปกติ 3,888 หยวน เหลือเพียง 3,088 หยวนเท่านั้น…”
“ฉลองครบรอบ 3 ปี ไห่เทียนอี๋เซ่อ จัดชุดขอบคุณลูกค้าราคาเพียง 3,088 หยวน…”
ราคาก็เท่ากัน? ลองดูเมนูสิ ถึงกับคล้ายกันแทบทุกอย่าง แบบนี้สองร้านนี้คุยกันมาก่อนหรือเปล่า?
ตอนแรกก็ไม่มีใครสนใจเล่ยฮวนซี
ชาวประมงบางคนก็มักทำแบบนี้ นำอ่างมาใส่อาหารทะเลเผื่อมีคนสนใจซื้อ จะได้เอาไปแลกเงินดื่มเหล้า
เพียงแต่หนุ่มคนนี้ดูเด็กเกินไป แถมแต่งตัวก็ไม่เหมือนชาวประมง ยิ่งไปกว่านั้นเขาไม่แม้แต่จะเรียกลูกค้าเลยด้วยซ้ำ
ก็จริง จะฤดูจับปลาซะที่ไหน คงไม่มีอะไรดีๆ หรอก
แต่หนุ่มคนนี้ทั้งไม่เรียกลูกค้า ทั้งไม่ลุกไปไหน ก็เลยทำให้ผู้จัดการร้านถิงไห่โหลวเริ่มสงสัย
เมื่อมองดูถนนที่มีคนเดินน้อยแล้วคิดว่าไม่มีอะไรทำอยู่แล้ว งั้นไปดูหน่อยดีกว่าว่าเขากำลังขายอะไรกันแน่
พอเดินมาถึงหน้าหนุ่มคนนั้น แค่เหลือบตามองเพียงแวบเดียวเขาก็ร้อง “อ้า!” ออกมาทันที
เสียงอุทานนั้นก็เรียกความสนใจจากผู้จัดการร้านไห่เทียนอี๋เซ่อทันที ร้านทั้งสองแข่งกันดุเดือด คอยจับตาดูความเคลื่อนไหวของอีกฝ่ายอยู่ตลอด พอได้ยินเสียงเข้าก็รีบเดินตามมาทันที
อีกไม่กี่อึดใจ ผู้จัดการร้านหญิงคนนั้นก็อุทาน “อ้า!” ออกมาเช่นกัน
“หนุ่มน้อย นายขายอะไรอยู่น่ะ?” ผู้จัดการชายหญิงสองคนถามขึ้นพร้อมกันอย่างรู้ใจ
เล่ยฮวนซีเงยหน้ามองพวกเขา “พวกคุณก็เป็นคนทำร้านอาหารไม่ใช่เหรอ? ปลากะพงเหลืองไม่รู้จักกันรึไง?”
ปลากะพงเหลือง? นี่มันปลากะพงเหลืองงั้นเหรอ?
พวกเขาทำร้านอาหารมาก็นาน จะไม่รู้จักปลากะพงเหลืองได้ยังไง?
แต่ประเด็นคือ…นี่มันใช่ปลากะพงเหลืองจริงๆ หรือ?
ปลากะพงเหลืองหนักตั้งสิบห้าหรือสิบหกชั่งเนี่ยนะ?
แค่นี้ยังไม่พอ ยังมีปัญหาใหญ่กว่านั้นอีก: ปลาตัวนี้ยังมีชีวิตอยู่!?
ลมแรงจนพวกเขาเห็นภาพหลอนหรือยังไง?
ผู้จัดการร้านถิงไห่โหลวตั้งสติได้ไวที่สุด รีบกระซิบสั่งพนักงานข้างกาย “เร็ว ไปเชิญคุณกู่มา”
แม้จะพูดเบา แต่ผู้จัดการร้านไห่เทียนอี๋เซ่อก็ได้ยินเหมือนกัน “เร็ว! ไปเชิญคุณสวีมา!”
“หนุ่มน้อย มานั่งคุยกันที่ร้านถิงไห่โหลวเถอะ” ผู้จัดการร้านตัดสินใจว่าไม่ว่าปลาตัวนี้จะจริงหรือปลอม อย่างน้อยต้องดึงเด็กคนนี้เข้าร้านให้ได้ก่อน
“ไปที่ไห่เทียนอี๋เซ่อของเราดีกว่า บรรยากาศร้านเราดีกว่า”
“ฉันเห็นเขาก่อนนะ”
“เห็นก่อนแล้วไง? เขาเป็นญาตินายรึไง?”
แม้จะเห็นผู้จัดการทั้งสองเริ่มเถียงกัน เล่ยฮวนซีก็ยังไม่สนใจ เขาเอาแต่เพลิดเพลินกับการอ่านใบปลิวของทั้งสองร้าน
อืม...มังกรออสเตรเลียยังทำแบบนี้ได้ด้วยเหรอ...รูปปูม้าก็น่ากินใช่เล่นเลย…
เขาไม่ใส่ใจสองผู้จัดการที่เถียงกันจนวุ่นวายเลยสักนิด เพราะยังไงทั้งสองคนก็ตัดสินใจอะไรไม่ได้อยู่ดี
ไม่นานก็เห็นชายอ้วนหนึ่งคนกับชายร่างสูงอีกคนรีบออกมาจากแต่ละร้าน น่าจะเป็นคุณกู่กับคุณสวีสินะ?
“น้องชาย สวัสดี ฉันคือเจ้าของร้านถิงไห่โหลว” ชายร่างสูงก้าวยาวๆ มาถึงเล่ยฮวนซี เขายื่นนามบัตรให้ทันที
กู่เฟยปัว ผู้จัดการใหญ่ร้านถิงไห่โหลว
ชื่อเพราะใช้ได้เลย ฟังดีกว่าชื่อตัวเองตั้งเยอะ
“น้องชาย ฉันคือเจ้าของร้านไห่เทียนอี๋เซ่อ” อีกคนยื่นนามบัตรตามมา
สวีหย่งจง ผู้จัดการใหญ่ไห่เทียนอี๋เซ่อ …อืม ชื่อไม่ค่อยน่าจดจำเท่าไหร่แฮะ
“สูบไหม?” ยื่นบุหรี่ยี่ห้อจงฮวาหนึ่งมวนมาให้
“สูบไหม?” สวีหย่งจงก็ไม่ยอมน้อยหน้า ยื่นมาอีกมวน
บุหรี่จงฮวาเล่ยฮวนซีพอรู้จัก แต่มวนของสวีหย่งจงเขาไม่เคยเห็นมาก่อน “บุหรี่อะไรเหรอ?”
“ตงชงเซี่ยเฉ่า ร้อยหยวนต่อซอง” สวีหย่งจงพูดอวดพร้อมปรายตามองบุหรี่จงฮวาในมือของกู่เฟยปัวด้วยแววตาผู้ชนะ
เล่ยฮวนซีแลบลิ้นเล็กน้อย
เฮ้อ บ้าจริง บุหรี่ซองละร้อยหยวน ยังซื้อสูบกันได้ “ฉันสูบบุหรี่ไม่เป็น”
“ไปนั่งดื่มชาที่ร้านฉันสิ ฉันมีชาดีๆ เยอะเลย” กู่เฟยปัวพูดไปก็มองอ่างน้ำไปด้วย
ตอนนี้เขาทั้งตกใจทั้งงุนงง นี่มันปลากะพงเหลืองจริงๆ เหรอ? ทำงานร้านอาหารมา 20 ปี ไม่เคยเห็นปลากะพงเหลืองขนาดนี้มาก่อน แถมยังมีชีวิตอีก!
“ไปที่ร้านฉันสิ” สวีหย่งจงเองก็มองปลากะพงเหลืองไม่วางตา
พระเจ้าช่วย! ปลาบ้าอะไรเนี่ย!?
ตอนฟังพนักงานพูดยังคิดว่าอำกันอยู่เลย ปลากะพงเหลืองหนักสิบห้าหรือสิบหกชั่ง แถมยังเป็นๆ!?
กลางวันแสกๆ ยังพูดเพ้อเจ้อแบบนี้ได้เนอะ?
แต่พอเห็นกับตา เขาก็เริ่มสงสัยว่าตัวเองกำลังฝันอยู่รึเปล่า
ไม่ว่าจะจริงหรือปลอมอย่างน้อยต้องดึงหนุ่มคนนี้ไว้ก่อน ห้ามปล่อยโอกาสให้คู่แข่งเด็ดขาด
เห็นสองเจ้าของร้านเริ่มจะทะเลาะกันเหมือนผู้จัดการ เล่ยฮวนซีก็ยิ้มแล้วพูดว่า “ฉันไม่ไปไหนหรอก อยู่ตรงนี้แหละ ฉันจะขายปลา”
ทั้งสองผู้จัดการใหญ่ก็ไม่ได้ว่าอะไรอีก
พวกเขาไม่ทะเลาะกันต่อและไม่ได้แสดงท่าทีว่าจะซื้อทันที ทั้งสองทำแค่ยืนจ้องปลากะพงเหลืองในอ่างที่ว่ายน้ำไปมาอย่างอิสระไม่ละสายตา
เป็นพักๆ ก็จะมองออกไปไกลๆ เหมือนกำลังรอใครบางคนอยู่
เล่ยฮวนซีก็ไม่รีบ เขารู้ว่าพวกนั้นกำลังรอใครอยู่ ปลากะพงเหลืองที่ไม่เคยเห็นมาก่อนแบบนี้ ผู้จัดการทั้งสองก็คงตัดสินใจไม่ได้และต้องหาผู้เชี่ยวชาญมาดูให้ชัวร์แน่
แถมต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญระดับท็อปเท่านั้น
ประมาณ 15 นาทีต่อมา รถยนต์คันหนึ่งก็แล่นมาจอด จากนั้นคนขับก็ลงมาเปิดประตูอย่างนอบน้อมเชิญชายชราออกจากรถ
“คุณสวี ถึงกับเชิญคุณลุงชุยมาเลยเหรอ?”
สวีหย่งจงแสยะยิ้มมองอีกฝ่าย “ถ้าฉันไม่เชิญลุงชุย นายก็ต้องเชิญอยู่ดีไม่ใช่เหรอ? ปลาระดับนี้ คนแถวนี้ไม่มีใครตัดสินได้หรอกว่าของจริงหรือเปล่า”
ชื่อจริงของลุงชุยไม่มีใครรู้แน่ชัด เขาเป็นคนแก่เดียวดายอายุ 75 แล้ว เขาทำประมงมาตั้งแต่เด็กและเพิ่งจะเลิกออกเรือไปไม่นานนี้เอง
แต่ไม่ว่าจะเป็นปลาประหลาดแค่ไหน ถ้าผ่านสายตาของเขา ขอแค่ได้เห็นเขาก็สามารถระบุชื่อได้อย่างแม่นยำทันที
ดังนั้นภัตตาคารในเมืองไห่ซานจึงมักเชิญเขามาช่วยดูปลาหายากที่ไม่มั่นใจว่าใช่ของแท้หรือไม่ แค่เขาพยักหน้าก็ถือเป็นคำตัดสินสุดท้าย
ผู้จัดการทั้งสองไม่ยอมน้อยหน้า รีบเดินเข้าไปหาลุงชุยพร้อมยื่นบุหรี่ให้คนละมวน
ลุงชุยไม่เกรงใจ คีบบุหรี่มวนหนึ่งไว้ที่หู อีกมวนถือติดมือ “ปลาอยู่ไหน?”
ผู้จัดการทั้งสองชี้ไปทางเล่ยฮวนซีพร้อมกัน
ลุงชุยเดินมาหาเล่ยฮวนซีก่อนหยิบไฟแช็กออกมาเตรียมจุดบุหรี่ แต่ทันทีที่เห็นปลาร่างของเขาก็หยุดนิ่งเหมือนถูกแช่แข็ง
“ลุงชุย ปลานี่ของจริงหรือเปล่าครับ...?”
ต่อหน้าคำถามของสองผู้จัดการ ลุงชุยไม่ตอบสักคำ เอาแต่จ้องมองปลากะพงเหลืองในอ่างไม่ละสายตา
ผ่านไปสิบนาทีเต็ม เขายังไม่กระพริบตาเลย สุดท้ายก็เอ่ยถามด้วยเสียงสั่นเครือ “หนุ่มน้อย ปลานี่เธอไปจับมาจากที่ไหน?”
เขาพูดเป็นภาษาท้องถิ่น นี่ทำให้เล่ยฮวนซีต้องอาศัยคนข้างๆ แปลถึงจะเข้าใจ
พอเข้าใจแล้วเล่ยฮวนซีก็ยิ้มแหยๆ “เก็บได้แถวชายฝั่งน่ะครับ”
“ลุงชุย แล้วปลานี่…ยังไงครับ?” ผู้จัดการทั้งสองถามอย่างระมัดระวัง
“ฉันทำประมงมาทั้งชีวิต เจอปลามาไม่ต่ำกว่าพันไม่ก็หมื่นสายพันธุ์ ในเมืองไห่ซานนี้ ถ้าฉันบอกว่ารู้จักปลามากเป็นอันดับสอง ก็ไม่มีใครกล้าบอกว่าตัวเองเป็นที่หนึ่ง”
ลุงชุยพูดด้วยเสียงสั่น มือที่ถือบุหรี่ก็สั่นตาม “แต่ปลากะพงเหลืองที่ตัวใหญ่ขนาดนี้ แถมยังมีชีวิตอยู่ ฉันเพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรกในชีวิต”
คำพูดประโยคเดียวนี้ก็เพียงพอจะยืนยันได้แล้วว่าปลาที่เล่ยฮวนซีเอามาขายเป็นปลากะพงเหลืองป่าของแท้แน่นอน
สวีหย่งจงยังไม่ปักใจเชื่อง่ายๆ “ลุงชุย พวกเราก็รู้กันดีว่าปลากะพงเหลืองน่ะ พอขึ้นจากน้ำเมื่อไหร่ก็ตายทันที”
“ก็มีข้อยกเว้นอยู่บ้าง มีอยู่บ้าง...” ลุงชุยจุดบุหรี่ในมืออย่างยากลำบาก เขาสูบเข้าเต็มแรงเหมือนจะใช้ควันช่วยข่มความตื่นเต้นในใจ
“พวกชาวประมงเรามีตำนานเล่าขานกันมานาน ว่าตั้งแต่สมัยราชวงศ์หมิง มีชาวประมงออกทะเล แล้วได้ปลากะพงเหลืองหนักสิบสองชั่งขึ้นมา ปลาตัวนั้นขึ้นจากน้ำแล้วยังไม่ตายแถมยังว่ายน้ำได้ปกติอีกต่างหาก
ทุกคนตกใจกันหมด ตอนนั้นมีชาวประมงแก่คนหนึ่งบอกว่ามันอาจเป็นสิ่งเหนือธรรมชาติ หรือไม่แน่อาจเป็นปลาที่ท่านเจ้าแห่งท้องทะเลส่งมา
พวกชาวประมงพึ่งทะเลเลี้ยงชีพ สิ่งที่เคารพที่สุดก็คือท่านเจ้าแห่งทะเล ถ้าท่านโกรธขึ้นมาทุกคนก็ไม่รอดกันหมด
อีกอย่างเมื่อก่อนปลากะพงเหลืองก็ไม่ได้มีราคา ก็แค่อาหารของคนยากจนใครจะกล้าเอาชีวิตไปแลกกับความผิดล่วงเกินเทพ?
สุดท้ายพวกเขาจึงไม่เพียงแต่ปล่อยมันกลับทะเล แถมยังจุดธูปขอขมาที่ชายฝั่ง หวังให้เจ้าแห่งทะเลอย่าลงโทษพวกเขาเลย…”
ลุงชุยสูบบุหรี่แรงๆ อีกที “ปลากะพงเหลืองตัวใหญ่ไม่ใช่เรื่องแปลก พออายุมากขึ้นตัวก็ใหญ่ตาม แต่สิ่งที่หายากคือมันไม่ตายหลังขึ้นจากน้ำ ทุกวันนี้แทบไม่เห็นปลากะพงธรรมชาติแล้ว แล้วยิ่งตัวใหญ่ขนาดนี้ยิ่งหาไม่ได้”
“แค่ฉันได้เห็นปลากะพงในตำนานกับตาตัวเอง ต่อให้ต้องตายตอนนี้ก็ถือว่าคุ้มแล้ว!”
“น้องชาย! ปลาตัวนี้ฉันขอซื้อ! ห้าหมื่นหยวน!”