คนเมา (ตอนต้น)
สายลมแห่งฤดูใบไม้ผลิโชยผ่านผิวพรรณ ต้นหลิวเริ่มผลิใบเขียวอ่อน
ดวงตะวันแดงฉานลอยสูงส่องสว่าง ทาบทอแสงอันอบอุ่น
ณ แม่น้ำเปี้ยน สายน้ำใสกระจ่างราวกับแพรไหม ไหลเอื่อยล่องผ่านไป ลำเรือมากมายล่องไปมาไม่ขาดสาย บนเรือบางลำมีเสียงพิณดังกังวานเป็นระยะ บ้างก็มีเสียงหัวเราะบันเทิง และบางคราวมีเสียงท่องบทกวีดังแว่วมา บรรยากาศคึกคักนักหนา
สองฟากฝั่งแม่น้ำ เต็มไปด้วยต้นหลิวที่ห้อยกิ่งลง แสงตะวันสาดส่องใบอ่อนเขียวสดราวน้ำทิพย์หลั่งรด จนดูสดชื่นงดงามจับตายิ่ง
ถนนที่อยู่ริมฝั่งแม่น้ำทั้งสองนั้นคราคร่ำไปด้วยผู้คนเดินขวักไขว่ ทั้งผู้แบกหาบเร่งรีบ คนจูงลาขนส่งสินค้า และบรรดานักปราชญ์ที่หยุดชมทิวทัศน์ของแม่น้ำเปี้ยน พลางท่องร้อยกรองออกมาอย่างมีอารมณ์ อาคารสองฟากฝั่งถนนตั้งเรียงรายแน่นขนัด ทั้งร้านน้ำชา โรงเตี๊ยม โรงรับจำนำ และโรงหัตถกรรมต่างๆ
ถนนเส้นนี้ชื่อว่า “ถนนเปี้ยนเหอ” จัดได้ว่าเป็นย่านใจกลางเมืองเปี้ยนจิง
ฝั่งตะวันตกของสะพานโค้ง มีอาคารสูงสามชั้นตั้งตระหง่าน โครงสร้างงดงามวิจิตร มีหลังคาหลายชั้นซ้อนทับทอดยาวโอ่อ่าน่าเกรงขาม
ชายคาชั้นสองของอาคารนั้นมีแผ่นป้ายขนาดใหญ่แขวนอยู่ บนนั้นเขียนอักษรสีแดงสดสามตัวว่า “จุ้ยเซียนจวี” ซึ่งเห็นได้ชัดว่าเป็นโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง
ขณะนั้น บริเวณชายคาทางซ้ายของประตูใหญ่โรงเตี๊ยม มีชายขี้เมาผู้หนึ่งนอนฟุบอยู่ มิได้ขยับเขยื้อน ไม่ทราบว่าเป็นหรือตาย ช่วงนี้บ้านเมืองเต็มไปด้วยศึกสงคราม ผู้ลี้ภัยที่หลบหนีภัยสงครามมาอยู่ที่นี่ก็มีจำนวนเพิ่มขึ้นทุกวัน คนที่เดินผ่านไปมาจึงมิได้แปลกใจอะไรกับภาพที่เห็น มีเพียงความสงสัยกับการแต่งกายแปลกตาของชายผู้นั้นอยู่บ้าง
ชายขี้เมาผู้นั้นสวมเสื้อผ้าสีดำล้วน แขนเสื้อค่อนข้างแคบ คอเสื้อพับออกเผยให้เห็นเสื้อขาวด้านใน ส่วนเท้านั้นสวมรองเท้าสีดำแวววับซึ่งคล้ายรองเท้า แต่ก็ไม่ใช่รองเท้าที่พบเห็นกันโดยทั่วไป ดูแปลกตานัก
ภายนอกอาคารนั้นเต็มไปด้วยเสียงอึกทึกครึกโครมจากผู้คน แต่ภายในกลับเงียบเหงา บรรยากาศแตกต่างกันจนดูผิดแผก
ในห้องโถงชั้นแรกนั้น มีเพียงสองคนยืนอยู่ คนหนึ่งคือเจ้าของร้าน อีกคนคือเสี่ยวเอ้อร์(เด็กเสิร์ฟ) เจ้าของร้านอายุราวห้าสิบเศษ สวมหมวกทรงกลมสีดำ สวมเสื้อคลุมยาวผ้าไหมสีเหลืองอร่าม หนวดเคราขาวดำยาวเคลียบ่าดูน่าเกรงขาม มือข้างหนึ่งถือพู่กัน อีกข้างหนึ่งคอยเคาะลูกคิดบนโต๊ะไปมาอย่างใจจดใจจ่อ
ส่วนเสี่ยวเอ้อร์อายุประมาณสิบหกสิบเจ็ด หน้าตายังไม่แตกเนื้อหนุ่ม สวมเสื้อคลุมยาวสีน้ำเงิน สวมหมวกเล็กสีฟ้า พาดผ้าขาวไว้บนไหล่ซ้าย พิงกรอบประตูท่าทีซังกะตาย
เจ้าของร้านเขียนอะไรบางอย่างอยู่ครู่หนึ่งก็หยุดลง ราวกับคิดอะไรขึ้นมาได้ เขามองออกไปนอกประตู ก่อนจะเรียกเสี่ยวเอ้อร์ว่า “หลิวจื่อ”
เสี่ยวเอ้อร์ที่ถูกเรียกว่าหลิวจื่อเห็นเจ้าของร้านเรียก จึงรีบเดินเข้ามาถามว่า “ท่านลุง มีอะไรหรือขอรับ?”
เจ้าของร้านชี้ไปที่ประตู พูดเสียงเบา “เจ้าไปดูเสียหน่อยว่า ชายขี้เมาผู้นั้นยังอยู่หรือไม่ นอนนิ่งเสียตั้งนาน ไม่เห็นขยับเขยื้อนเลย”
หลิวจื่อขมวดคิ้วเล็กน้อย ตอบด้วยสีหน้ารำคาญ “เฮ้อ ท่านลุง ข้าเห็นว่าเวลานี้พวกเราก็ยังดูแลตนเองแทบไม่รอด จะไปสนใจเขาทำไมกัน”
เจ้าของร้านทำหน้านิ่งแล้วโบกมือดุ “ไปเถิด ไปดูสักหน่อย ข้าบอกให้ไป เจ้าก็ไปเถิด อย่าพูดมากไปนัก ระวังข้าจะตีเจ้าเสียหรอก”
“โอ้!”
หลิวจื่อรับคำอย่างไม่เต็มใจนัก คอตกเดินไปยังที่ชายขี้เมานอนอยู่ เขานั่งยองๆ ลง ใช้มือสะกิดชายผู้นั้นเบาๆ แล้วเอ่ยเรียก “เฮ้ ตายแล้วหรือไม่?”
“อือ…”
ชายขี้เมาครางเบาๆ ก่อนจะพลิกศีรษะไปอีกทาง
“เฮ้อ! หลับสบายเชียวนะ!”
หลิวจื่อเห็นดังนั้นก็ทั้งโมโหทั้งขบขัน เขาร้องเรียกอีกสองสามครั้ง แต่ชายผู้นั้นยังนิ่งเฉยไม่ขยับ หลิวจื่อจึงเดินกลับไปที่เคาน์เตอร์ แล้วรายงานเจ้าของร้านว่า “เขายังนอนอยู่ขอรับ”
เจ้าของร้านได้ฟังก็ถอนหายใจแล้วส่ายหน้า “เอาเถอะ เอาเถอะ เจ้าไปทำงานของเจ้าเถิด”
งาน?
หลิวจื่อหันซ้ายหันขวา มองห้องโถงที่ว่างเปล่าด้วยสีหน้าเศร้าใจ เขาเองก็อยากทำงาน แต่จะมีอะไรให้ทำเล่า?
“เสี่ยวเอ้อร์! เสี่ยวเอ้อร์!”
ทันใดนั้น เสียงเรียกก็ดังมาจากชั้นบน
หรือจะบังเอิญเช่นนี้?
หลิวจื่อได้ยินก็ตกใจจนเหงื่อแตก
“เจ้ายังมัวยืนอึ้งอยู่อีก? รีบขึ้นไปดูแลลูกค้าเร็วเข้า!” เจ้าของร้านเห็นหลิวจื่อยังยืนงงอยู่จึงเร่งเร้า
“โอ้ๆ!”
หลิวจื่อสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะรีบถือกาใส่น้ำชา แล้ววิ่งขึ้นไปชั้นบน
เมื่อมาถึงชั้นสอง บรรยากาศที่นี่ก็มิได้ต่างจากชั้นล่างเท่าใดนัก มีเพียงโต๊ะริมหน้าต่างที่มีชายหนุ่มในชุดบัณฑิตอยู่สองคน คนที่นั่งอยู่ข้างในสวมเสื้อคลุมยาวสีขาว ส่วนคนที่นั่งอยู่ข้างนอกสวมเสื้อคลุมยาวสีเขียว
หลิวจื่อเดินมาถึงหน้าโต๊ะ ก้มตัวลงพร้อมรอยยิ้มประจบ พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงนอบน้อมว่า “คุณชายทั้งสอง ต้องการรับสิ่งใดเพิ่มเติมหรือขอรับ?”
“ปัง!”
บัณฑิตผู้สวมชุดขาวตบโต๊ะดังลั่น ก่อนจะลุกพรวดขึ้น สีหน้าเคร่งเครียดด้วยโทสะ ชี้ไปที่จานอาหารสามจานบนโต๊ะแล้วกล่าวว่า “ไอ้เสี่ยวเอ้อร์! กล้าดีอย่างไรมาหยามข้าด้วยอาหารเช่นนี้ ข้าถามหน่อยเถิด เจ้านำอะไรมาขึ้นโต๊ะให้พวกข้ากินกันแน่?”
หลิวจื่อสะดุ้งสุดตัว ดวงตาดำกลมโตจ้องมองอาหารสามจานบนโต๊ะพลางทวนชื่อจานอาหารเบาๆ “ซุปเม็ดบัว เนื้อวัวตุ๋นเกลือ ยำตีนเป็ดทอด” เขาขมวดคิ้วครุ่นคิดก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงลังเล “คุณชาย อาหารที่ขึ้นโต๊ะน่าจะไม่ผิดหรอกขอรับ เพราะทั้งสามจานนี้คือรายการที่ท่านสั่งจริงๆ”
“เหอะ! ใช่สิว่าอาหารที่สั่งมานั้นถูกต้อง” บัณฑิตชุดขาวแค่นเสียงเยาะ พลางเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ “แต่ซุปเม็ดบัวนี่เลี่ยนเสียจนหวานเกินจะทน ส่วนเนื้อวัวนั้นก็เค็มเสียจนกินไม่ได้ และยำตีนเป็ดนี่แข็งราวกับหิน ข้าขอบอกตรงๆ ว่าต่อให้หมูก็ยังไม่แตะต้องหรอก! ช่างเหลือเชื่อจริงๆ”
บัณฑิตชุดขาวกล่าวจนน้ำลายกระเซ็น หลิวจื่อฟังแล้วรู้สึกหนาวเหน็บเหงื่อแตกพลั่ก
หากเป็นเมื่อสองสามปีก่อน เขาคงคิดว่าคนทั้งสองนี้มาหาเรื่องเป็นแน่ แต่ตอนนี้ พอเขานึกถึงพ่อครัวหัวโล้นในครัวขึ้นมา จิตใจก็เหมือนโดนสิบห้าถังน้ำโถมกระหน่ำให้สะท้านหวาดกลัว เขากล่าวออกมาด้วยเสียงสั่นเครือว่า “เอ่อ…คุณชาย ข้าน้อยคิดว่าคงมีเรื่องเข้าใจผิดกัน…”
“เข้าใจผิด? ข้าว่าเจ้าคงไม่เห็นโลงศพจึงไม่หลั่งน้ำตาสินะ!”
บัณฑิตชุดขาวแสยะยิ้มเยาะ ก่อนจะหยิบตะเกียบขึ้นมาแล้วโยนลงที่เท้าของหลิวจื่อ “เจ้าก็ลองชิมเองเถอะ!”
“ขอรับ! ขอรับ! ข้าน้อยจะลองเดี๋ยวนี้!”
หลิวจื่อก้มลงหยิบตะเกียบขึ้นมา มองอาหารสามจานบนโต๊ะแล้วกลืนน้ำลายด้วยความกลัว เขายกช้อนตักซุปเม็ดบัวหนึ่งคำใส่ปาก รสหวานจัดเสียจนรู้สึกเหมือนฟันจะหลุด หลิวจื่อขมวดคิ้วเล็กน้อย แล้วคีบเนื้อวัวขึ้นมากัดเพียงนิดเดียว พอเคี้ยวเท่านั้น เขาก็หลับตาปี๋ คิ้วสองข้างแทบจะผูกกันแน่น นี่มันเกลือล้วนๆ ชัดๆ
หลิวจื่อกลัวเกินกว่าจะเคี้ยวต่อ จึงกลืนเนื้อลงไป แต่พอกลืนลงไปเท่านั้น ท้องไส้ก็พลันปั่นป่วน และ “อ้วก” ออกมาทันที
บัณฑิตชุดขาวเห็นแล้วหัวเราะเยาะพร้อมกล่าวว่า “เป็นไงล่ะ ข้ามิได้ใส่ร้ายพวกเจ้าใช่หรือไม่?”
“ขออภัยขอรับ! ข้าน้อยจะรีบไปแจ้งให้พ่อครัวให้ทำใหม่ทันที!” หลิวจื่อก้มโค้งอย่างรวดเร็วเอ่ยขอโทษไม่หยุด
“ไม่ต้อง” บัณฑิตชุดขาวส่ายศีรษะพลางยิ้มเยาะ ใช้พัดกระดาษชี้ไปที่อาหารสามจานบนโต๊ะ “ขอเพียงเจ้าเองกินให้หมดทั้งสามจาน ข้าก็จะไม่ถือโทษเจ้า”
ให้กินอาหารสามจานนี้ คงไม่ต่างกับต้องไปแย่งหญ้ากับหมูกินหรอก!
หลิวจื่อถึงกับหน้าซีด ตัวสั่นไปทั้งร่าง
บัณฑิตชุดเขียวที่นั่งข้างๆ เมื่อเห็นเสี่ยวเอ้อร์ยังเยาว์นักก็รู้สึกสงสารอยู่บ้าง จึงลุกขึ้นพร้อมยกมือคำนับกล่าวว่า “ท่านพี่ฉางหยวน ใจเย็นๆ เถอะ มิจำเป็นต้องถือสากับเสี่ยวเอ้อร์เช่นนี้ อย่างไรดี หากข้าเป็นเจ้ามือมื้อต่อไป เชิญพวกเราชวนเพื่อนฝูงไปร่ำสุราท่องบทกวีที่หอ ‘เฟยฉุ่ยเสวียน’ ตรงข้าม คงดีกว่านี้ท่านว่าอย่างไร?”
บัณฑิตชุดขาวได้ฟังก็คิดว่าคำพูดนั้นมีเหตุผล ยังไงเขาก็ถือเป็นบัณฑิตผู้หนึ่ง ดันมาทะเลาะกับเสี่ยวเอ้อร์ช่างเสียศักดิ์ศรีอยู่บ้าง จึงยกมือคารวะแล้วเอ่ยว่า “ท่านเส้าอวี้กล่าวได้ถูกต้องยิ่งนัก” ว่าแล้วก็สะบัดแขนเสื้ออย่างสง่างาม ก่อนจะเดินลงบันไดไปพร้อมกับบัณฑิตผู้สวมชุดเขียว
ก่อนจากไป บัณฑิตชุดเขียวทิ้งเศษเงินลงบนโต๊ะหนึ่งกำมือ
เหล่าบรรดานักปราชญ์ถือดีในเกียรติภูมิ ยึดถือศักดิ์ศรีเหนือสิ่งใด ถึงแม้จะมิได้จ่ายสักอีแปะเดียวก็ไม่ถือว่าผิดอะไร แต่พวกเขาก็ไม่ยอมให้ใครกล่าวว่าเป็นพวกตระหนี่เพราะเรื่องอาหารเพียงมื้อเดียว
พอพวกเขาลงบันไดไป หลิวจื่อจึงค่อยหายใจออกมาอย่างโล่งอก เขามองอาหารสามจานบนโต๊ะนิ่งๆ แล้วกล่าวอย่างท้อใจว่า “เท่านี้ก็เรียบร้อย…ลูกค้าไปกันหมดแล้ว”
---
กลางดึกนั้นลมหนาวยะเยือก ความเงียบครอบคลุมทั่วทั้งเมือง ยกเว้นเพียงหอโคมเขียวที่ยังมีเสียงเพลงบรรเลงรื่นเริง โรงเตี๊ยมและโรงน้ำชาต่างทยอยปิดประตูกันหมดแล้ว
“เฮ้อ…ไม่รู้ว่านี่จะต้องทนไปถึงเมื่อใดกัน!”
เจ้าของร้านแห่ง “จุ้ยเซียนจวี” จดบัญชีเสร็จก็ถอนหายใจ วันทั้งวันมีลูกค้าเพียงหนึ่งโต๊ะ แล้วยังทำให้โกรธจนหนีไปอีก รายได้ที่แสนอัตคัดเช่นนี้ช่างน่าอนาถนัก
“ใกล้จะยามสามแล้ว หลิวจื่อ ไปปิดประตูเสียเถิด!”
เจ้าของร้านเพิ่งจะออกปากสั่งเสร็จก็พลันพูดขึ้นอีกว่า “อ้อ หลิวจื่อ เจ้าเอาอาหารเหลือที่ลูกค้าทิ้งไว้ไปให้ชายขี้เมาที่หน้าประตูสักหน่อยแล้วกัน”
“โอ้!”
หลิวจื่อตอบรับ แล้วเดินไปที่ครัวพร้อมบ่นพึมพำ “ไม่รู้ท่านลุงคิดอะไรอยู่ ตอนนี้ลูกค้าก็แทบจะไม่มีแล้ว ยังปล่อยให้ชายขี้เมานอนอยู่ตรงนั้นอีก ใครจะกล้าเข้าร้านกันเล่า”
เสียงของหลิวจื่อเบา แต่เจ้าของร้านก็ยังได้ยินชัดเจน เขาจึงได้แต่ถอนหายใจอีกครั้ง
หลิวจื่อยกอาหารสามจานที่เหลือขึ้นมาอย่างระมัดระวัง มาหยุดอยู่ตรงหน้าชายขี้เมาแล้ววางจานอาหารลงบนพื้น พลางกล่าวเสียงเบาอย่างไม่สบอารมณ์ว่า “เฮ้! ลุกมากินข้าวเสียที”
ชายขี้เมาขยับตัวเล็กน้อย ส่งเสียงครางในลำคอสองสามคำ ก่อนจะลืมตาขึ้นทันที แล้วลุกพรวดขึ้นมา มือสองข้างคว้าแขนหลิวจื่อไว้แน่น ดวงตาสาดประกายตื่นตระหนกพลางถามว่า “วันนี้วันที่เท่าใด เดือนอะไร ที่นี่ที่ไหน?”
“โอ๊ย! เจ้าปล่อยก่อน ข้าเจ็บ!” หลิวจื่อร้องเสียงหลงเมื่อรู้สึกเจ็บแปลบที่แขน
เสียงร้องของหลิวจื่อคล้ายจะทำให้ชายขี้เมารู้สึกตัว เขาจึงรีบปล่อยแขนหลิวจื่อทันที ดวงตาแดงก่ำจ้องหลิวจื่ออยู่ครู่หนึ่งก่อนจะลดประกายลงจนกลายเป็นแววตาหม่นหมอง
หลิวจื่อยกมือขึ้นลูบแขนที่เจ็บพลางขมวดคิ้วพูดอย่างขุ่นเคืองว่า “ข้าบอกเจ้ากี่ครั้งแล้ว ที่นี่คือเปี้ยนเหลียง ตอนนี้เป็นวันที่เจ็ด เดือนสอง ปีเสวียนเหอที่สี่”
ตั้งแต่เกิดมา หลิวจื่อยังไม่เคยเห็นคนเมาที่แปลกเช่นนี้มาก่อน ทุกครั้งที่เขาเมาไม่ได้สติก็คล้ายคนบ้าถามผู้คนว่า “วันนี้วันอะไร ที่นี่ที่ไหน” พอได้รับคำตอบก็ดูเศร้าหมองแล้วก็จะบ้าดื่มสุราอีก
พอเจ้าของร้านได้ยินเสียงร้องของหลิวจื่อก็รีบเดินออกมา เห็นชายขี้เมาก้มหน้า โอนเอนราวกับจะล้ม ปากพึมพำอะไรสักอย่างไม่หยุด
เจ้าของร้านโบกมือให้หลิวจื่อเข้าไปข้างในก่อน
หลิวจื่อชำเลืองมองชายขี้เมาแวบหนึ่งแล้วก็เดินเข้าไปในร้าน
เมื่อเห็นหลิวจื่อเข้าไปแล้ว เจ้าของร้านจึงเรียกชายขี้เมาด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า “น้องชาย น้องชาย”
ชายขี้เมาสะดุ้งเล็กน้อย เงยหน้าขึ้นมองเจ้าของร้านพลางถามว่า “ท่านลุง เรียกข้าหรือ?”
คำว่า ‘ท่านลุง’ ทำให้เจ้าของร้านหัวเราะออกมา เขาพยักหน้าแล้วกล่าวว่า “ข้าขอถามเจ้าสักหน่อยเถิด น้องชาย เจ้าชื่อใด บ้านเกิดอยู่แห่งหนใด?”
“อ้อ ท่านลุง ข้านามว่าหลี่ฉี บ้านข้าอยู่ที่…” พอพูดถึงตรงนี้ หลี่ฉีพลันพูดติดขัด น้ำตาเริ่มเอ่อขึ้นในดวงตา