เปลี่ยนของเสียให้กลายเป็นของวิเศษ

หลังจากนั้นไม่นานเณรน้อยวัยราวสิบห้าหรือสิบหกก็เดินเข้ามาในห้อง เณรน้อยประนมมือไหว้พระแล้วกล่าวกับทุกคนว่า “เรียนสาธุชนทุกท่าน ด้วยความสะเพร่าของคนครัว ทำให้ข้าวมังสวิรัติเกิดไหม้ขึ้น ทางครัวกำลังเร่งหุงใหม่ ขอความกรุณาทุกท่านอดใจรอสักครู่ หากมีข้อบกพร่องใด ๆ ก็ขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วย อะมิตาพุธ”

“อะไรกันเนี่ย! ข้าหิวจนจะตายอยู่แล้ว พวกเจ้ากลับยังหุงข้าวไม่เสร็จ! หรืออยากเห็นศพเกลื่อนวัดให้สมกับเป็นพุทธสถานกันแน่?!” หงเทียนจิ่วตะโกนลั่นอย่างหัวเสีย

จะเวอร์ไปถึงไหนเนี่ย... หลี่ฉีมองหงเทียนจิ่วที่ดูยังแข็งแรงเต็มเปี่ยม ไม่เห็นท่าทางหิวตายตรงไหน ในใจก็อดขำไม่ได้ — เจ้านี่มันตัวก่อความวุ่นวายจริง ๆ

โจวจื่อเจี้ยนเองก็ไม่พอใจนัก เขาจึงพูดขึ้นว่า “จริงด้วย พวกเรารอกันมาตั้งนานแล้ว ไหน ๆ ข้าวก็ไหม้แล้ว ทำไมไม่ออกไปซื้อกับข้าวจากร้านข้างนอกมาล่ะ? หรือว่าวัดใหญ่ขนาดนี้ยังไม่มีเงินพอ?”

ที่จริงเขาเองก็ไม่ได้หิวอะไรนัก เพียงแต่เมื่อครู่ถูกหลี่ฉียั่วโมโหไว้จนของขึ้น พอเจอเป้าใหม่อย่างเณรน้อยก็เอามาลงพอดี

เมื่อทั้งสายบัณฑิตอย่างโจวจื่อเจี้ยนและสายอันธพาลอย่างหงเทียนจิ่วเปิดหัว ทุกคนในห้องก็พากันประท้วงขึ้นทันที

ใคร ๆ ที่นั่งอยู่ก็ล้วนเป็นคนมีชื่อเสียงในเปี้ยนจิง เณรน้อยที่ยืนอยู่ตรงกลางถึงกับทำอะไรไม่ถูก ใกล้จะร้องไห้อยู่รอมร่อ

หลี่ฉีเห็นแล้วก็หรี่ตาลง คิดในใจว่าร้านจุ้ยเซียนจวีของเขากำลังจะเปิดใหม่ ทำไมไม่ใช้โอกาสนี้โปรโมตซะเลย เขาครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วถามเณรน้อยว่า “เณรน้อย แล้วข้าวที่ไหม้นั่น พวกท่านจะจัดการยังไง?”

เณรน้อยเห็นว่าหลี่ฉีพูดด้วยท่าทีสุภาพแถมยังยิ้มแย้ม จึงรีบตอบว่า “ส่วนที่ด้านบนที่ยังไม่ไหม้ จะให้พ่อครัวรับประทาน ส่วนข้าวด้านล่างที่ไหม้หมดแล้วก็จะทิ้งไปเลย โปรดวางใจ วัดของเราจะไม่มีวันนำของแบบนั้นมาให้แขกแน่นอนขอรับ”

หลี่ฉีพยักหน้า “ดี งั้นเจ้าช่วยไปเอาข้าวไหม้ชั้นล่างมาให้ข้าหน่อย”

เณรน้อยอึ้งไปเล็กน้อยราวกับไม่เข้าใจที่หลี่ฉีพูด

“เฮ้! ไอ้เณรหัวเกลี้ยง ไม่ได้ยินที่พี่หลี่พูดหรือไง! รีบไปสิ! พ่อข้าบริจาคเงินให้วัดเจ้าทุกปี ข้าว่าท่าจะเปล่าประโยชน์แล้วละ แค่นี้ยังทำไม่ได้อีก!” หงเทียนจิ่วตะโกนลั่น

ไป๋เฉี่ยนนั่วเห็นแล้วก็ได้แต่ส่ายหัว คิดในใจว่าไม่แปลกเลยที่โจวจื่อเจี้ยนจะรีบหลีกทางเมื่อเห็นปีศาจน้อยคนนี้

เณรน้อยจำหงเทียนจิ่วได้ดี รู้ว่าเป็นพวกหาเรื่องเก่งจึงไม่กล้าหือ คิดว่ายอมกลับไปรายงานพระอาจารย์ก่อนจะดีกว่า “ขอรับ ข้าจะไปนำมาเดี๋ยวนี้” ว่าแล้วก็ประนมมืออีกครั้งแล้วรีบออกไป

พอเณรออกไป หงเทียนจิ่วก็หันมาถามหลี่ฉีทันที “พี่หลี่จะเอาข้าวไหม้พวกนั้นไปทำอะไรเหรอ?”

เวร! ฟังเมื่อกี้ข้านึกว่าเจ้ารู้เสียอีกว่าข้าจะทำอะไร

หลี่ฉียิ้มแห้ง “ตอนนี้ยังบอกไม่ได้ ไว้ข้าจะบอกทีหลัง”

ผ่านไปครู่หนึ่งเณรน้อยสองคนก็ยกชามข้าวไหม้ใบใหญ่สองใบเข้ามา กลิ่นไหม้ลอยคลุ้งไปทั่วห้องอาหาร ทุกคนพากันโบกแขนเสื้อกว้าง ๆ ไล่กลิ่น

หลี่ฉีได้กลิ่นแล้วก็มีประกายตาแห่งความพึงพอใจ พอเณรวางชามข้าวไหม้บนโต๊ะ เขาก็อดตกใจในใจไม่ได้ — ให้ตายเถอะ วัดเซียงกั๋วนี่ไม่เสียแรงที่เป็นวัดหลวง หม้อหุงข้าวใหญ่กว่าที่จุ้ยเซียนจวีอีก!

มองดูอย่างถี่ถ้วนจะเห็นว่ามีเพียงส่วนตรงกลางที่ไหม้จนดำ ส่วนที่เหลือเป็นสีทองน่ากิน เห็นได้ชัดว่ายังไม่ไหม้ทั้งหมด แต่แค่กลิ่นไหม้ก็ทำลายหม้อข้าวทั้งหม้อไปแล้ว ไม่อย่างนั้นทางวัดก็คงใช้ข้าวด้านบนเลี้ยงแขกได้สบาย

หลี่ฉียิ้มน้อย ๆ แล้วบอกเณรน้อยว่า “ช่วยจัดชาน้ำดี ๆ มาให้ข้าหน่อยนะ อย่าร้อนเกิน แต่อย่าเย็นด้วย”

หงเทียนจิ่วดูจะร้อนใจยิ่งกว่าหลี่ฉี เสริมเสียงตามทันที “ยังจะยืนอะไรอยู่ รีบไปสิ!”

เณรน้อยรีบพยักหน้าแล้วก็หันหลังกลับออกไป

คนทั้งห้องพากันสนใจ จ้องมาที่โต๊ะของหลี่ฉีกันหมด

“เจ้าคิดจะทำอะไร?” ไป๋เฉี่ยนนั่วถามอย่างสงสัย

หลี่ฉียิ้ม “ข้าจะทำของอร่อยให้พวกเจ้าลองกินกันสักหน่อย”

“ของแบบนี้ก็ทำกับข้าวได้ด้วยเหรอ?” หงเทียนจิ่วอุทานไม่อยากเชื่อ

หลี่ฉีแย้มยิ้ม “จะทำได้หรือไม่ เดี๋ยวก็รู้เองแหละ”

ไม่นานนักเณรน้อยก็กลับมาอีกครั้ง คราวนี้ถือกาน้ำชาร้อนที่ยังมีไอน้ำลอยขึ้น เดินมาหาหลี่ฉีแล้วว่า “ท่านสาธุชน น้ำชาที่ท่านต้องการ ข้าน้อยนำมาให้แล้วขอรับ”

“ขอบใจมาก” หลี่ฉียิ้มพลางรับกามา เขาเปิดฝาออกดมกลิ่นแล้วลูบผิวด้านนอกเพื่อตรวจสอบอุณหภูมิก่อนพยักหน้า “ชานี่ไม่เลวเลย แค่ยังร้อนไปหน่อยเท่านั้น”

อาศัยจังหวะนี้หลี่ฉีก็สั่งให้เณรน้อยนำชามและตะเกียบมาด้วย

ความอยากรู้ของทุกคนถูกปลุกขึ้นมาเต็มที่ พวกเขาต่างเบิกตากว้าง เหยียดคอยาว บางคนถึงขั้นเดินไปยืนข้างหลังหลี่ฉีเพื่อดูให้ชัด

ไม่นานก็มีคนยกชามและตะเกียบมาให้ หลี่ฉีลองจับดูอุณหภูมิแล้วพยักหน้าเล็กน้อย จากนั้นก็ใช้ตะเกียบคีบข้าวไหม้แบ่งเป็นชิ้นเล็ก ๆ ส่วนตรงกลางที่ดำปี๋ เขาก็คีบออกไปทิ้งทันที

แล้วเขาก็เทน้ำชาจากกาใส่ลงในชาม รินจนระดับน้ำพอดีท่วมข้าวไหม้ จากนั้นจึงวางกาไว้

จากนั้นหลี่ฉีก็ตักข้าวไหม้ในน้ำชาใส่ชามให้แต่ละคน แล้วพูดว่า “กินได้เลย”

“กินได้เลย”

“แค่นี้เองเหรอ? แค่นี้ก็กินได้แล้ว?” หงเทียนจิ่วร้องอย่างตกใจ เขาไม่เคยคิดเลยว่าจานที่หลี่ฉีจะทำ มันจะง่ายขนาดนี้

“แน่นอน ลองชิมดูสิ”

ฮูหยินฉิน อู๋ฝูหรง และไป๋เฉี่ยนนั่วต่างก็ยอมรับในฝีมือของหลี่ฉีอยู่ก่อนแล้ว พอเขาบอกว่ากินได้ พวกนางก็ไม่ลังเล คว้าตะเกียบมาชิมทันที

ไป๋เฉี่ยนนั่วกัดข้าวไหม้เข้าไปคำหนึ่ง เสียงกรุบกรอบดังเบา ๆ ในปาก แววตาเปล่งประกายประหลาดใจ “อื้ม… ไม่น่าเชื่อเลยว่าข้าวไหม้แบบนี้พอแช่น้ำชาแล้ว กลิ่นไหม้กลับหายไปหมด แถมกรอบหอม อร่อยเสียอีก”

“เมื่อรวมกับกลิ่นหอมของชาเข้ม ๆ แล้ว ถือเป็นของอร่อยได้เลยทีเดียว” ฮูหยินฉินยิ้มบาง ๆ กล่าวชม

“กล่าวเกินจริงไปหรือเปล่า?”

หงเทียนจิ่วเหล่ตามองพวกนางอย่างไม่เชื่อก่อนจะคีบข้าวไหม้ชิ้นใหญ่เข้าปาก พอเคี้ยวได้สองคำตาก็เบิกกว้างอย่างเหลือเชื่อ “ว้าว! อร่อยยิ่ง! พี่หลี่ ท่านสุดยอดจริง ๆ!” พูดจบก็คว้าอีกสองชิ้นมากินต่อจนเต็มปาก

คนอื่น ๆ เห็นเข้าก็เริ่มน้ำลายสอ หนึ่งในนั้นเป็นชายวัยกลางคนแต่งตัวแบบขุนนางท้องถิ่น เขาเดินเข้ามาพลางกลืนน้ำลายก่อนชี้ไปที่อีกชามหนึ่งแล้วว่า “ท่านน้อง พอจะ… อนุญาต… ชามนั้นได้หรือไม่?”

หลี่ฉียิ้มบาง ๆ “พวกเรากินไม่หมดอยู่แล้ว เอาไปเถอะ”

ชายคนนั้นรีบพยักหน้าก่อนคว้าทั้งชามทั้งกาน้ำชาด้วยความดีใจแล้วเดินกลับโต๊ะ ส่วนคนอื่นก็แห่กันเข้ามาแย่งขอชิม

หงเทียนจิ่วเห็นเข้าก็ไม่พอใจนัก ทำปากยื่นแล้วว่า “ข้ายังไม่อิ่มเลยนะ! ทำไมปล่อยให้พวกนั้นเอาไปง่าย ๆ แบบนี้ล่ะ? ไม่ได้! ข้าจะไปเอาคืน!”

หลี่ฉีรีบขวางเขาไว้ “ก็ไม่ใช่ของล้ำค่าอะไร เจ้ากลับบ้านก็ทำเองได้เลย แต่ไม่ต้องเผาข้าวให้ไหม้ เอาแค่ข้าวที่เกรียมนิด ๆ แล้วแช่ในชาแบบนี้ก็พอ จะใส่บ๊วยดองลงไปด้วยก็ได้ ง่ายยิ่ง”

หงเทียนจิ่วยิ้มพยักหน้า “นั่นสิ นั่นสิ เดี๋ยวกลับบ้านข้าจะสั่งให้คนทำให้เลย”

“หลี่ฉี เจ้าไปคิดวิธีแบบนี้ได้ยังไงกัน?” ไป๋เฉี่ยนนั่วถามอย่างสนใจ

หลี่ฉียิ้ม “ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรหรอก ทำกับข้าวบ่อย ๆ เดี๋ยวมันก็นึกออกเอง”

ที่จริงแล้ววิธีนี้เขาก็แค่ลอกมาจาก “ข้าวราดชา” ของญี่ปุ่นนั่นแหละ ข้าวไหม้เองก็เป็นวัตถุดิบชั้นดี ถ้าไม่ไหม้มากรสชาติจะดีกว่านี้เสียอีก

ในเวลาไม่นานทั้งห้องอาหารก็เต็มไปด้วยเสียง “กร๊อบๆๆๆ” ทุกคนกินกันอย่างครื้นเครง เสียอย่างเดียว — ข้าวไหม้มีน้อยเกินไป!

ขณะเดียวกันก็เริ่มมีคนสอบถามกันปากต่อปากว่าหลี่ฉีคือใคร พอแว่ว ๆ ได้ยินชื่อ “จุ้ยเซียนจวี” ลอยมา

หลี่ฉียิ้มน้อย ๆ แล้วก้มหน้าไปกระซิบกับอู๋ฝูหรงว่า “ลุงอู๋ ข้าปูทางให้ลุงไว้หมดแล้ว รู้ใช่หรือมไ่ว่าต้องทำยังไงต่อ?”

อู๋ฝูหรงพยักหน้ารัว ๆ

ข้าวไหม้พวกนั้นกินได้แค่อุดท้องประทังหิวเหมือนของว่างเท่านั้น พออาหารมังสวิรัติที่ล่าช้ามาถึง พวกหลี่ฉีก็กินกันให้เสร็จแล้วจึงออกจากวัด

ตอนก่อน

จบบทที่ เปลี่ยนของเสียให้กลายเป็นของวิเศษ

ตอนถัดไป