ตกปลาริมแม่น้ำ

รุ่งเช้าวันต่อมา ขณะที่ท้องฟ้ายังขมุกขมัว หลี่ฉีตื่นลุกขึ้นจากเตียงแต่เช้าตรู่ หลังล้างหน้าและจัดการตัวเองเรียบร้อยแล้ว เขาหยิบหมวกงอบที่วางอยู่บนโต๊ะและเบ็ดตกปลาคันยาวที่ทำจากไม้ไผ่ สิ่งเหล่านี้เขาได้ให้อู๋เสี่ยวหลิวช่วยหาไว้ให้เมื่อคืน


หลี่ฉีสวมงอบครอบศีรษะ หาบคันเบ็ดพาดบ่าพร้อมออกจากบ้าน ทันทีที่เปิดประตู เขาเห็นเงาดำทมึนปรากฏตรงหน้าจนตกใจถอยหลังไปหนึ่งก้าว พลางร้องลั่นว่า "ผะ...ผีหรือ!"


“พี่หลี่ ข้าเอง เสี่ยวหลิว สว่างขนาดนี้แล้วจะมีผีที่ไหนกัน?”


"เสี่ยวหลิว?" หลี่ฉีเพ่งมองดูให้ชัด ที่แท้เป็นอู๋เสี่ยวหลิวจริงๆ เขาค่อยวางใจพลางตบอกตัวเอง “แม่เจ้า ออกศึกยังไม่ทันได้เริ่มก็เกือบหัวใจวายตายเสียก่อน น่ากลัวจริงๆ เฮ้อ...ใจเย็นๆ”


หลังปรับอารมณ์ให้สงบ หลี่ฉีแผ่ราศีเต็มที่ ตวัดสายตาจ้องอู๋เสี่ยวหลิวพลางตะคอกว่า “ไอ้หนู! เจ้าอยากจะโดนสั่งสอนหรืออย่างไร? เช้าตรู่แต่หัววันมาป้วนเปี้ยนหน้าประตูเรือนข้า เจ้ารู้ไหมว่าการทำให้คนตกใจ อาจทำให้เขาช็อกตายได้!”


อู๋เสี่ยวหลิวทำหน้าเหมือนลูกหมาตกน้ำ พยักหน้าพร้อมส่ายหน้าด้วยท่าทีซื่อๆ


หลี่ฉีเห็นท่าทางของอีกฝ่ายก็หมดแรงจะโกรธ โบกมือไล่ “ช่างเถอะ ถือว่าข้าโชคร้ายเอง เอาล่ะว่าแต่มาหาข้าทำไม?”


อู๋เสี่ยวหลิวพยักหน้ารัว พอจะเปิดปากพูดก็ชะงักสายตามองงอบบนศีรษะหลี่ฉีก่อนถามด้วยความสงสัยว่า “พี่หลี่ ท่านแต่งตัวแบบนี้จะไปไหนหรือ?”


"ใช่สิ! ข้าก็บอกเจ้าแล้วไม่ใช่หรือ ว่าวันนี้ข้าจะออกไปทำธุระ" หลี่ฉีพยักหน้าตอบ


"แล้วท่านจะแต่งตัวแบบนี้ไปที่ไหน?" อู๋เสี่ยวหลิวเอ่ยถามด้วยความสงสัย


"ข้าจะไป...เอ๊ะ! ถามอะไรนักหนา เอาเป็นว่าจำไว้ วันนี้เจ้าต้องทำหน้าที่ให้ดี ถ้าทำพลาดละก็ เจ้าโดนดีแน่!" หลี่ฉีแสร้งขู่


"ขอรับ!" อู๋เสี่ยวหลิวก้มหน้าตอบเสียงอ่อย ดวงตาฉายแววตื่นกลัว


“ว่าแต่ เจ้าว่าชุดที่พี่หลี่ใส่วันนี้ดูเป็นอย่างไรบ้าง?” หลี่ฉีดึงขอบงอบลงต่ำจนเหลือแค่คางโผล่ออกมา จากนั้นทำท่าสะบัดไปมาโชว์ท่าโพสหลายแบบ พลางยิ้มถามว่า “เป็นอย่างไร? ดูเหมือนเซียนไหมล่ะ?”


“หา?”


อู๋เสี่ยวหลิวจ้องหลี่ฉีด้วยดวงตากลมโตสีดำสนิท จากนั้นเกาศีรษะแล้วตอบด้วยท่าทีซื่อๆ ว่า “พี่หลี่ ท่านปิดหน้าปิดตาไว้แบบนี้ ข้าจะดูออกได้อย่างไรล่ะ?”


“เจ้า...เจ้ามันสายตาตื้นเขินสิ้นดี ไม่รู้จักศิลปะการแต่งตัวเลย” หลี่ฉียกงอบขึ้นพลางจ้องมองอู๋เสี่ยวหลิวด้วยสายตาขุ่นเคือง แต่เมื่อเห็นอีกฝ่ายทำหน้างุนงง เขาก็ได้แต่ถอนหายใจยาวแล้วเอ่ยว่า “ว่าแต่ มีเรื่องอะไรจะพูดกับข้า?”


“โอ้ มันเป็นแบบนี้ พี่หลี่ เมื่อคืนทั้งคืนข้านอนไม่หลับเลย” อู๋เสี่ยวหลิวตอบด้วยสีหน้าอัดอั้น


นอนไม่หลับ? แล้วนอนไม่หลับเจ้ามาหาข้าทำไม ข้าไม่ใช่หมอรักษาใจนะ? หลี่ฉีกรอกตาก่อนจะถามแบบไม่ใส่ใจว่า “คิดถึงเสี่ยวเถาหรือเปล่า?”


อู๋เสี่ยวหลิวเผลอพยักหน้ารับ แต่ก็รีบส่ายหน้าปฏิเสธทันที ใบหน้าเปลี่ยนเป็นสีแดงก่อนตอบว่า “พี่หลี่ ตอนนี้ข้าไม่มีเวลาคิดเรื่องพรรค์นั้นหรอก”


ชิ! เจ้ายังจะคิดน้อยกว่านี้ได้อีกหรือ? หลี่ฉีหรี่ตามองด้วยความหงุดหงิดพลางถามว่า “แล้วทำไมถึงนอนไม่หลับล่ะ?”


อู๋เสี่ยวหลิวก้มหน้าตอบว่า “ตั้งแต่เกิดมาข้ายังไม่เคยทำอาหารต่อหน้าคนมากมายขนาดนี้เลย ดังนั้น...”


ข้าเข้าใจแล้ว ที่แท้เจ้าตื่นเต้นจนหลับไม่ลงนี่เอง หลี่ฉีเข้าใจดีว่าอู๋เสี่ยวหลิวเป็นคนอย่างไร เขาเป็นประเภทที่พอได้สีสันก็เอาไปย้อมร้านได้ทั้งร้าน ดังนั้นเขาจึงตบไหล่อีกฝ่ายพลางกล่าวอย่างจริงใจว่า “เสี่ยวหลิว ความรู้สึกแบบนี้พี่เข้าใจดี ทุกอย่างมันต้องมีครั้งแรกทั้งนั้น เมื่อคืนพี่เห็นแล้วว่าเจ้าฝึกทอดเต้าหู้เหม็นได้คล่องแคล่วมากแล้ว เพราะฉะนั้นอย่ากังวลไปเลย แค่ทำเหมือนเมื่อคืนก็พอ พี่มั่นใจในตัวเจ้า อย่างน้อยแค่ตั้งใจทอดเต้าหู้เหม็นไป ที่เหลือก็ปล่อยให้ลุงเจ้าดูแล จำไว้นะ ขอแค่เจ้าตั้งใจทำ ทุกคนก็จะยอมรับเจ้าได้ ในฐานะพ่อครัว เจ้าต้องมั่นใจในตัวเอง เข้าใจหรือไม่?”


หลังจากได้รับคำปลอบโยน อู๋เสี่ยวหลิวก็เต็มเปี่ยมด้วยความมั่นใจ เขายืดตัวตรงแล้วพยักหน้าอย่างหนักแน่น “พี่หลี่ ท่านวางใจได้ ข้าจะไม่ทำให้ท่านเสียหน้าแน่นอน”


"ข้าเข้าใจแล้ว พี่หลี่ ท่านวางใจได้ ข้าจะไม่ทำให้ท่านต้องขายหน้าแน่นอน"


หลังจากได้รับกำลังใจจากหลี่ฉี อู๋เสี่ยวหลิวก็กลับมามีความมั่นใจเพิ่มขึ้นจริงๆ ความประหม่าเมื่อครู่พลันหายไปจนหมดสิ้น เขายืดตัวตรงกล่าวอย่างมั่นอกมั่นใจ


หลี่ฉีตบไหล่อู๋เสี่ยวหลิวแล้วหัวเราะพร้อมพูดว่า “เด็กหนอเด็ก สอนง่ายจริงๆ เอาล่ะ ข้าว่าก็ได้เวลาแล้ว เจ้ารีบไปเอาเต้าหู้ออกจากไห แล้วไปบอกลุงของเจ้าว่าเตรียมเปิดร้านขายของได้ ข้าต้องไปทำธุระก่อน จำไว้นะ เจ้าทำได้แน่นอน”


“อืม!” อู๋เสี่ยวหลิวพยักหน้ารับอย่างมุ่งมั่น


หลี่ฉีออกจากจุ้ยเซียนจวีแล้วเดินไปทางทิศตะวันตกเลียบแม่น้ำ จนมาถึงสถานที่หนึ่งที่น้ำใสสะอาด ธรรมชาติงดงาม มีผู้คนน้อย ริมน้ำใสไหลเอื่อย ลมอุ่นในฤดูใบไม้ผลิพัดเบาๆ ใบไม้เสียดสีกันเกิดเสียงซ่าๆ นกหวงลี่ร้องเพลงขับขาน มีเสียงจิ้งหรีดคลอประกอบ เป็นบรรยากาศที่ทำให้ใจสงบและรื่นรมย์เสียจริง!


หลี่ฉียืนอยู่บนพื้นหญ้าริมแม่น้ำก่อนจะบิดขี้เกียจเต็มที่ สูดอากาศลึกเข้าไปในปอด แล้วเอ่ยคำเดียว— “ฟิน!” ชีวิตประหยัดพลังงานหรือ? เฮอะ ข้ากำลังใช้ชีวิต “ปลอดพลังงาน” เลยต่างหาก!


ความจริงแล้ววันนี้หลี่ฉีไม่มีธุระอะไรเลย เขาแค่อยากหาโอกาสพักผ่อนผ่อนคลายและบำรุงบำเรอตัวเองเสียหน่อย ที่สำคัญคือเขาไม่อยากได้กลิ่นเต้าหู้เหม็นอีกต่อไปแล้ว แค่คิดถึงกลิ่นนั้นก็รู้สึกคลื่นไส้แล้ว


จริงๆ แล้วตัวหลี่ฉีเองไม่ได้ชอบเต้าหู้เหม็นอะไรนัก แต่เพราะบิดาและพ่อตาเขาทั้งสองคนมีรสนิยมเดียวกัน ชื่นชอบเต้าหู้เหม็นเป็นพิเศษ ทำให้เขาต้องลองชิมเต้าหู้เหม็นหลากหลายชนิดมาโดยตลอด และเต้าหู้เหม็นที่เขาทำอยู่นี้ ก็เป็นสูตรใหม่ที่เขาผสานจุดเด่นของเต้าหู้เหม็นจากฉางซาและเต้าหู้เหม็นเส้าซิงเข้าด้วยกัน


นับว่าอู๋ฝูหรงยังเข้าใจผิด คิดว่าเขาต้องไปทำเรื่องสำคัญอะไรบางอย่าง จึงยังคงกังวลใจแทนเขาอยู่จนถึงตอนนี้


แน่นอนว่าหลี่ฉีก็อยากบอกความจริงกับอู๋ฝูหรง แต่ในฐานะผู้วางแผนการ ในช่วงเวลาสำคัญนี้ ถ้าเขาไม่ทำตัวให้เป็นแบบอย่างแล้วกลับมาหลีกเลี่ยงงานเสียเอง หากเรื่องนี้ถูกเปิดเผยออกไปคงจะกระทบขวัญกำลังใจไม่น้อย ดังนั้นเขาจึงเลือกใช้วิธีการที่ไม่น่าภาคภูมิใจนี้ ยิ่งไปกว่านั้นการทอดเต้าหู้ก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไร อู๋เสี่ยวหลิวสามารถจัดการได้สบาย


หลังจากพักผ่อนเล็กน้อย หลี่ฉีก็หยิบคันเบ็ดขึ้นมาโดยไม่ได้เกี่ยวเหยื่ออะไรที่ตะขอเบ็ด เขาโยนคันเบ็ดลงในแม่น้ำ จากนั้นเสียบปลายอีกด้านลงในดินให้แน่นหนา เมื่อจัดการเรียบร้อยเขาก็ลูบฝ่ามือไปมาก่อนจะถอนหายใจยาวแล้วเดินไปพิงต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งที่อยู่ใกล้ๆ ใช้หมวกฟางคลุมหน้าไว้ จากนั้นเอนตัวนอนหลับอย่างสบายใจ


ตกปลา? หลี่ฉีน่ะไม่มีความอดทนแบบนั้นหรอก เขาชื่นชมแนวคิด “ปลามันจะกินเอง” ของเจียงไท่กงเสียมากกว่า


แม้จะเหนื่อยล้าจนแทบหมดแรงในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา แต่แต่ละวันเขาก็รู้สึกมีชีวิตชีวามากกว่าช่วงแรกที่มาถึงโลกนี้ ซึ่งตอนนั้นเขาเอาแต่ใช้ชีวิตไปวันๆ อีกทั้งความคิดถึงภรรยาและพ่อแม่ของเขาก็จางลงไปไม่น้อย ในช่วงเวลาเพียงไม่นานนี้ หลี่ฉีก็เริ่มปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัยนี้ได้แล้ว


ไม่รู้ว่านอนหลับไปนานแค่ไหน หลี่ฉีก็ได้ยินเสียงตะโกนเลือนราง “คุณชาย คุณชาย ปลาติดเบ็ดแล้ว!”


บ้าจริง! ที่แท้ก็มี “ปลามันจะกินเอง” อยู่จริง ท่านปราชญ์ย่อมเป็นท่านปราชญ์ ทำเรื่องใดก็ล้วนมีเหตุมีผล


หลี่ฉีสะดุ้งตื่นทันที ลุกขึ้นอย่างรวดเร็วและมองไปที่แม่น้ำด้วยความตื่นเต้น แต่ทันใดนั้นสีหน้าของเขาก็ชะงักไป เขาถูตาแรงๆ แล้วอุทานออกมาอย่างประหลาดใจว่า “หา? คันเบ็ดของข้าหายไปไหน?”


คำพูดของเขายังไม่ทันจบ ก็ได้ยินเสียงหัวเราะคิกคักดังมาจากด้านข้าง หลี่ฉีหันไปมองก็เห็นใบหน้าที่งดงามอย่างวิจิตรบรรจงกำลังยิ้มมองมาที่เขา


หญิงสาวอายุราวยี่สิบต้นๆ ผู้มีหน้าผากเรียบเนียน คิ้วโก่งเหมือนปีกผีเสื้อ ปักปิ่นหยกเฉียงๆ ดวงตาสุกใสเปล่งประกายดุจสายน้ำดูมีชีวิตชีวา ริมฝีปากแดงสดฟันขาวสะอาด สวมชุดกระโปรงผ้าแพรสีขาว บั้นเอวอ้อนแอ้น อากัปกิริยาช่างสง่างามนุ่มนวล


หลี่ฉีเหลือบไปเห็นมือเรียวเล็กขาวผ่องของหญิงสาวผู้นั้นกำลังถือคันเบ็ดไม้ไผ่เส้นยาวอยู่ เขารู้สึกคุ้นตากับสิ่งนี้มาก ก่อนจะชี้ไปที่คันเบ็ดและอุทานออกมาอย่างตกใจว่า “อ้าว! นั่นมันไม้ไผ่ของข้ารึ... เอ๊ะไม่สิ คันเบ็ดของข้านี่นา?”



ตอนก่อน

จบบทที่ ตกปลาริมแม่น้ำ

ตอนถัดไป