รีดขนแกะ

【หลู่ไห่เสียชีวิตแล้ว สาเหตุการตาย: หมาใน】


ข้อความแจ้งเตือนการตายปรากฏขึ้นในช่องแชทภูมิภาค


ต่างจากความเงียบก่อนหน้านี้ การตายของหลู่ไห่ทำให้ทุกคนพากันเฉลิมฉลอง


“ฮ่าๆๆ ไอ้ฆาตกรนี่ตายซะที นี่แหละที่เขาเรียกว่ากรรมตามสนอง!”


“เพื่อหนีมัน ฉันเสียค่าน้ำมันไปตั้งเกือบ 100 หน่วย แถมยังพลาดกล่องทรัพยากรทางอากาศอีก ขาดทุนยับเลย”


“เฮอะ หมอนี่แค่โชคดีที่ไม่ได้เจอฉันก่อน ไม่งั้นฉันคงลงมือกำจัดมันไปนานแล้ว” มีคนเริ่มออกตัวว่าเป็นวีรบุรุษย้อนหลัง


สำหรับการตายของหลู่ไห่ จางถัวไห่แค่มองแวบหนึ่งก่อนจะเลิกสนใจ


ถนนที่ระบบเตือนว่าอันตราย ถ้าหลู่ไห่ผ่านไปได้สิถึงจะเป็นเรื่องแปลก ตายกลางทางแบบนี้ถือว่าเป็นเรื่องปกติ ไม่จำเป็นต้องสนใจ


จะพูดให้ถูกก็คือ หลู่ไห่ตายเพราะอีโก้สูงเกินไป


ถ้าเขาเลือกฆ่าเงียบๆ และไม่ทำตัวโอ้อวดขนาดนี้ เขาคงไม่ตายเร็วขนาดนี้


การตายของหลู่ไห่สำหรับจางถัวไห่แล้วเป็นแค่เหตุการณ์ข้างทาง เป้าหมายหลักของเขาตอนนี้คือหาชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ระดับกลางเพื่อสร้างตู้เย็นติดรถ


ว่าแต่ในช่องแชทนี้ ใครที่น่าจะมีชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ระดับกลางมากที่สุด?


จางถัวไห่คิดอยู่ครู่ใหญ่ก่อนจะตัดสินใจมองไปที่ ซู·แกะขนฟู·ฉี


ช่วยไม่ได้ เจ้าแกะตัวนี้รีดขนง่ายเกินไป ถ้าไม่รีดขนมันสักหน่อยในแต่ละวันก็เหมือนจะขาดอะไรไปสักอย่าง


“มีชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ระดับกลางไหม?”


“มีนะ จะเอาไปทำอะไรเหรอ?”


“ก็ไม่มีอะไร แค่จะสร้างตู้เย็นมาเล่นๆ”


“นายได้พิมพ์เขียวผลิตตู้เย็นแล้วเหรอ?!!!” ซูฉีถึงกับตกใจ


เธอกับพี่สาวมีเครื่องรางเงือกนำโชค จึงทำให้ได้พิมพ์เขียวมาวันตั้งหลายใบ แต่จนถึงตอนนี้ยังไม่มีแม้แต่พิมพ์เขียวผลิตตู้เย็นสักใบ


ไม่อยากจะเชื่อว่าจางถัวไห่จะได้มันมาก่อน บ้าจริง มันน่าโมโหไหมล่ะ?


“มีไอศกรีมไหม? ฉันอยากชิมสักกล่อง เอาพิมพ์เขียวแลกก็ได้”


แค่คิดถึงไอศกรีม ซูฉีก็น้ำลายสอ


เมื่อก่อนพอถึงหน้าร้อน เธอกินไอศกรีมทุกวัน อย่างน้อยวันละกล่อง


แต่หลังมาอยู่ในโลกนี้เธอก็ไม่ได้กินเลย จึงทำให้รู้สึกคันปากแปลกๆ เหมือนขาดอะไรไป


“ฉันได้แค่ตู้เย็น ไม่ใช่เครื่องทำไอศกรีม แต่ถ้าเธอให้วัตถุดิบมา ฉันพอจะทำไอศกรีมโฮมเมดให้ได้”


จางถัวไห่ตอบกลับ


“ไอศกรีมโฮมเมดก็ได้ ต้องใช้อะไรบ้าง?” ซูฉีเริ่มร้อนรน


“มะนาว กล้วย (หรือผลไม้อื่น) น้ำตาลขาว น้ำร้อน และครีม ถ้าไม่ชอบรสเปรี้ยวของมะนาวจะไม่ใส่ก็ได้ แต่ฉันแนะนำให้ใส่ดีกว่า นอกจากนี้ถ้ามีผงนมหรือผงกาแฟ ฉันทำเป็นน้ำแข็งรสนมกับกาแฟให้ได้ เป็นเครื่องดื่มเย็นที่ไม่เลว”


“โอเค รอแป๊บ เดี๋ยวฉันไปหาให้ น่าจะมีครบ”


จางถัวไห่: "???"


ไม่นานซูฉีก็ส่งของกองโตมาให้


น้ำตาลทรายขาวหนึ่งถุงใหญ่ ผงกาแฟหนึ่งกล่อง ครีมหนึ่งถุง นมผงหนึ่งถุง มะนาวหกลูก กล้วยหนึ่งหวี แม้เปลือกจะเริ่มดำแต่ข้างในยังไม่เปลี่ยนสี


มีแม้กระทั่งชุดถ้วยตวงกับเครื่องตีไข่


แน่นอนว่ายังมีของสำคัญที่สุด—ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ระดับกลาง


จางถัวไห่มองกองของตรงหน้าด้วยความตกตะลึง


"สองพี่น้องนี่แขวนเครื่องรางอะไรกัน ทำไมถึงหาไอเท็มมาได้สารพัดแบบนี้? แล้วทำไมฉันถึงเจอแต่เนื้อล่ะ?"


จางถัวไห่เกาหัวด้วยความสงสัย


"มีโอกาสเมื่อไหร่ต้องถามให้รู้เรื่อง"


จางถัวไห่สลัดความสงสัยออกไปก่อนแล้วเริ่มสร้างตู้เย็น



แสงสว่างวาบขึ้นมา ตู้เย็นติดรถขนาดเล็กปรากฏขึ้นที่ด้านหลังของรถ


หลังจากสร้างตู้เย็นเสร็จ จางถัวไห่ก็เริ่มทำไอศกรีมโฮมเมด


จริงๆ แล้วการทำไอศกรีมไม่ได้ยากอะไร แค่ต้มน้ำ 1500 กรัม ใส่น้ำตาลทรายขาว 500 กรัม ต้มให้เดือดแล้วกรอง จากนั้นบดกล้วย 800 กรัมให้ละเอียด ผสมเข้ากับน้ำเชื่อมแล้วเติมน้ำมะนาว ถ้าชอบรสชาติอื่นก็ใส่น้ำผลไม้หรือเนื้อผลไม้ตามใจชอบ พอเย็นลงแล้วเติมครีมลงไป จากนั้นตักใส่ภาชนะแล้วนำไปแช่เย็น (หมายเหตุ: ปริมาณน้ำตาลสามารถปรับเปลี่ยนตามรสชาติที่ต้องการ)


ส่วนการทำน้ำแข็งยิ่งง่ายเข้าไปใหญ่ แค่ชงนมผงหรือกาแฟให้เข้ากัน ปล่อยให้เย็น แล้วเทใส่พิมพ์น้ำแข็งในตู้เย็น เท่านี้ก็เสร็จ


ถ้าใส่ในน้ำผลไม้จะได้รสชาติที่แตกต่างไปอีกแบบ


แต่ที่ดีที่สุดก็คือเอามากินตรงๆ จะเย็นชื่นใจที่สุด


จางถัวไห่ทำไอศกรีมไปทั้งหมด 4 กิโลกรัม โดยเขาตั้งใจจะคืนให้ซูฉี 2 กิโลกรัม ส่วนอีก 2 กิโลกรัมที่เหลือรวมถึงวัตถุดิบที่เหลือจำนวนมากถือเป็นค่าจ้าง


ส่วนน้ำแข็งก็แบ่งสัดส่วนเท่ากัน


หืม? บอกว่าจางถัวไห่เอาเปรียบเหรอ?


บอกเลยว่าไม่ใช่แค่โลกหลังหายนะนะ แม้แต่โลกก่อนหน้านี้ก็ถือว่าเป็นราคาที่สมเหตุสมผลแล้ว


ต้องเข้าใจก่อนว่า ตอนนี้มีแค่จางถัวไห่เท่านั้นที่มีตู้เย็น


พูดอีกอย่างก็คือเขาผูกขาดตลาดไปเรียบร้อยแล้ว


เขาจะตั้งราคาเท่าไหร่ก็ขึ้นอยู่กับอารมณ์ล้วนๆ


ที่ไม่เก็บส่วนแบ่ง 90% นี่ก็ถือว่าใจดีสุดๆ แล้ว


อีกอย่างไอศกรีมกับน้ำแข็งถือเป็นของหรูหราในที่แบบนี้ จ่ายภาษีเพิ่มหน่อยก็สมควรอยู่แล้ว


จางถัวไห่วางพิมพ์น้ำแข็งลงในตู้เย็นก่อนจะถ่ายรูปส่งให้ซูฉี “ทำเสร็จเกือบหมดแล้ว อีกไม่กี่ชั่วโมงคงกินได้ เดี๋ยวฉันบอกอีกที”


“รีบๆ หน่อยนะ ฉันแทบรอไม่ไหวแล้ว” ซูฉีกลืนน้ำลายพลางพูด


ซูมู่เห็นสภาพของซูฉีแล้วก็ได้แต่ยกมือกุมหน้าผาก น้องสาวคนนี้ดีทุกอย่าง แต่พอเห็นของกินแล้วไอคิวดิ่งลงเหวทุกที


ให้ของไปตั้งเยอะ แต่ได้ไอศกรีมมาแค่ 2 กิโลกรัม ขาดทุนยับชัดๆ


แถมยังมีชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ระดับกลางที่หายากสุดๆ รวมอยู่ด้วย


ถ้าธุรกิจนี้เธอเป็นคนจัดการเอง ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ต้องถือเป็นค่าจ้าง และเธอต้องได้ไอศกรีมคืนมาเยอะกว่านี้แน่นอน


แต่พอเห็นสีหน้าของน้องสาว ซูมู่ก็ได้แต่ส่ายหัวก่อนถอนหายใจแล้วกลืนคำพูดกลับลงไป


ถือว่าเป็นการลงทุนแล้วกัน


ใครใช้ให้พวกเธอยังต้องพึ่งพาจางถัวไห่อีกหลายอย่างกันล่ะ


ความคิดของสองพี่น้องตระกูลซู จางถัวไห่ไม่รู้เลย เพราะตอนนี้เขากำลังยุ่งอยู่กับการทำอาหารกลางวัน


วลาดิมีร์ส่งสูตรทำอุ้งตีนหมีมาให้เขา


“เพื่อนรัก ในที่สุดฉันก็นึกออกแล้ว! พ่อของฉันเคยทำอุ้งตีนหมีมาก่อน วิธีทำของเขาคือ เอาอุ้งตีนไปย่างก่อนเพื่อลอกขน จากนั้นกรีดเปิดแล้วใส่เครื่องปรุงลงไป แล้วก็แขวนไว้ในเตาอบรมควัน รสชาติของมันสุดยอดไปเลย! นุ่มกว่าปลาเป็นร้อยเท่า!”


วลาดิมีร์พูดไปก็ตื่นเต้นจนออกท่าทางไปด้วย


"แล้วหนังอุ้งตีนหมีล่ะ?" จางถัวไห่สงสัย


"ใครจะไปกินมันกัน? หนังมันแข็งมาก เนื้อข้างในต่างหากที่อร่อย โดยเฉพาะส่วนไขมัน หอมสุดๆ หอมกว่าตับห่านชั้นดีอีก!" วลาดิมีร์อธิบาย


จางถัวไห่เข้าใจแล้ว วิธีของวลาดิมีร์คือข้ามส่วนที่จัดการยากที่สุดอย่างหนังอุ้งตีนหมี แล้วโฟกัสไปที่เนื้อข้างในโดยตรง


ก็ไม่ใช่ว่าวิธีนี้จะผิดอะไร


แม้ว่าตามวิธีดั้งเดิมของจีนจะสามารถทำให้หนังหมีนุ่มและหอมได้ แต่มันยุ่งยากและสิ้นเปลืองเกินไป ในสภาพแวดล้อมที่โหดร้ายแบบนี้ วิธีของวลาดิมีร์ที่เน้นกินเนื้อข้างในน่าจะเหมาะสมกว่า จะบอกว่าแบบไหนดีกว่ากันก็ยาก เอาเป็นว่ามีข้อดีคนละแบบก็แล้วกัน



ตอนก่อน

จบบทที่ รีดขนแกะ

ตอนถัดไป