กินให้อิ่มจนท้องแตก

จางถัวไห่ไม่รู้ว่าซูมู่กับซูฉีคุยอะไรกันถึงตัวเขา ตอนนี้เขากำลังวุ่นวายกับสิ่งที่ตัวเองต้องทำ



ต้นกุยช่ายที่ขนกลับมาจากการเก็บเมื่อกลางวันต้องปลูกไว้ให้ดี ๆ เพราะในอนาคตอันใกล้นี้ หากเขาอยากได้ผักสด ๆ ก็คงต้องพึ่งพาต้นกุยช่ายเหล่านี้



เมื่อช่วงเช้า จางถัวไห่ได้พิมพ์เขียวสำหรับทำกระถางปลูกพืชมา ตอนนี้เขาจึงได้เวลาลงมือใช้มันให้เป็นประโยชน์ เขาสร้างกระถางขึ้นมาทีเดียวเจ็ดแปดกระถางเพื่อลงต้นกุยช่ายทั้งหมดที่ขุดกลับมา



พอกระถางวางเรียงกันเต็มพื้นที่หลังรถ แทบไม่มีพื้นที่เหลืออยู่ของเบาะหลังแล้ว ไหนจะของสะสมอื่น ๆ อีกหลายอย่างที่ทำให้ท้ายรถแน่นจนล้น ต้องย้ายมาวางไว้ที่เบาะข้างคนขับ และวัสดุบางส่วนที่สำคัญน้อยกว่าก็ต้องขนไปไว้ท้ายรถแทน



“รถเก่า ๆ คันนี้พื้นที่มันเล็กเกินไปหน่อยนะเนี่ย จะมีพิมพ์เขียวขยายพื้นที่เก็บบ้างไหมนะ แค่แปลงให้มันเป็นรถตู้ห้าประตูได้ก็คงดี”



มองดูเบาะหลังที่เต็มไปด้วยข้าวของ จางถัวไห่เกาหัวไปมา เขาเริ่มรู้แล้วว่ามีทรัพยากรเยอะเกินไปก็กลายเป็นปัญหาได้เหมือนกัน ตอนนี้เขาไม่มีที่พอจะเอนเบาะนอนพักได้ด้วยซ้ำ ต้องนั่งหลับไปทั้งอย่างนั้น



คิดเล่น ๆ ว่าถ้าส่งความลำบากของเขาตอนนี้ลงไปในกลุ่มแชทในพื้นที่ คนคงมารุมประชาทัณฑ์เอาง่าย ๆ แน่



หลังจากปลูกกุยช่ายเสร็จ จางถัวไห่ก็ทำอ่างเหล็กใบเล็กขึ้นมาชุดหนึ่ง เตรียมตัวนวดแป้ง



เขาพอทำอาหารเป็นบ้าง แม้จะไม่ใช่ฝีมือเทียบเท่ากับพ่อครัวร้านอาหาร แต่การจะทำเกี๊ยวกินเองก็ไม่ใช่ปัญหาอะไร



นวดแป้ง สับไส้ แผ่แป้ง ห่อ แล้วก็ลวกน้ำร้อน ทุกขั้นตอนเขาทำรวดเดียวเสร็จ ของเหลือเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างแผ่นแป้งส่วนที่เหลือก็เก็บไว้ รุ่งเช้าจะได้เอามาหั่นเป็นเส้น ทำเป็นซุปกิน



จางถัวไห่ส่งเกี๊ยวไปให้ซูมู่กับซูฉีสองถาด แล้วก็เริ่มกินเกี๊ยวของตัวเอง เขาคีบเกี๊ยวเข้าปากไปคำแรก รู้สึกถึงไอร้อนที่อบอวลอยู่ในปาก



“อู้หู! ฟินจริง ๆ”



แต่ดูเหมือนมันจะขาดอะไรบางอย่าง จางถัวไห่หันไปมองของรอบ ๆ ตัว แล้วก็พยักหน้าให้ตัวเองทันที “อ๋อ ขาดน้ำจิ้มเกี๊ยวนี่เอง”



กินเกี๊ยวโดยไม่มีซอสกับกระเทียมก็เหมือนขาดอะไรไปบางอย่าง จางถัวไห่จึงรีบเปิดช่องแชทขึ้นมาทันที



“ใครมีซอสกับกระเทียมบ้าง? ผมขอซื้อแพง ๆ เลย”



ทันใดนั้นกลุ่มแชทที่เงียบ ๆ อยู่ก็เหมือนระเบิดขึ้นมาในทันที



“เห้ย! พี่ใหญ่ได้กินเกี๊ยวจริง ๆ เหรอเนี่ย!?”



“แค่ได้ยินก็นึกขึ้นมาเลยว่าหมี่กรอบในปากมันไม่อร่อยละ”



“พี่ใหญ่ ขอเกี๊ยวสักถาดได้ไหม ผมขอแลกด้วยน้ำสองขวด!”



“พี่ ผมมีส้มอยู่หนึ่งลูก ขอแลกเกี๊ยวได้ไหม?”



“พี่ใหญ่ ผมมี **** ขอแลกสักถาดได้ไหมครับ?”



พอเห็นข้อความสุดท้าย จางถัวไห่ก็ตีหน้ามุ่ยทันที ไอ้หมอนี่ทำไมชอบใช้ **** แลกของกันจังวะ นี่มันคิดว่าเป็นมุกฮาใช่ไหม?



เขาจึงไม่สนใจข้อความนั้น แล้วโพสต์ข้อความใหม่ “ผมเอาเกี๊ยวลงขายในแพลตฟอร์มแล้วนะ ตั้งเวลาไว้ห้านาทีใครอยากได้ก็ไปประมูลกันเอา”



พอเห็นว่าในแพลตฟอร์มการค้าขายมีเกี๊ยวลงขายจริง ๆ ช่องแชทก็แทบจะลุกเป็นไฟ



ตอนนี้ถือเป็นวันที่สองนับจากที่พวกเขาถูกพามาที่นี่



สองวันนี้หลายคนยังได้แค่ขนมปังแห้ง ๆ มากินกันประทังไปพลาง ๆ บางคนยังแทบไม่ได้กินอะไรเลย เพราะหาอาหารไม่ได้ พวกที่โชคดีกว่าเพื่อนถึงได้มีอาหารรองท้อง



อาหารที่คนส่วนใหญ่พอหากันได้ก็แค่พอประทังชีวิต แต่เกี๊ยวร้อน ๆ ที่มองเห็นอยู่ตรงหน้าเหมือนจะเป็นอะไรที่ดึงดูดใจพวกเขาสุด ๆ



ทุกคนในกลุ่มแชทต่างมีไฟลุกโชนขึ้นมาในทันที



“ผมจะให้ไม้ 20 หน่วย!”



“ฉันให้เศษเหล็ก 15 หน่วย กับกล้วยอีกหนึ่งใบ!”



“ผมขอทุ่มหมดหน้าตัก เก็บเหล็กไว้ได้ตั้ง 40 หน่วย แลกทั้งหมดเลย!”



“ผมให้พิมพ์เขียวดูเร็กซ์ หวังว่าทุกคนจะให้อภัยมืออาชีพสายสุขภาพนะครับ”



“ที่นี่ก็มีพวกมืออาชีพใช่ไหมเนี่ย? ผมให้พิมพ์เขียวทำไฟแช็กละกัน”



จางถัวไห่มองราคาที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ด้วยความยินดี เขานั่งกินเกี๊ยวไปพลาง เลื่อนดูรายการประมูลไปพลาง เพื่อหาวัสดุที่โดนใจที่สุด



หลังจากไล่ดูอยู่พักหนึ่ง จางถัวไห่ก็เจอของที่ถูกใจ



“พิมพ์เขียวการดัดแปลงตัวถังรถ”



【พิมพ์เขียวการดัดแปลงตัวถังรถ: อุปกรณ์ยานยนต์ระดับ 1 ใช้เพิ่มพื้นที่เก็บของในตัวถังรถได้ 10 ลูกบาศก์เมตร ต้องใช้แท่งโลหะ 20 ชิ้น อะไหล่เหล็ก 40 ชิ้น และยางระดับต่ำ 20 หน่วย】



ของดีเลยนี่หว่า!



จางถัวไห่ถึงกับตาเป็นประกาย ไอเท็มนี้ถ้าอยู่กับคนอื่นก็แทบจะไร้ประโยชน์ แต่สำหรับเขาแล้วมันเป็นของสำคัญมาก



พรุ่งนี้ถ้าเขาได้ทรัพยากรมาเพิ่มอีกโดยที่ไม่ได้ขยายตัวถังไว้ล่วงหน้า ของก็จะไม่มีที่เก็บอยู่ดี



ในใจเขาตัดสินใจแน่วแน่แล้วว่าจะต้องได้พิมพ์เขียวนี้มาให้ได้



ผ่านไปห้านาที เขาไม่เจอของที่ดีกว่านี้ จึงตัดสินใจปิดการประมูลและขายให้คนที่เสนอพิมพ์เขียวนี้



ชายที่ชนะการประมูลยิ้มแก้มปริแล้วไปกินเกี๊ยวอย่างมีความสุข



ที่ผ่านมาเขากินแต่ขนมปังแห้งไปสองวันแล้ว วันนี้ถ้าไม่ได้กินอะไรที่ดี ๆ สักอย่าง เขาคงไม่มีแรงออกไปหาเสบียงพรุ่งนี้แน่ ๆ



พวกที่แพ้การประมูลกลับยิ่งร้อนใจขึ้นมา



“พี่ใหญ่ ยังมีเกี๊ยวเหลืออีกไหม? วันนี้ผมหิวมาก ขอแค่สักสิบชิ้นก็ยังดีนะ แลกกับพิมพ์เขียวได้เลย”



จางถัวไห่เห็นข้อความแล้วรีบปฏิเสธไปทันที



ยังจะให้เขามาห่อเกี๊ยวให้อีกเหรอ?



คิดอะไรอยู่?



รู้ไหมว่าห่อเกี๊ยวน่ะเสียเวลาแค่ไหน?



แล้วตัวเองก็ไม่ใช่สาวสวยที่น่ารัก สาวสวยที่ชวนคิดไปไกลก็ไม่ใช่ ที่จะได้มาขอเขากินเกี๊ยวได้ง่าย ๆ



“เกี๊ยวไม่มีแล้ว แต่พอดีผมมีเนื้อตุ๋นหม้อใหญ่ พอจะแลกได้ประมาณ 200 กรัม ต่อ 30 หน่วยวัสดุระดับหนึ่ง ส่วนวัสดุระดับสองหรือพิมพ์เขียวก็แลกกันได้เหมือนกัน สนใจไปประมูลในแพลตฟอร์มได้เลย”



จางถัวไห่พูดพลางนำเนื้อเสือตุ๋นลงขายในระบบจำนวน 50 ชุด



“200 กรัม? พี่ใหญ่ ทำไมมันน้อยลงละครับ? ตอนเช้ายังแลกกันตั้ง 500 กรัมอยู่เลย แล้วตอนเช้าก็แลกแค่ 20 หน่วยเอง ทำไมตอนนี้กลายเป็น 30 หน่วยไปแล้ว?”



จางถัวไห่ก็เดาไว้ไม่ผิด เมื่อเขาโพสต์ขายไปได้ไม่นานก็มีคนมาโวยวายทันที



ให้ความหวังไว้มากเกินไปสินะ พวกนี้ถึงได้มาหวังสูงกับเขาแบบนี้



ถ้าขืนยังตามใจพวกนี้อีกหน่อย ขนาดเขาเตรียมอาหารจัดโต๊ะให้เรียบร้อย พวกมันก็คงยังไม่พอใจอยู่ดี



จางถัวไห่จึงจัดการบล็อกข้อความของพวกนี้โดยไม่ลังเลทันที



เขาจึงโพสต์ข้อความไปอีกชุดว่า



“ตอนเช้ามันเป็นเนื้อดิบ แต่ตอนนี้ตุ๋นแล้ว มันเหมือนกันได้ยังไง?”



“ตอนเช้าเป็นเนื้อหมู แต่นี่เป็นเนื้อเสือ จะเหมือนกันได้ยังไง?”



“เนื้อตุ๋นขายแค่รอบนี้ เพราะไม่งั้นมันจะบูดหมด ที่เหลือจะเอาไปต้มเป็นมันหมู ขายเป็นกากหมูต่อไป จนกว่าจะหาวิธีเก็บเนื้อได้”



โพสต์เสร็จ จางถัวไห่ก็นิ่งเงียบไม่สนใจอะไรอีก



หลายคนอาจจะไม่เข้าใจว่ากากหมูคืออะไร



สมัยก่อน เนื้อหมูเป็นของมีค่ามาก คนส่วนใหญ่จะซื้อเนื้อหมูติดมันมาทำมันหมู กากหมูคือเนื้อที่เหลือจากการเคี่ยวน้ำมัน



เนื้อเหลือจากเคี่ยวน้ำมันพอกินร้อน ๆ ก็ยังใช้ได้อยู่ แต่พอเย็นแล้วก็จะแข็งกระด้าง คนสมัยนี้คงไม่ค่อยมีใครกินมันได้



“พวกแกคงคิดว่านี่มาทัวร์หรูละมั้ง? แค่กินเนื้อก็ยังจะเรื่องมากกันอีก คอยดูละกันว่าจะให้พวกแกกินกากหมูดูกันบ้าง จะได้จำใส่หัวว่าถ้ายังเรื่องมาก ก็จะไม่ได้กินอะไรอีกเลย”



จางถัวไห่คิดอยู่ในใจ



ตอนก่อน

จบบทที่ กินให้อิ่มจนท้องแตก

ตอนถัดไป