ฟันขาวลอยได้
“แผนที่สมบัติหรอ?”
“ดูรูปนี้แล้วนายจะเข้าใจเอง” วลาดิมีร์ส่งรูปภาพมาให้หนึ่งใบ
【แผนที่สมบัติลึกลับ: ใช้แผนที่สมบัตินี้เพื่อเข้าสู่เขตลี้ลับและออกสำรวจ โดยมีโอกาสได้สมบัติลึกลับ (ระดับกล่องทรัพยากรสีส้ม) แต่แน่นอนว่าอาจพบอันตรายจนถึงขั้นสิ้นชีพ】
【หมายเหตุ: แผนที่นี้สามารถชวนเพื่อนร่วมทีมได้สูงสุดสี่คน】
“กล่องทรัพยากรระดับสีส้มงั้นเหรอ?” จางถัวไห่ตาเป็นประกายทันทีที่เห็นคำนี้
ตอนนี้เขาขาดแค่ชิ้นส่วนรถระดับสามอีกหนึ่งชิ้น ก็จะอัปเกรดรถเป็นระดับสี่ได้แล้ว
ในบรรดากล่องทรัพยากรทั้งหมด มีเพียงกล่องระดับสีส้มเท่านั้นที่มีโอกาสสูงจะได้ชิ้นส่วนระดับนี้
แต่กล่องสีส้มนั้นหายากมาก ปรากฏเฉพาะในสถานการณ์พิเศษ ปกติเกือบไม่มีให้เห็นเลยด้วยซ้ำ
ตอนนี้พอมีวิธีที่จะได้กล่องสีส้มมา จางถัวไห่จะไม่ไปดูให้เห็นกับตาได้อย่างไรกัน
“มีแค่เราสองคนเหรอ?” จางถัวไห่ถาม
“เปล่า ฉันชวนคนรู้จักอีกสองคนมาด้วย ทั้งคู่ฝีมือไม่ธรรมดาเลยนะ” วลาดิมีร์พูดพลางส่งรูปมาอีกสองใบ
หนึ่งชายหนึ่งหญิง
ชายเป็นคนผิวสี รูปร่างสูงใหญ่ จางถัวไห่กะด้วยสายตาน่าจะสูงสองเมตร ดูแล้วเหมือนดาวรุ่งเอ็นบีเอ
หญิงเป็นชาวเอเชีย สัดส่วนโดดเด่น สวมชุดกิโมโนเต็มยศ
“ผู้ชายชื่อกังกาเทอร์ เป็นนักกล้ามชาวยูกันดาหนักกว่า 100 กิโล ว่ากันว่าเคยเป็นนักยกน้ำหนักทีมชาติ ก่อนจะย้ายมาอยู่ญี่ปุ่น ส่วนผู้หญิงเป็นภรรยาเขา ชื่อโคบายากาวะ คุมิ เป็นศิลปินแนวใช้ร่างกายสร้างงานศิลปะ งานศิลปะหน้าเหมือนผีที่ลอยกลางฟ้าโตเกียวเมื่อไม่นานมานี้ก็เป็นผลงานเธอ แม้รสนิยมเธอจะแปลกๆ แต่ฝีมือยิงธนูถือว่าไม่ธรรมดาเลย”
จางถัวไห่รู้ดีถึงความแข็งแกร่งของวลาดิมีร์ คนที่สามารถฆ่าหมีด้วยมือเปล่าได้
ในเมื่อได้รับคำชมจากเขา สองคนนั้นก็คงไม่ธรรมดาจริงๆ
“ตกลง แล้วเราจะออกเดินทางเมื่อไหร่ แล้วพอมีข้อมูลอะไรเกี่ยวกับแผนที่สมบบัติบ้างไหม จะได้เตรียมตัวถูก”
จางถัวไห่เอ่ยถาม
“สหายที่รัก ฉันเองก็ไม่รู้อะไรเลยเช่นกัน ต้องพึ่งดวงล้วนๆ ออกเดินทางอีกครึ่งชั่วโมงนะ ว่าแต่...นายยังมีเหลืออีกไหม ฉันขอซื้ออีกขวด ฉันกลัวว่าบ่ายนี้จะดื่มไม่พอ ฉันเหลือแค่ครึ่งขวดเอง”
“เอาไปเลย” จางถัวไห่โยนวิสกี้ไปให้สองขวด
เขาได้เหล้ามาเยอะจากมิโรร์ ไหนๆ ตัวเองก็ไม่ค่อยดื่มอยู่แล้ว ส่วนมากก็เตรียมไว้ให้วลาดิมีร์ทั้งนั้น
“วิสกี้งั้นเหรอ? ก็พอถูไถได้ ขอบใจนะสหาย นี่คือค่าตอบแทนของนาย” วลาดิมีร์พูดพลางส่งรูปมาหนึ่งใบ เป็นปูอลาสก้าที่ยังมีชีวิต ดูท่าจะหนักหลายกิโลทีเดียว
“ไปได้มาจากไหนน่ะ?” จางถัวไห่ถามอย่างสงสัย
“เปิดได้จากกล่องทรัพยากรที่เจอเมื่อเช้าน่ะ แผนที่สมบัตินั่นก็ได้มาพร้อมกับเจ้าปูนี่เลย” วลาดิมีร์ตอบ
“ได้มาพร้อมกันงั้นเหรอ... อย่าบอกนะว่าโลกในแผนที่นั่นเป็นโลกใต้น้ำ? แต่...ถ้าเป็นโลกที่เกี่ยวกับน้ำ แล้วจะขับรถยังไงกัน?”
จางถัวไห่เต็มไปด้วยความสงสัย
“อ้าว อู๊ว! โฮ่ง!”
ทันใดนั้นหวังไฉ่ก็ส่งเสียงร้องดังลั่น ดึงจางถัวไห่ออกจากภวังค์
“เป็นอะไรของนาย?” จางถัวไห่หันไปถาม
“มัน...มันหนีบฉัน!” หวังไฉ่กระโดดขึ้นไปยืนบนกล่องสัตว์เลี้ยง ขณะที่ตามองลงไปข้างล่างด้วยความหวาดกลัว
เจ้าปูอลาสก้าตัวนั้นกำลังสะบัดก้ามใหญ่ทั้งสองข้างและแสดงท่าทีเย่อหยิ่งโอ้อวด
“แค่ปูตัวเดียวก็เอาไม่อยู่ แล้วจะมีประโยชน์อะไร?” จางถัวไห่เดินอ้อมไปด้านหลังเจ้าปูอลาสก้า เขาพลิกมันขึ้นแล้วใช้เชือมมัดแน่นหนาไว้ทันที
จากนั้นเขาก็หยิบหม้อดำใบใหญ่ที่สุดของตัวเองออกมาก่อนวางตะแกรงนึ่งลงไป
เมื่อวางเจ้าปูอลาสก้าลงบนตะแกรงเรียบร้อยแล้ว จางถัวไห่ก็พนมมือแล้วกล่าวว่า “พี่ปู ฉันต้องขอโทศจริงๆ ที่นี่ไม่มีปืนช็อตไฟฟ้าให้ใช้ ทำให้ต้องนึ่งทั้งเป็น ขอให้นายอภัยให้ด้วย หากไปถึงปรโลกแล้ว อย่าได้บอกพวกนักอนุรักษ์หัวรุนแรงว่าฉันเป็นคนต้มเจ้า ขอให้ไปเกิดในภพภูมิที่ดี”
พูดจบเขาก็ปิดฝาหม้อแล้วจุดไฟใต้เตา
ยี่สิบนาทีต่อมา จางถัวไห่ก็กำลังนั่งแทะขาปูอลาสก้าอย่างอารมณ์ดี
ส่วนหวังไฉ่ก็เอาแต่เล่นกับก้ามปู ดูท่าเหตุการณ์เมื่อครู่จะฝากบาดแผลทางใจไว้ไม่น้อย
ต้องยอมรับจริงๆ ว่าขาปูอลาสก้านั้นอร่อยกว่าปูธรรมดาหลายเท่า
อย่างน้อยก็เนื้อเยอะ แทะแล้วสะใจ
จางถัวไห่เพิ่งกินขาปูไปได้แค่สองขา วลาดิมีร์ก็ส่งข้อความส่วนตัวมาพอดี
“สหายที่เคารพ เตรียมตัวพร้อมหรือยัง? พวกเรากำลังจะออกเดินทางแล้ว” วลาดิมีร์กล่าว
“โอเค ลุยกันเลย”
จางถัวไห่พูดพลางแทะขาปูต่อไป
ยังไงเขาก็มีเสี่ยวอายช่วยขับรถอยู่แล้ว จะนั่งกินต่อก็ไม่มีปัญหา
“โอเค ฉันส่งคำเชิญไปแล้ว นายกดยืนยันหน่อย” วลาดิมีร์ว่า
【วลาดิมีร์เชิญคุณเข้าสู่พื้นที่สมบัติลับ สมาชิกทีมได้แก่ วลาดิมีร์ กังกาเทอร์ โคบายากาวะ คุมิ คุณยินยอมเข้าร่วมหรือไม่?】
“ยินยอม”
จางถัวไห่กดยืนยันคำเชิญ
【คุณได้ยืนยันการเข้าร่วม กำลังเปลี่ยนฉาก...】
แสงสีขาวห่อหุ้มตัวจางถัวไห่ไว้ทันที
เขารู้สึกว่าสายตาพร่ามัว แล้วก็พบว่าตัวเองไม่ได้อยู่ในค่ำคืนมืดมิดของฤดูหนาวอีกต่อไป แต่ยืนอยู่บนเกาะกลางทะเลแห่งหนึ่ง
บนเกาะมีต้นไม้ขึ้นอยู่ประปราย แต่พอจางถัวไห่มองไปรอบๆ ก็พบว่าเป็นแค่ต้นปาล์ม ไม่ได้มีอาหารอะไรให้เก็บกินได้
จางถัวไห่เงยหน้ามองฟ้าและเห็นแต่เมฆดำมืดครึ้มปกคลุมเต็มท้องฟ้า แม้จะยังเป็นเวลากลางวัน แต่ท้องฟ้ากลับเหมือนใกล้ค่ำแล้ว มองไปแล้วจะเห็นสายฟ้าฟาดเป็นระยะๆ บ่งบอกว่าพายุรุนแรงกำลังจะถาโถมมาในไม่ช้า
พื้นน้ำทะเลไม่ไกลนักก็เต็มไปด้วยคลื่นลูกใหญ่ซัดเข้าฝั่ง กระแทกโขดหินอย่างดุดันจนเกิดฟองขาวกระเซ็นเป็นระลอก
จางถัวไห่ก้มลงมองแล้วก็พบว่าเกาะนี้ไม่ใช่เกาะที่เป็นหาดทรายทั่วไป แต่เป็นเกาะหินทั้งหมด
ทั่วทั้งเกาะเต็มไปด้วยหินน้อยใหญ่ แทบไม่เห็นพื้นที่ราบให้พักผ่อนเลย
แม้แต่ชายหาดก็มีแต่หิน การจะมาเล่นน้ำทะเลบนเกาะนี้คงหมดสิทธิ์
ไม่ไกลนัก มีรถตู้ระดับ 2 จอดอยู่สองคัน ตอนนี้หน้าต่างรถถูกเลื่อนลงแล้ว
คันหนึ่งมีวลาดิมีร์นั่งอยู่ เขาสวมเสื้อแนวทหารเรือในลายขาวน้ำเงิน ในมือถือขวดวิสกี้และจิบอยู่เป็นระยะ พอเห็นจางถัวไห่เขาก็โบกมือเรียก
ในรถอีกคัน มีหญิงสาวในชุดกิโมโนนั่งอยู่ คงเป็นโคบายากาวะ คุมิ
“ไม่ใช่ว่ามีกันสี่คนเหรอ? แล้วกังกาเทอร์ไปไหน?” จางถัวไห่ขับรถเข้าไปถาม
“สวัสดี~” เสียงทุ้มๆ ดังมาจากรถของโคบายากาวะ
จางถัวไห่ตกใจสุดขีด พอมองไปที่เบาะข้างคนขับก็พบว่ามีเพียงฟันขาวๆ ลอยอยู่ในอากาศ
“แม่เจ้าโว้ย!”
ถ้าเขาไม่รู้ว่านี่คือเกมเอาชีวิตรอดบนท้องถนน แต่เป็นเกมเจอผีล่ะก็ ป่านนี้คงคิดว่าตัวเองเห็นผีตอนกลางวันแสกๆ ไปแล้ว
พอสายฟ้าแลบพาดผ่านท้องฟ้า แสงสว่างจากมันทำให้มองเห็นในรถได้ชัดเจนขึ้น
จางถัวไห่เพิ่งมองเห็นชัดว่าบนเบาะข้างของโคบายากาวะนั้นมีชายผิวดำร่างยักษ์นั่งอยู่คนหนึ่ง