ถึงเวลาสะสางกันแล้ว!

【คำเตือน…ไม่มีสัญญาณ…คำเตือน…ยังไม่ได้เชื่อมต่อเครือข่าย…กรุณาค้นหาต้นกำเนิดสัญญาณโดยด่วน…】



สีหน้าของหลินเอินเผยความตกตะลึงปนความยินดีออกมา แต่พออ่านเนื้อหาชัดเจนดีแล้ว มุมปากของเขาก็กระตุกเล็กน้อย



เจ้าเอไอโง่เง่านี่...



‘ฉันไม่ต้องการชี้แจงออนไลน์ ปิดเสียงเตือนให้ฉันที และรายงานพลังงานที่เหลืออยู่!’ หลินเอินสั่งการในใจ



【พลังงานที่เหลืออยู่ 19.5% ตรวจพบว่าความหนาแน่นของพลังงานรอบตัวเพิ่มขึ้นอย่างมาก คาดว่าพลังงานสำรองจะเพิ่มขึ้น 1% ต่อชั่วโมง】



เร็วขนาดนี้เชียว? หลินเอินอดแปลกใจไม่ได้ การเพิ่มขึ้น 1% ต่อชั่วโมง หมายความว่าอีกประมาณสี่วันก็จะสะสมพลังงานเต็มแล้ว



แต่จากการที่ระบบปิดตัวลงจนถึงตอนนี้ เวลาก็ล่วงเลยมาถึงห้าวันเต็ม!



หลินเอินมองข้อความของระบบอีกครั้ง



ความหนาแน่นของพลังงานเพิ่มขึ้นอย่างมากอย่างนั้นหรือ?



นี่คงไม่เกี่ยวกับปราสาทใต้ฝ่าเท้าของเขาอย่างแน่นอน ถ้าเช่นนั้น…ก็มีความเป็นไปได้สูงว่าจะเป็นผลกระทบจากคืนจันทร์เรืองแสง!



“คาร์ล!”



เสียงเรียกของโจนนี่ดังขึ้นข้างหู ขัดจังหวะความคิดของหลินเอิน วิญญาณผู้พิทักษ์ขนาดสามเมตรก้าวมาถึงตรงหน้า ยกค้อนหินขึ้นหมายจะทุบใส่เขา



‘เข้าสู่โหมดโอเวอร์โหลด ระยะเวลา 3 วินาที!’ หลินเอินสั่งการในใจโดยไม่หันกลับไป



ทันใดนั้น กระแสข้อมูลจำนวนมหาศาลหลั่งไหลเข้าสู่สมอง หลินเอินออกแรงกระโดดสุดกำลัง ในสายตาของแม่มดสองคนที่มองมาด้วยความตกใจ ร่างของเขาใช้แรงส่งจากค้อนหินกระโดดขึ้นกลางอากาศ หลบค้อนหนักที่ทุบมาได้ทันฉิวเฉียด



จากนั้นเขาเหยียบลงบนแขนหินที่หนาของวิญญาณผู้พิทักษ์ ก่อนจะดึงดาบนักล่าพ่อมดที่คมกริบออกมา เสียบมันลงไปในรอยแยกบริเวณลำคอของรูปปั้นหิน และตอกมันจนทะลุกำแพงด้านหลัง



แม้การโจมตีครั้งนี้จะไม่สามารถทำลายรูปปั้นหินได้ แต่หลินเอินก็ไม่ได้คาดหวังมากนัก เขาเพียงต้องการหยุดการเคลื่อนไหวของวิญญาณพิทักษ์ไว้ชั่วคราว จากนั้นจึงยกเลิกโหมดโอเวอร์โหลด และคว้าโจนนี่ที่ยังไม่ทันตั้งตัววิ่งหนีต่อ



พลังงานของระบบสมองกลเหลือไม่ถึง 20% จำเป็นต้องใช้อย่างระมัดระวังในสถานการณ์สำคัญเท่านั้น



ทั้งสามคนวิ่งฝ่ามาอย่างบ้าคลั่ง แต่เพียงไม่กี่สิบวินาที เสียงก้าวย่างอันหนักหน่วงของรูปปั้นหินยักษ์ก็ดังขึ้นอีกครั้ง



“ขอโทษ...ขอโทษจริงๆ...โจนนี่…คาร์ล…” เสียงสะอื้นของไวท์โดฟดังขึ้น พร้อมกับร่างที่สั่นเทา



“เจ้าเองก็รู้ตั้งแต่แรกแล้วใช่ไหมว่าเป็นวิลล์ที่ทรยศพวกเรา?” หลินเอินหันไปมองไวท์โดฟอย่างมั่นใจเต็มที่



ในคืนที่เขาแอบติดตามวิลล์ หลินเอินก็สังเกตเห็นความผิดปกติแล้ว เพราะพฤติกรรมของวิลล์ขณะเดินไปยังห้องเก็บของดูประหลาดเกินไป



ผู้ที่ทำหน้าที่เฝ้ายามอย่างไวท์โดฟ น่าจะปล่อยฝูงอีกาดำออกไปบินตรวจการณ์รอบปราสาท แต่วิลล์กลับไม่แสดงความระแวดระวังเลยแม้แต่น้อย ไม่มองรอบข้างหรือชายตามองออกไปนอกรั้วแม้สักครั้ง



สิ่งนี้ชัดเจนว่าไม่ปกติ



เว้นเสียแต่ว่า…วิลล์มั่นใจว่า ต่อให้ฝูงอีกาดำพบเขา ก็จะไม่มีอะไรเกิดขึ้น



“บอกเหตุผลให้ข้าฟังได้ไหม?” โจนนี่จับมือไวท์โดฟแน่น เธอไม่อยากจะเชื่อเลยว่าคนตรงหน้าจะทรยศพวกเธอ



จมูกของไวท์โดฟสะอื้นเล็กน้อย ก่อนจะพูดออกมาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ



“คืนสามวันก่อน ข้าออกลาดตระเวนตามปกติด้วยฝูงอีกาดำ แต่บังเอิญพบว่า...วิลล์กำลังลอบรายงานสถานการณ์ที่นี่ไปยังศาสนจักรผ่านวงแหวนเวทแปรธาตุ...”

“แล้วทำไมเจ้าไม่บอกเรื่องนี้กับข้าก่อน?” โจนนี่ถามด้วยน้ำเสียงเข้มข้น



“แต่...แต่วิลล์...วิลล์จับได้ก่อน เขาบอกว่าศาสนจักรรู้ตัวตนของข้าแล้ว ถ้าข้ากล้าบอกเรื่องนี้กับพวกเจ้า ครอบครัวของข้า...ทั้งพ่อ แม่ พี่ชาย และน้องสาวของข้าจะถูกจับไปขึ้นแท่นประหารและถูกเผาด้วยไฟ!” ไวท์โดฟพูดพร้อมสีหน้าหวาดกลัว ร่างเล็กสั่นระริก พลางสะอื้นอย่างหนัก



โจนนี่เงียบไป ในฐานะที่พวกเขาคือกลุ่มศิษย์พ่อมดที่ไร้ที่พึ่ง การคำนึงถึงความปลอดภัยของครอบครัวนั้นถือเป็นปัญหาใหญ่



และด้วยเหตุนี้เอง การถามถึงตัวตนหรืออดีตของกันและกันจึงกลายเป็นข้อห้ามที่ไม่มีใครล่วงล้ำ พวกเขาไม่อาจมั่นใจได้ด้วยซ้ำว่าชื่อที่อีกฝ่ายใช้เป็นของจริงหรือไม่



“เห็นได้ชัดว่าเขาหลอกเจ้า หรือบางทีวิลล์อาจจะไม่รู้ตัวจริงของเจ้าด้วยซ้ำ...หรือเขาแค่ต้องการเอาผลประโยชน์ทั้งหมดไว้คนเดียว” หลินเอินกล่าวด้วยน้ำเสียงมั่นคง



จากลักษณะนิสัยของวิลล์ที่ทำทุกอย่างด้วยตนเอง มันชัดเจนว่าคำพูดของเขามีแนวโน้มที่จะเป็นเพียงข้ออ้าง เพราะหากวิลล์ต้องการ เขาสามารถใช้ข้ออ้างนี้บังคับให้ไวท์โดฟทำสิ่งต่าง ๆ ได้มากกว่านี้



หรืออีกแง่หนึ่ง...วิลล์อาจตั้งใจจะเอาผลประโยชน์จากศาสนจักรไว้เพียงคนเดียว ยิ่งเขาให้ข้อมุลและช่วยเหลือมากเท่าไหร่ ศาสนจักรก็ยิ่งอาจมองว่าเขาแสดง “ความจริงใจ” มากขึ้น และยอมให้อภัยแก่ “ศิษย์พ่อมดผู้กลับใจ” คนนี้



“เจ้ายังอยากมีชีวิตรอดอยู่ไหม? ไวท์โดฟ? ข้ามีแผนบางอย่างที่อาจช่วยจัดการอันซิลค์ได้…” หลินเอินถามขึ้นทันที



โจนนี่ยังไม่ทันได้พูดอะไร ไวท์โดฟที่เต็มไปด้วยน้ำตาก็พยักหน้าหงึก ๆ “อยาก...ข้าอยากรอดชีวิต!”



“ถ้าเช่นนั้น ตอนนี้บอกข้ามาว่าเจ้าใช้เวทมนตร์อะไรได้บ้าง ข้าต้องรู้ทั้งหลักการและวิธีใช้งานของมัน” หลินเอินพูดอย่างตรงไปตรงมา



“เจ้าคิดจะทำอะไร?” โจนนี่ถามด้วยความประหลาดใจ



“ข้าคิดว่าตอนนี้มันยังไม่สายเกินไปที่จะเริ่มเรียนรู้” หลินเอินตอบด้วยสีหน้าเคร่งขรึม



ในเมื่อระบบ 071 ได้กลับมาทำงานอีกครั้ง นี่ก็คือเวลาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการทำให้ทุกอย่างจบสิ้น!



หลินเอินที่ถูกไล่ล่ามาตลอดทาง พร้อมทั้งได้เห็นกับตาถึงการตายของทั้งบากค์และบาตัน ความโกรธที่เขาเก็บงำไว้จนถึงตอนนี้กำลังปะทุออกมาอย่างเต็มที่!



แต่...มันจะยังทันอยู่หรือ? โจนนี่มองหลินเอินด้วยความไม่เชื่อ แม้จะลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่สุดท้ายเธอก็เริ่มอธิบายเวทมนตร์ที่เธอรู้จักออกมา



【สัมผัสแห่งเปลวไฟ】、【เปลี่ยนหินเป็นทราย】、【ม่านน้ำแข็ง】、【มือปีศาจเพลิง】...



ในฐานะศิษย์ที่ครูพ่อมดโคลูให้ความไว้วางใจมากที่สุด โจนนี่ได้เรียนรู้เวทมนตร์ระดับหนึ่งถึงกว่าสิบบท ส่วนเวทมนตร์ที่ไวท์โดฟใช้ได้นั้นมีน้อยกว่ามาก โดยเป็นเพียงสองบทเวททางพลังจิตที่แปลกใหม่ ซึ่งมีเพียงศิษย์ที่มีพรสวรรค์ด้านพลังจิตเท่านั้นที่สามารถฝึกฝนได้



ด้วยเวลาอันจำกัด หลินเอินไม่ได้พยายามเรียนรู้ทั้งหมด แต่เขาเลือกจดจำเวทบางบทที่เหมาะสม และใช้สมองกลช่วยจำลองการฝึกฝนในความคิด



ท่าทางใจเย็นของหลินเอินส่งผลให้โจนนี่และไวท์โดฟได้รับกำลังใจ พวกเธอเริ่มเชื่อมั่นว่าพวกเขาอาจจะสามารถจัดการกับอันซิลค์ได้



ขณะทั้งสามคนเคลื่อนที่ต่อ เสียงน้ำที่ไหลเชี่ยวกรากดังขึ้นจากด้านหน้า ลมเย็นที่พัดมาพร้อมกับกลิ่นชื้นของน้ำบ่งบอกว่าพวกเขาใกล้ถึงจุดหมาย



เมื่อเข้าใกล้ หลินเอินมองเห็นแม่น้ำใต้ดินที่เชี่ยวกราก สายน้ำไหลพุ่งออกมาจากใต้ดิน ผ่านอุโมงค์ยาว และมุ่งตรงออกไปนอกปราสาท



【พลังแสงศักดิ์สิทธิ์พุ่งทะลวง】!



ก่อนที่หลินเอินและโจนนี่จะทันถึงริมฝั่งแม่น้ำ ลำแสงสีขาวก็พุ่งมาจากด้านหลัง



【ม่านน้ำแข็ง】*2



โจนนี่และหลินเอินสบตากัน ก่อนจะยกมือขึ้นพร้อมกัน กำแพงน้ำแข็งสองชั้นปรากฏขึ้นอย่างรวดเร็ว รับการโจมตีจากเวทศักดิ์สิทธิ์ระดับสองไว้ได้



กำแพงน้ำแข็งทั้งสองชั้นถูกทำลายลงในทันที เศษน้ำแข็งตกกระจายเหมือนลูกเห็บ



“ตอนนี้เราควรทำอย่างไรต่อ?” โจนนี่ถามหลินเอินด้วยความร้อนรน ทางออกอยู่ตรงหน้า แต่หากพวกเขาถูกพัดลงไปในกระแสน้ำที่เชี่ยวกราก ในขณะที่ต้องเผชิญการโจมตีจากอันซิลค์ พวกเขาจะไม่มีโอกาสแม้แต่จะป้องกันตัว



“ง่ายมาก!” หลินเอินพูดพลางมองโจนนี่ ก่อนจะคว้าดาบของเธอออกมาโดยไม่ทันตั้งตัว จากนั้นในขณะที่โจนนี่แสดงสีหน้าตกตะลึง เขาก็ผลักเธอลงสู่สายน้ำเชี่ยวทันที



น้ำเย็นเฉียบพุ่งเข้าปะทะหน้า ล้อมรอบตัวโจนนี่อย่างรวดเร็ว เธอรู้สึกถึงแรงกระชากอันรุนแรงจากกระแสน้ำที่ดึงร่างเธอไปยังทางออก



ผ่านม่านน้ำที่มืดมัว โจนนี่มองเห็นหลินเอินขยับปากเหมือนจะกล่าวคำอำลา ก่อนที่เขาจะโยนบางสิ่งตามลงมา นั่นคือตัวของไวท์โดฟที่ยังตกใจอยู่



หลินเอินยืนมองร่างทั้งสองที่ถูกน้ำพัดไปโดยไม่แสดงความกังวลอะไร เพราะเขารู้ว่าแม่มดที่สามารถควบคุมออกซิเจนได้ย่อมไม่จมน้ำตายแน่ ก่อนจะเติมคำพูดในใจของเขาอย่างเงียบงัน...



“ง่ายมาก แค่ไม่ต้องอยู่ที่นี่ให้เกะกะก็พอแล้ว!”







ตอนก่อน

จบบทที่ ถึงเวลาสะสางกันแล้ว!

ตอนถัดไป