พิธีตัดริบบิ้น
หลังจากช่วงเวลาของการจัดระเบียบและพักฟื้น ในที่สุดวันเปิดร้านจุ้ยเซียนจวีก็มาถึง
คืนนี้นอกจากหลี่ฉีแล้ว ทุกคนต่างก็นอนไม่หลับ
สถานการณ์แบบนี้ หลี่ฉีชินเสียจนไม่รู้สึกแปลกอะไร อีกทั้งเขาได้เตรียมทุกอย่างไว้พร้อมแล้ว ไม่มีอะไรให้ต้องกังวล สิ่งเดียวที่ต้องทำตอนนี้คือพักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อรับมืออย่างเต็มที่ในสภาพที่ดีที่สุด
เพิ่งพ้นยามสี่ร้านจุ้ยเซียนจวีก็เปิดไฟสว่างไสวไปทั้งร้าน
นอกจากฮูหยินฉินกับพนักงานทั้งยี่สิบคนแล้ว คนอื่น ๆ ก็มากันครบ บรรดาสาวใช้สิบกว่าคนต่างวิ่งวุ่นทั้งบนล่างไม่หยุดมือ
หน้าที่ของพวกนางในตอนนี้คือทำความสะอาดร้านจุ้ยเซียนจวีให้สะอาดหมดจด
ส่วนหลี่ฉีก็นำลูกศิษย์สามคนกับพ่อครัวเจิ้งไปช่วยกันเตรียมวัตถุดิบในครัวสำหรับวันนี้
วัตถุดิบที่หลี่ฉีเตรียมไว้ เน้นที่เนื้อปลา หมู สุนัข และผักเป็นหลัก รองลงมาคือเนื้อลา แพะ และกระต่าย ส่วนเนื้อวัวมีน้อยที่สุด เพราะสมัยนี้เนื้อวัวแพงมาก หากดูจากราคาแล้วมันไม่เหมาะกับหม้อไฟเลย แต่ถ้าร้านอาหารชั้นเลิศไม่มีเนื้อวัวเลยแม้แต่นิดเดียวก็จะดูไม่สมศักดิ์ศรี
เนื่องจากน้ำซุปและวัตถุดิบสำหรับวันนี้เตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว สิ่งที่ต้องทำตอนนี้จึงมีแค่ล้าง หั่น และต้มน้ำ
อู๋เสี่ยวหลิวกับอีกสองคนหลังจากผ่านการฝึกฝนมาระยะหนึ่ง ฝีมือการใช้มีดก็พัฒนาขึ้นมาก แม้จะยังไม่ถึงขั้นแกะสลักมังกรจากแครอทได้เหมือนจริง แต่ถ้าเป็นการแล่เนื้อให้มีขนาดเท่ากันทั้งความหนาและบางก็ไม่มีปัญหาแล้ว
ทางทิศตะวันออก พระอาทิตย์สีเลือดค่อย ๆ ลอยขึ้นอย่างช้า ๆ
พนักงานทั้งยี่สิบคนก็มาถึงร้านครบ ตอนนี้ทุกคนสวมชุดทำงานที่หลี่ฉีสั่งตัดเป็นพิเศษ เป็นเสื้อรัดตัวแขนสั้นกับกางเกงขายาว ชุดพอดีตัวทำให้ดูคล่องแคล่วกระฉับกระเฉง ความแตกต่างระหว่างชายหญิงมีแค่สีเสื้อ ผู้ชายสีน้ำเงิน ผู้หญิงสีแดง
ไม่นานฮูหยินฉินก็มาถึงเช่นกัน เมื่อคืนนางก็ไม่ได้นอนแม้แต่นิดเดียว
“พี่หลี่ ฮูหยินมาถึงแล้วขอรับ!”
เฉินอาหนานวิ่งหน้าตั้งเข้ามาในครัวขณะที่มีเหงื่อโชกเต็มหน้าแล้วตะโกนบอก
ขณะนั้นหลี่ฉีกำลังรีบจัดการปลาอยู่ เขาหยุดมือแล้วขมวดคิ้วมองเฉินอาหนานก่อนพูดเสียงเข้มว่า “อาหนาน ข้าบอกเจ้ากี่ครั้งแล้วว่าอย่าวิ่งพรวดพราดเข้ามาในครัวแบบนี้”
“อ๋อ...”
เฉินอาหนานก้มหน้าแลบลิ้นออกมาอย่างรู้สึกผิด
หลี่ฉีส่ายหน้าแล้วเหลือบตามองอู๋เสี่ยวหลิวที่แอบหัวเราะอยู่ พร้อมพูดว่า “พวกเจ้าทุกคนเร่งมือให้ดี ข้าไปครู่เดียวเดี๋ยวกลับมา”
พูดจบก็ถอดผ้ากันเปื้อนแล้วเดินออกไปพร้อมกับเฉินอาหนาน
ในโถงใหญ่ ขณะที่ฮูหยินฉินกำลังพูดคุยกับอู๋ฝูหรง พอเห็นหลี่ฉีเดินออกมานางก็พยักหน้าแล้วยิ้มกล่าวว่า “วันนี้คงต้องลำบากเจ้าแล้ว”
“กิจการของตัวเอง ลำบากสักหน่อยก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่”
หลี่ฉีหัวเราะเบา ๆ แล้วพูดด้วยสีหน้าจริงจังว่า “ฮูหยิน วันนี้ข้าอาจจะต้องอยู่แต่ในครัว เรื่องข้างนอกคงต้องฝากให้ฮูหยินกับลุงอู๋ช่วยดูแลแล้ว”
จริง ๆ แล้วหลี่ฉีก็บอกพวกเขาไว้หมดแล้ว แม้แต่รายละเอียดเล็กน้อยก็พูดซ้ำไปซ้ำมามากกว่าสามรอบ หากยังมีข้อผิดพลาดอีก เขาก็คงช่วยอะไรไม่ได้แล้ว
ฮูหยินฉินพยักหน้าเล็กน้อยแล้วถามว่า “แต่พิธีตัดริบบิ้นที่กำลังจะมี เจ้าจะไม่เข้าร่วมจริง ๆ หรือ?”
เมื่อไม่กี่วันก่อน หลี่ฉีก็บอกฮูหยินฉินไว้แล้วว่าเขาจะไม่เข้าร่วมพิธีตัดริบบิ้น แม้นางจะเข้าใจว่าเขาไม่อยากเปิดเผยตัวตน แต่ยังไงเขาก็เป็นหนึ่งในเจ้าของจุ้ยเซียนจวี การที่เจ้าของร้านนั่งอยู่ในครัวในวันที่ร้านเปิด มันก็ดูไม่เหมาะสักเท่าไหร่
หลี่ฉียิ้มน้อย ๆ แล้วกล่าวว่า “พิธีตัดริบบิ้นก็แค่การโชว์เรียกแขกเท่านั้น ที่เมืองเปี้ยนจิงนี่ก็ไม่มีใครรู้จักข้า ข้าจะเข้าร่วมหรือไม่ก็ไม่สำคัญ ให้ฮูหยินกับลุงอู๋ไปก็พอแล้ว”
ฮูหยินฉินเห็นว่าเขาตัดสินใจแน่วแน่แล้วจึงไม่ฝืนใจอีกต่อไป นางพยักหน้าตอบว่า “เช่นนั้นก็ได้”
หลี่ฉีสั่งกำชับอู๋ฝูหรงอีกสองสามคำ จากนั้นก็กลับเข้าไปในครัว
พอถึงยามซื่อ (ประมาณเก้าโมงเช้า) ไป๋เฉี่ยนนั่วก็มาถึง นางเป็นแขกคนสำคัญในพิธีตัดริบบิ้นวันนี้ จึงต้องมาล่วงหน้าเป็นธรรมดา
“ยินดีด้วย พี่หญิงหวัง”
ฮูหยินฉินยิ้มพลางพยักหน้าแล้วสั่งให้เสี่ยวเถาไปชงชามาให้แม่นางไป๋
ไป๋เฉี่ยนนั่วเพิ่งจะนั่งลงก็พลันนึกอะไรบางอย่างขึ้นได้ รีบถามว่า “จริงสิ พี่หญิงหวัง พี่รู้หรือไม่ว่าตอนนี้ข้างนอกเขาพูดกันหนาหูเลยว่าร้านจุ้ยเซียนจวีจะเปิด ทั้งเรื่องพิธีตัดริบบิ้น หม้อไฟหยวนหยาง จานเด็ดไม่มีใครเทียบ ทุกอย่างถูกพูดเกินจริงกันไปหมดแล้ว เรื่องพวกนี้ใครเป็นคนปล่อยออกไปกัน?”
ฮูหยินฉินยิ้มเจื่อน “จะเป็นใครได้อีกล่ะ”
ไป๋เฉี่ยนนั่วเหลือบมองไปทางครัวก่อนแค่นเสียงแล้วกล่าวว่า “ก็รู้อยู่แล้วว่าเป็นเขา นั่นก็ช่างเถอะ แต่ทำไมถึงไปพูดด้วยล่ะว่าข้ากับคุณชายซ่งจะมาเป็นแขกกิตติมศักดิ์ในพิธีตัดริบบิ้นด้วย มันหนาหูจนบิดาข้ายังรู้เรื่องเลย ว่าแต่...พวกท่านชวนคุณชายซ่งมาจริง ๆ หรือ?”
สิ้นเสียงพูด ก็มีเสียงร้องเรียกอันอบอุ่นปนความดีใจดังขึ้นว่า “เฉี่ยนนั่ว”
ไป๋เฉี่ยนนั่วได้ยินก็ถึงกับบ่นในใจไม่หยุด
ตอนนนี้มีชายหนุ่มรูปงามผู้หนึ่งเดินเข้ามาจากด้านนอก สายตาจับจ้องอยู่ที่ไป๋เฉี่ยนนั่วไม่วางตา
ชายผู้นั้นคือคุณชายซ่งอวี่เฉิน บัณฑิตเลื่องชื่อ
ฮูหยินฉินส่งสายตาไร้เดียงสาไปให้ไป๋เฉี่ยนนั่ว เป็นเชิงว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับนางนะ
แน่นอนว่าทั้งหมดนี้ล้วนเป็นแผนของหลี่ฉี แม้ว่าซ่งอวี่เฉินจะไม่เคยมีความเกี่ยวข้องกับจุ้ยเซียนจวี แต่ตอนที่หลี่ฉีให้อู๋เสี่ยวหลิวไปเชิญ เขาได้บอกไว้โดยเฉพาะว่าไป๋เฉี่ยนนั่วจะมาร่วมงานด้วย หลี่ฉีรู้ดีว่าแค่เผยข้อมูลนี้ให้ซ่งอวี่เฉิน ต่อให้ฝนตกลูกเห็บ เขาก็ต้องมาแน่
ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าหลี่ฉีนั้นไม่ได้รู้สึกชอบคุณชายซ่งผู้นี้นัก แต่ถึงอย่างนั้นอิทธิพลของคุณชายซ่งก็มีอยู่ให้เห็นชัดเจน หากปล่อยไว้โดยไม่ใช้ประโยชน์ก็น่าเสียดายเกินไป
ไป๋เฉี่ยนนั่วคิดใคร่ครวญอยู่ครู่หนึ่งก็รู้ได้ทันทีว่าตนถูกหลี่ฉีใช้เป็นเครื่องมืออีกแล้ว นางสบถในใจว่าเจ้าหลี่ฉีนี่มันจิ้งจอกเจ้าเล่ห์แท้ ๆ
ไป๋เฉี่ยนนั่วค้อมตัวคารวะให้ซ่งอวี่เฉินก่อน จากนั้นก็ใช้มือข้างหนึ่งชี้ไปยังฮูหยินฉิน แนะนำว่า “พี่ซ่ง ผู้นี้คือฮูหยินฉิน เจ้าของจุ้ยเซียนจวี”
เนื่องจากก่อนหน้านี้ฮูหยินฉินแทบไม่เคยออกหน้า ผู้คนจึงไม่ค่อยรู้จัก ส่วนซ่งอวี่เฉินก็แทบไม่เคยมาที่จุ้ยเซียนจวี ย่อมไม่เคยพบนางมาก่อน
“ข้าซ่งอวี่เฉิน ขอคารวะฮูหยิน”
ซ่งอวี่เฉินเพิ่งสังเกตเห็นว่าสตรีข้างกายไป๋เฉี่ยนนั่วนั้นงามล้ำถึงเพียงนี้ จึงรีบคารวะด้วยความนอบน้อม
ฮูหยินฉินยิ้มพลางกล่าวว่า “ข้าได้ยินมานานแล้วว่าท่านคือบัณฑิตอันดับหนึ่งแห่งเมืองหลวง วันนี้ได้พบจริง ๆ ก็เห็นว่าชื่อเสียงนั้นไม่เกินจริงเลย”
“ไม่กล้า ข้าไม่กล้ารับหรอก”
ฮูหยินฉินมองซ่งอวี่เฉิน เห็นว่าเขาท่าทางสุภาพเรียบร้อย หน้าตาก็หล่อเหล่า ดูเข้าคู่กับไป๋เฉี่ยนนั่วไม่น้อย จึงพยักหน้าพลางยิ้มแล้วกล่าวว่า “งั้นข้าขอตัวขึ้นไปดูข้างบนก่อน พวกเจ้าก็นั่งพักกันไปก่อนเถอะ”
ซ่งอวี่เฉินได้ยินเช่นนั้นก็ปลื้มใจสุด ๆ การมาครั้งนี้คุ้มค่าเหลือเกิน ได้อยู่กับไป๋เฉี่ยนนั่วตามลำพัง สำหรับเขาแล้วนี่คือของขวัญจากสวรรค์เลยทีเดียว
ไป๋เฉี่ยนนั่วแอบส่งสายตาขุ่นเคืองไปทางฮูหยินฉิน
แต่ฮูหยินฉินก็ทำเป็นไม่เห็น ใบหน้ายังคงประดับด้วยรอยยิ้มอ่อน ๆ ขณะเดินขึ้นชั้นบนไป
ผ่านไปครู่หนึ่งก็มีคุณชายหน้าตาดีท่าทางภูมิฐานคนหนึ่งเดินเข้ามาพร้อมกับผู้ติดตาม
อู๋ฝูหรงรู้สึกว่าชายผู้นี้ดูคุ้นหน้าคุ้นตา แต่ก็นึกไม่ออกว่าเคยเห็นที่ไหน จึงรีบออกมาต้อนรับแล้วกล่าวว่า “คุณชาย ท่านมาถึงแต่เช้า ร้านเราจะเปิดอย่างเป็นทางการยามเที่ยงกับอีกหนึ่งเค่อ
คุณชายผู้นั้นยิ้มพลางพูดว่า “ข้ารู้ ข้ามาหาพ่อครัวของร้านพวกเจ้า”
หลี่ฉี?
อู๋ฝูหรงนึกขึ้นได้ทันทีว่าเขาคือคุณชายในชุดคลุมม่วงที่เคยมาร้านคราวก่อน และดูจากท่าทางแล้วไม่น่าจะเป็นคนธรรมดา จึงรีบบอกว่า “หลี่ฉีกำลังอยู่ในครัว ข้าจะให้คนไปตามเขาทันที”
ชายผู้นั้นก็คือจ้าวยวิน
จ้าวยวินพยักหน้าเล็กน้อย เขากวาดตามองไปรอบ ๆ พบว่าจุ้ยเซียนจวีในตอนนี้เปลี่ยนไปจากครั้งก่อนมากนัก จึงพยักหน้าแสดงความชื่นชม แล้วพลันเหลือบไปเห็นคู่หนุ่มสาวหน้าตาดีที่นั่งอยู่ข้างหน้าต่าง เขายิ้มให้พอเป็นมารยาทก่อนจะเลือกโต๊ะว่างนั่งลง
คู่หนุ่มสาวหน้าตาดีคู่นั้น แน่นอนว่าไม่ใช่ใครอื่นนอกจากไป๋เฉี่ยนนั่วกับซ่งอวี่เฉิน
ไป๋เฉี่ยนนั่วเห็นว่าคุณชายผู้นี้มาหาหลี่ฉีก็อดรู้สึกสงสัยไม่ได้ ดูจากการแต่งกายก็รู้ว่าไม่ใช่คนธรรมดา แล้วพ่อครัวอย่างหลี่ฉีไปรู้จักกับคนระดับนี้ได้อย่างไร
ไม่นานหลี่ฉีก็เดินออกมาจากครัว พอเห็นว่าเป็นจ้าวยวินเขาก็รู้สึกแปลกใจเล็กน้อย ไม่คิดว่าจ้าวยวินจะมาเช้าขนาดนี้
ทั้งสองพูดคุยกันพอหอมปากหอมคอแล้วหลี่ฉีก็เชิญจ้าวยวินให้เข้าร่วมพิธีตัดริบบิ้นในอีกไม่ช้า
จ้าวยวินพอได้ยินเช่นนั้นก็สนใจขึ้นมาไม่น้อย จึงตอบรับด้วยความยินดี
จากนั้นหลี่ฉีก็แนะนำจ้าวยวินให้รู้จักกับไป๋เฉี่ยนนั่วและซ่งอวี่เฉิน เพราะตอนนี้เขาไม่มีเวลามานั่งต้อนรับคุณชายผู้มีเบื้องหลังใหญ่โตเช่นนี้อยู่แล้ว โชคดีที่ทั้งสามคนนี้ล้วนชื่นชอบวรรณกรรมเหมือนกัน จึงสนิทสนมกันได้อย่างรวดเร็ว หลี่ฉีคุยกับพวกเขาสักพักแล้วก็กลับไปที่ครัว
ยังไม่ทันถึงยามเที่ยง หน้าร้านจุ้ยเซียนจวีก็มีผู้คนมามุงดูแน่นขนัด
ขณะนั้น ด้านหน้าร้านจุ้ยเซียนจวีมีเวทีขนาดใหญ่ตั้งอยู่ ถูกคลุมด้วยผ้าสีแดงสด แม้ผู้คนจะมากมาย แต่ไม่มีใครรู้ว่าเวทีนี้ตั้งขึ้นเพื่อสิ่งใด
พอถึงเวลาเที่ยงตรง เฉินอาหนานซึ่งรับหน้าที่เป็นพิธีกรในพิธีตัดริบบิ้นครั้งนี้ ก็ขึ้นไปยืนบนเวทีก่อนใคร กล่าวเปิดงานยาวเหยียด
เฉินอาหนานเป็นคนที่ไม่กลัวฟ้า ไม่กลัวดิน เจอคนมากแค่ไหนก็ไม่ตื่นเวที พอพูดก็เหมือนสายน้ำไหลไม่มีหยุด พูดได้เรื่อย ๆ อย่างไม่มีที่สิ้นสุด
นั่นก็เป็นเหตุผลที่หลี่ฉีเลือกเขามาเป็นพิธีกร เดิมทีหลี่ฉีอยากให้เสี่ยวเถาร่วมเป็นพิธีกรหญิงคู่กับเฉินอาหนานด้วย แต่เสี่ยวเถาเป็นคนขี้อายมาก นางไม่ยอมอย่างเด็ดขาด สุดท้ายหลี่ฉีก็จำต้องยอมแพ้
ต่อมาก็เป็นรอบของสาวงามที่กำลังเดินออกมา
เห็นสาวงามวัยแรกแย้มห้าคนเดินออกมาจากร้าน แต่ละคนถือถาดหนึ่งใบ ภายในถาดมีดอกไม้สีแดงสดดอกใหญ่หนึ่งดอก กับกรรไกรทองเหลืองหนึ่งเล่ม แต่ละดอกเชื่อมต่อกันด้วยแพรผ้าไหมสีแดง
สาวทั้งห้ายืนเรียงแถวอยู่บนเวที
จากนั้นก็เป็นช่วงแนะนำแขกรับเชิญผู้ร่วมพิธีตัดริบบิ้น
ภายใต้เสียงตะโกนแนะนำอันตื่นเต้นของเฉินอาหนาน ไป๋เฉี่ยนนั่ว, ซ่งอวี่เฉิน, จ้าวยวิน, อู๋ฝูหรง และฮูหยินฉิน ก็ทยอยเดินออกมาจากในร้านทีละคน
ทันใดนั้นเสียงฮือฮาก็ดังสนั่นจากผู้ชมด้านล่างเวที
“ว้าว! นั่นมันคุณชายซ่งอวี่เฉิน บัณฑิตอันดับหนึ่งแห่งเมืองตงจิงไม่ใช่หรือ!”
“อู๊ววว น่าตาดีนัก——”
“แม่นางไป๋! นั่นต้องเป็นแม่นางไป๋แน่ ๆ ——”
“ว้าว ผู้หญิงคนนั้นคือฮูหยินฉินหรือ? งดงามเหลือเกิน——”
“เอ๊ะ? คุณชายคนนั้นคือใครน่ะ หล่อมากเลย——”
“ให้ตายสิ เจ้าเฒ่าหน้าเหม็นนั่นใครให้ขึ้นไปบนเวที? ทำลายบรรยากาศหมดเลย อายุปูนนี้แล้วยังไม่รู้จักอายอีก——”
เสียงพูดคุยวิพากษ์วิจารณ์ของผู้ชมด้านล่างดังไม่ขาดสาย ส่วนแขกรับเชิญทั้งห้าบนเวทีก็มีความรู้สึกแตกต่างกันออกไป
ฮูหยินฉินนี่เป็นครั้งแรกที่ออกสู่สายตาผู้คนมากมายขนาดนี้ นางจึงรู้สึกประหม่าไม่น้อย แก้มปรากฏรอยแดงระเรื่อ แต่กลับยิ่งขับให้ดูงดงามอ่อนหวานยิ่งขึ้น
ซ่งอวี่เฉินยืนอยู่บนเวที พอได้ยินเสียงชมของผู้คนใบหน้าก็เปี่ยมไปด้วยความภาคภูมิใจ ยิ่งคิดว่าตนได้ยืนเคียงข้างไป๋เฉี่ยนนั่วด้วยแล้ว เขายิ่งสุขใจจนอยากให้จุ้ยเซียนจวีจัดพิธีตัดริบบิ้นแบบนี้ทุกวันเสียเลย
ไป๋เฉี่ยนนั่วมองดูฝูงชนเบื้องหน้า ในใจนางก็ต้องยอมรับโดยดุษฎีว่าพิธีตัดริบบิ้นของหลี่ฉีนั้นได้ผลเกินคาดจริง ๆ
จ้าวยวินกลับรู้สึกว่านี่เป็นเรื่องน่าสนุก ส่วนเสียงชมพวกนั้นเขาไม่ใส่ใจนัก
ส่วนอู๋ฝูหรง… เฮ้อ ไม่ต้องพูดถึงเลย ราวกับเป็นใบไม้เขียวที่ใช้ประกอบฉาก เรียกว่าเป็นคนที่โชคร้ายที่สุดในวันนี้ก็คงไม่เกินจริง
“พิธีตัดริบบิ้น เริ่มได้!”
พร้อมกับเสียงประกาศของเฉินอาหนาน แขกรับเชิญทั้งห้าก็หยิบกรรไกรทองเหลืองจากถาด ตัดแพรแดงตรงหน้าของตนขาดพร้อมกัน
ทันใดนั้น เสียงประทัดก็ดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วทั้งสองฝั่ง