คนเมา (ตอนปลาย)
เจ้าของร้านเห็นหลี่ฉีสีหน้าโศกเศร้า คล้ายมีเรื่องทุกข์ใจที่ยากจะเอื้อนเอ่ย จึงถามว่า “น้องชายเอ๋ย ข้าว่าเจ้ายังหนุ่มแน่นอยู่ ไฉนจึงได้ทุกข์ระทมถึงเพียงนี้เล่า?”
หลี่ฉีหลับตาลง ส่ายศีรษะไปมา
เขาไม่ได้ไม่อยากจะเล่า เพียงแค่ไม่รู้ว่าจะเริ่มจากตรงไหน อีกทั้งต่อให้เขาเล่าออกไป คงไม่มีผู้ใดเชื่อแน่
ความจริงแล้ว เขานั้นข้ามเวลามาจากอีกเก้าร้อยกว่าปีให้หลัง ปัจจุบันอายุยี่สิบห้าปี เป็นบัณฑิตเกียรตินิยมจากมหาวิทยาลัยชิงหัว ในวัยหนุ่มเขามีตำแหน่งเป็นทั้งหัวหน้าเชฟและผู้จัดการฝ่ายบริหารในโรงแรมหรูระดับห้าดาว รายได้ต่อปีก็สูงลิบ อีกทั้งยังได้ครองคู่กับสาวงาม เรียกได้ว่าทั้งหน้าที่การงานและชีวิตส่วนตัวล้วนรุ่งเรืองสดใส ชีวิตนับว่าเจริญก้าวหน้าทุกด้าน และจะว่าไปแล้ว เจ้าของโรงแรมก็ไม่ใช่ใครอื่น หากแต่เป็นพ่อตาของเขานั่นเอง
แต่โชคร้าย มักมาพร้อมความไม่แน่นอนของชีวิต
ในคืนแต่งงานของเขาเอง ที่เขาถูกกลุ่มเพื่อนสนิทกรอกสุราจนเมาไม่ได้สติ พอรู้สึกตัวขึ้นมาก็พบว่าเขาได้ข้ามเวลามายังเมืองหลวงแห่งราชวงศ์ซ่งเหนือเข้าแล้ว ตอนนั้นแทบทำให้เขาหวาดกลัวจนเป็นลมไป
แม้ว่าในยุคสมัยของเขาจะมีผู้คนมากมายที่ใฝ่ฝันอยากข้ามเวลามาอยู่ในอดีต แต่สำหรับเขาแล้ว เขาไม่เคยปรารถนาเลยสักนิด ยังมีครอบครัวที่รอเขาอยู่ เขามีภรรยาที่งดงามดั่งดอกไม้อยู่เคียงข้าง การข้ามเวลานี้ไม่ใช่สิ่งที่เขาปรารถนาสักนิด
เมื่อเป็นเช่นนี้ เขาจึงพยายามหาวิธีการเดิมๆ หวังว่าจะกลับไปยังยุคของตนเองได้อีกครั้ง เขาเริ่มด้วยการนำหยกพุทธรูปที่ห้อยคอติดตัวไปจำนำที่โรงรับจำนำ จากนั้นจึงนำเงินที่ได้ไปซื้อสุราอีกไหใหญ่มาดื่มจนเมามายหวังว่าจะสลบไป แต่เทพีแห่งโชคลาภหาได้โปรดเมตตาเขาไม่ เมื่อตื่นขึ้นมาก็ยังพบว่าตนเองยังอยู่ที่นี่
เขายังไม่ยอมแพ้ นำเงินที่เหลือไปซื้อสุรามาดื่มอีกครั้ง หลับแล้วก็เมา เมาแล้วก็นอน ดื่มสุราต่อเนื่องกันอยู่หลายวัน แต่ถึงกระนั้นก็ยังไม่อาจสมหวัง
เจ้าของร้านเห็นหลี่ฉีดูไม่อยากเล่า จึงมิได้ซักไซ้อะไรอีก เขาล้วงมือเข้าไปในแขนเสื้อ หยิบถุงเหรียญทองแดงถุงเล็กออกมายื่นให้หลี่ฉี “น้องชายเอ๋ย เอาเงินนี่ติดตัวไป เจ้าเก็บไว้ใช้เป็นค่าพาหนะ กลับบ้านไปเสียเถิด”
เจ้าของร้านเห็นว่าหลี่ฉีนอนอยู่ที่ถนนหลายวันแล้ว อีกทั้งยังไม่มีผู้ใดเป็นเครือญาติเรียกหาให้เขากลับบ้าน ประกอบกับสำเนียงแปลกหูของหลี่ฉี จึงคิดว่าเขาคงเป็นคนต่างถิ่น และตั้งใจยื่นเงินให้เพื่อจะได้จากไปเสีย
ถึงอย่างไร เขาก็เป็นคนทำมาค้าขาย การที่มีชายขี้เมานอนอยู่หน้าโรงเตี๊ยมทุกวันก็ไม่ใช่เรื่องดีนัก
ที่จริงแล้ว เจ้าของร้านผู้นี้ก็มีจิตใจดีอยู่ไม่น้อย หากเป็นพวกเจ้าของร้านที่มีจิตใจดำมืดกว่านี้ คงใช้ไม้เรียวไล่หลี่ฉีไปนานแล้ว
“กลับบ้าน? จะให้ข้ากลับบ้านไหนเล่า? แล้วจะให้ข้ากลับไปทางใด? ข้า…ข้ากลับไปไม่ได้อีกแล้ว” ยิ่งพูดหลี่ฉียิ่งรู้สึกสะเทือนใจ ไม่นานก็น้ำตาไหลพราก
เจ้าของร้านเห็นหลี่ฉีที่เป็นชายหนุ่มเต็มตัวถึงกับร่ำไห้ สะอึกสะอื้นด้วยความโศกเศร้าเช่นนี้ ก็ทำอะไรไม่ถูก แต่พอเห็นเขาอยู่ในสภาพน่าเวทนาก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกถึงความทุกข์เช่นเดียวกันกับสภาพของโรงเตี๊ยมจุ้ยเซียนจวีของตน เขาจึงถอนหายใจพร้อมกับพูดเสียงเบา “น้องชายเอ๋ย น้องชาย อย่าเพิ่งร้องไห้ไปเลย เอาเถิด หากเจ้าไม่รังเกียจว่าโรงเตี๊ยมของเราจะเรียบง่ายไปบ้าง เจ้าก็พักที่นี่ไปพลางก่อน สักวันข้างหน้าค่อยว่ากัน”
หลี่ฉีได้ยินดังนั้นก็หยุดร้องไห้ หัวใจเต็มตื้นไปด้วยความซาบซึ้ง ในยุคสมัยของเขา ต่อให้ใครตายอยู่ข้างทางก็ใช่ว่าจะมีใครแยแส แต่เจ้าของร้านผู้นี้กลับช่วยเหลือเขา เขาจ้องมองชายชราเบื้องหน้าด้วยความซาบซึ้งแล้วเอ่ยถามว่า “ท่านลุง ไยท่านถึงได้เมตตาข้าถึงเพียงนี้?”
เจ้าของร้านยิ้มบางๆ ก่อนจะพูดว่า “เอาเถิด เจ้าอย่าได้ถามอะไรมากนัก เข้ามาข้างในก่อนเถิด”
ขณะนั้นเอง เสี่ยวเอ้อร์หรือหลิวจื่อกำลังฟุบหลับอยู่บนโต๊ะ แต่พอเห็นเจ้าของร้านเดินเข้ามาพร้อมกับชายขี้เมาก็ลุกขึ้นทันที เขาอ้าปากค้างแล้วอุทานด้วยความประหลาดใจว่า “ลุง—? ท่านพาเขาเข้ามาทำไม?”
เจ้าของร้านเหลือบมองหลิวจื่อแล้วพูดว่า “ชายผู้นี้คือคุณชายหลี่ฉี เจ้ารีบพาคุณชายหลี่ไปที่ลานหลัง ทำความสะอาดสักหน่อยแล้วเปลี่ยนเสื้อผ้า ข้าจะไปที่ครัว สั่งให้ท่านอาจารย์โจวเตรียมอาหารเล็กๆ น้อยๆ ให้เขาสักสองสามจาน”
หลี่ฉียิ้มให้หลิวจื่ออย่างขอโทษ “ต้องขอโทษด้วยที่มารบกวน”
คุณชาย? หากท่านเป็นคุณชาย เช่นนั้นข้าคงเป็นถึงเชื้อพระวงศ์แล้วกระมัง!
หลิวจื่อเบ้ปากเล็กน้อยก่อนจะพูดอย่างขัดเคืองว่า “เชิญทางนี้เถิด คุณชายหลี่”
หลิวจื่อนำทางหลี่ฉีมาจนถึงลานหลังของโรงเตี๊ยม ลานนี้ไม่เล็กไม่ใหญ่ มีห้องอยู่ราวเจ็ดถึงแปดห้อง แต่ดูเรียบง่ายมาก คาดว่าคงเป็นที่พักสำหรับลูกจ้างในโรงเตี๊ยมจุ้ยเซียนจวีแห่งนี้
หลิวจื่อพาหลี่ฉีไปยังห้องเล็กสุดด้านซ้าย ภายในห้องมีเพียงอุปกรณ์อาบน้ำอยู่ไม่กี่อย่าง มีถังน้ำไม้ทึบหนึ่งใบ กระบวยน้ำหนึ่งอัน ผ้าหยาบเก่าๆ ที่ไม่รู้ว่าผ่านการใช้งานมาแล้วกี่ครั้ง และมีวัตถุสีดำๆ ก้อนหนึ่งวางอยู่ เขาไม่รู้ว่ามันคืออะไร แต่ก็ได้รู้จากหลิวจื่อในภายหลังว่า นั่นคือ “อี้จื่อ” หรือสบู่ชนิดหนึ่งที่ใช้สำหรับทำความสะอาดร่างกาย คาดว่าน่าจะคล้ายกับสบู่ในยุคปัจจุบัน
ให้ตายเถิด! แบบนี้เรียกห้องอาบน้ำได้ด้วยหรอ?
สีหน้าหลี่ฉีเต็มไปด้วยความตกตะลึงปนสิ้นหวัง หากในยุคของเขาคงจะเรียกได้แค่ “ห้องเก็บของ” เท่านั้น
...
ไม่นานนัก หลี่ฉีก็อาบน้ำเสร็จ เดินออกมาพร้อมกับสวมเสื้อคลุมยาวผ้าฝ้ายสีเทา เสื้อผ้านี้เป็นของเหลือจากลูกจ้างคนก่อนๆ ของร้าน มันจึงดูคับและสั้นไปสักหน่อย ประกอบกับผมสั้นเสมอหน้าผากของเขายิ่งดูไม่เข้ากันเข้าไปใหญ่ ราวกับตัวประกอบในภาพยนตร์ย้อนยุคของเหิงเตี้ยนอย่างไรอย่างนั้น
เมื่อหลี่ฉีกลับมาถึงห้องโถง เขาเห็นเจ้าของร้าน หลิวจื่อ และชายแก่หัวโล้นอีกคนกำลังนั่งสนทนากันอยู่ที่โต๊ะอาหาร บนโต๊ะนั้นมีอาหารสามจาน ได้แก่ ผัดหน่อไม้สด ผัดผักเขียว และเต้าหู้ต้นหอม พร้อมข้าวสวยอีกชาม
พอเจ้าของร้านเห็นหลี่ฉีเดินเข้ามาก็รีบโบกมือเรียก “น้องชาย เชิญมานั่งเร็วเข้า อาหารจะเย็นหมดแล้ว”
หลี่ฉียิ้มเดินเข้ามานั่งข้างหลิวจื่อ ก่อนจะกล่าวขอบคุณเจ้าของร้านอย่างซาบซึ้งว่า “ท่านลุงอู๋ ขอบคุณท่านมากจริงๆ”
ระหว่างที่หลิวจื่อต้มน้ำให้หลี่ฉีอาบ เขาก็ได้ไถ่ถามจนรู้ว่าชายชราคนนี้มีนามว่า “อู๋ฝูหรง” เป็นเจ้าของโรงเตี๊ยมจุ้ยเซียนจวี ส่วนหลิวจื่อมีชื่อจริงว่า “อู๋เสี่ยวลิ่ว” เป็นลูกจ้างประจำที่นี่และเป็นหลานชายแท้ๆ ของอู๋ฝูหรง นอกจากอู๋ฝูหรงกับหลิวจื่อแล้ว ยังมีอาจารย์โจวอีกคนซึ่งเป็นพ่อครัวของโรงเตี๊ยม ซึ่งน่าจะเป็นชายแก่ที่นั่งอยู่ตรงนี้นี่เอง
อู๋ฝูหรงยิ้มพลางพยักหน้า ก่อนจะชี้ไปที่ชายแก่หัวโล้นข้างๆ พร้อมแนะนำว่า “ท่านนี้คืออาจารย์โจว พ่อครัวประจำร้าน อาหารเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้เขาทำขึ้นให้เจ้าชิมโดยเฉพาะ”
พ่อครัว?
หลี่ฉีถึงกับชะงักเล็กน้อย คำว่า “พ่อครัว” นั้นช่างกระตุ้นความรู้สึกเขาอย่างประหลาด เขาเหลือบมองไปที่อาจารย์โจวด้วยความสงสัย ชายผู้นี้น่าจะอายุหกสิบกว่า ฟันเหลือน้อยเต็มที ในยุคของเขาคนในวัยนี้คงเกษียณไปแล้ว
การเป็นพ่อครัวนั้น เป็นอาชีพที่ต้องอาศัยความพร้อมของร่างกายอย่างมาก เมื่ออายุมากขึ้น ความรู้สึกในการรับรส สัมผัส รวมถึงความรวดเร็วคล่องแคล่วก็จะถดถอยไป อีกทั้งสุขภาพของคนวัยหกสิบในยุคนี้ย่อมเทียบไม่ได้กับคนในยุคของเขา พ่อครัวอาวุโสอายุมากๆ เช่นนี้ในโรงแรมคงหาได้ยากยิ่ง
แม้จะคิดเช่นนั้น แต่หลี่ฉีก็รู้สึกขอบคุณชายชราเป็นอย่างมาก จึงยิ้มพร้อมเอ่ยว่า “อาจารย์โจว ต้องขอโทษที่รบกวนท่านในมื้อนี้ ข้ารู้สึกเกรงใจจริงๆ”
อาจารย์โจวเห็นหลี่ฉีหน้าตาผิวพรรณสะอาดสะอ้าน มีท่าทีสุภาพอ่อนน้อมก็พลอยเกิดความรู้สึกดีขึ้นมา เขายิ้มพลางหัวเราะร่าแล้วเอ่ยว่า “รบกวนอะไรกัน! เอ้า เร็วเข้า รีบกินเถอะ อาหารเย็นหมดจะไม่อร่อยแล้ว”
“อืม!”
หลี่ฉีพยักหน้ารับ คิดในใจว่าตนเองกับพวกเขาก็หาได้เกี่ยวข้องกันไม่ แต่พวกเขากลับช่วยเหลือตนเองด้วยความจริงใจเช่นนี้ เขารู้สึกซาบซึ้งใจนัก จึงหยิบตะเกียบขึ้น เตรียมจะกินอาหาร เมื่อเห็นอาหารสามจานเบื้องหน้า ความหิวก็แล่นเข้ามา เขาถึงกับนึกขึ้นได้ว่ายังไม่ได้กินอะไรเลยทั้งวัน แต่ทันทีที่กำลังจะเริ่มกิน เขาก็สังเกตเห็นว่าอีกสามคนนั้นมองมาที่เขาโดยไม่ขยับ อีกทั้งบนโต๊ะของพวกเขาก็ไม่มีตะเกียบวางไว้ด้วย เขาจึงอดสงสัยไม่ได้ว่า “ท่านลุง พวกท่านไม่ร่วมรับประทานด้วยกันหรือ?”
ทันทีที่ได้ยิน หลิวจื่อก็มีสีหน้าหวาดหวั่นเล็กน้อยและพูดว่า “เจ้ากินเถิด พวกข้ากินกันไปเรียบร้อยแล้ว”
อู๋ฝูหรงก็ยิ้มพลางพยักหน้า “อย่าได้กังวล พวกเราอิ่มกันแล้ว เจ้ากินเถอะ”
“อ้อ!”
หลี่ฉีทนความหิวไม่ไหว จึงมิได้พูดอะไรมาก หยิบตะเกียบขึ้นคีบข้าวคำโตใส่ปาก แล้วตักหน่อไม้เข้าปากตามไปอีกสองสามชิ้น พอเคี้ยวไปได้สักพักก็ต้องขมวดคิ้ว
โอ้โห! รสชาติช่างแย่เหลือเกิน!
หลี่ฉีเกิดมาในตระกูลพ่อครัว นี่นับเป็นครั้งแรกในชีวิตที่ได้กินอาหารที่มีรสชาติแย่ถึงเพียงนี้ หากไม่ใช่ว่าเขาทราบว่าอาจารย์โจวตั้งใจทำให้ คงถุยทิ้งไปตั้งแต่คำแรกแล้ว เขาจึงได้แต่ก้มหน้าหลับตากินข้าวคำโตซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนข้าวขาวธรรมดากลายเป็นเหมือนอาหารรสเลิศไปในพริบตา
อาจารย์โจวเห็นหลี่ฉีเอาแต่กินข้าวโดยไม่แตะกับข้าวเลยก็สงสัยจึงถามว่า “เป็นอะไรไป น้องชาย อาหารนี้ไม่ถูกปากเจ้าหรือ?”
แค่กๆๆ!
ไม่น่าเลย คิดอะไรก็เกิดอย่างนั้น หลี่ฉีถึงกับสำลักและไออย่างหนัก
“เจ้าค่อยๆ กินก็ได้ ไม่มีใครแย่งเจ้าเสียหน่อย หลิวจื่อ เจ้ารีบไปเทน้ำชาให้คุณชายหลี่ดื่มหน่อยสิ” อู๋ฝูหรงหันไปสั่งหลิวจื่อที่ยืนหัวเราะคิกอยู่ข้างๆ
หลี่ฉีค่อยๆ จิบชาทีละนิดจนหายไอ หน้าแดงกร่ำด้วยความเขินอาย พลางกล่าวกับอาจารย์โจวว่า “อาจารย์โจว ท่านพูดอะไรเช่นนั้น ข้าน้อยได้กินอาหารฝีมือท่าน นับเป็นบุญยิ่งนัก เพียงแต่ข้าน้อยหิวมาก จึงขอเติมข้าวให้เต็มท้องก่อน แล้วค่อยชิมฝีมือของท่าน”
คำพูดของเขาช่างถูกใจอาจารย์โจวยิ่งนัก อาจารย์โจวถึงกับยิ้มกว้างแล้วพูดว่า “เช่นนั้นก็ได้ เจ้ากินข้าวให้อิ่มก่อน แต่อย่าลืมต้องกินกับข้าวให้หมดด้วยนะ”
หลี่ฉีแทบจะหลุดจากเก้าอี้ทันที เรียกได้ว่ารู้สึกเหมือนต้องทนกินอาหารลงไปทั้งน้ำตาเลยทีเดียว
ให้กินหมดทั้งสามจาน? แบบนี้ไม่ต่างกับเอาชีวิตข้าเลย!