อุโมงค์รถไฟใต้ดินระหว่างเมืองและกองกำลังกบฏเกราะแดง

รถไฟใต้ดินระหว่างเมืองเป็นผลผลิตจากยุคก่อนสงครามวันสิ้นโลก ในเวลานั้นเมืองจำนวนมากต่างก็มีระบบคมนาคมประเภทนี้เชื่อมถึงกัน

แต่หลังจากสงครามวันสิ้นโลก มนุษย์ล้มตายเป็นจำนวนมาก เนื่องจากพลังงานขาดแคลน เทคโนโลยีมากมายถูกปิดผนึก และสิ่งปลูกสร้างจำนวนมากก็ถูกทิ้งร้าง

รถไฟใต้ดินระหว่างเมืองก็เป็นหนึ่งในสิ่งที่ถูกทอดทิ้งเหล่านั้น

อุโมงค์ที่จางถัวไห่อยู่ในขณะนี้เป็นเส้นทางย่อย ค่อนข้างแคบ นอกจากรางสำหรับรถไฟแล้ว ก็มีเพียงทางเดินแคบ ๆ สำหรับเจ้าหน้าที่ซ่อมบำรุงเท่านั้น

รถรบทหารราบแล่นไปข้างหน้าตามแนวรางรถไฟ

รถออฟโรดของจ้าวหว่านหว่านขับตามหลังมา

“มืดมากเลย ต้องไปอีกนานแค่ไหนกัน เราจะไม่หลงอยู่ในนี้ใช่ไหม?” จ้าวหว่านหว่านถามขึ้นอย่างกังวล

“วางใจเถอะ ที่นี่คือรถไฟใต้ดิน ไม่ใช่เขาวงกต เดินไปสักระยะยังไงก็ต้องเจอสถานี ถึงตอนนั้นก็ออกจากตรงนั้นได้”

จางถัวไห่กล่าวปลอบใจ

เขาเชื่อว่าระบบแจ้งเตือนไม่มีทางชี้ทางตันให้เขา ที่นี่ต้องมีทางออกแน่นอน

“อืม…” จ้าวหว่านหว่านตอบรับเบา ๆ พลางขับตามหลังอย่างไม่สบายใจ

ตูม! ตูม!

เสียงระเบิดดังขึ้นจากด้านหลัง

จางถัวไห่หันกลับไปมอง

“น่าจะเป็นกับระเบิดที่ฉันออกแบบไว้ทำงานแล้ว” จ้าวหว่านหว่านพูดขึ้น

“ไม่คิดเลยว่าเธอจะมีทักษะแบบนี้ด้วย” จางถัวไห่มองเธอด้วยสายตาใหม่

“เพื่อนคนหนึ่งเคยสอนฉัน เขาเคยไปทำงานช่วงปิดเทอมที่ซีเรีย เรื่องพวกนี้เขาเชี่ยวชาญมาก” จ้าวหว่านหว่านกล่าว

“ไม่ต้องห่วง พวกมันตามมาไม่ทันหรอก ฉันยังมีอาร์พีจี-7 อีกสองกระบอก ถ้าพวกมันกล้าลงมา ก็ยิงอัดสักที รับรองว่าทางถูกปิดตายแน่” จางถัวไห่กล่าว

“พวกมันจะส่งคนไปซุ่มโจมตีที่ทางออกสถานีรถไฟใต้ดินไหม?” จ้าวหว่านหว่านถามอย่างกังวล

“ไม่หรอก รถไฟใต้ดินระหว่างเมืองแบบนี้ต้องมีทางออกมากกว่าหนึ่ง พวกมันไม่รู้หรอกว่าเราจะออกตรงไหน จะไปซุ่มโจมตียังไงได้”

“อีกอย่าง สายการผลิตรถถังไอน้ำของเมืองหินเทาถูกฉันระเบิดพังไปเมื่อกี้ ความเสียหายหนักมาก ตอนนี้สิ่งสำคัญที่สุดของพวกมันคือปิดอุโมงค์และเสริมการป้องกันเมืองเพื่อกันการรุกราน ไม่ใช่มาตามล่าเราเพื่อแก้แค้น”

“เว้นแต่พวกมันจะไม่คิดจะรักษาฐานที่มั่นของตัวเองแล้ว จะดันทุรังตามกัดเราเหมือนหม้าบ้า ถ้าเป็นแบบนั้นก็ถือว่าฉันไม่ได้พูดอะไร”

จางถัวไห่กล่าว

“งั้นฉันก็สบายใจแล้ว” จ้าวหว่านหว่านถอนหายใจโล่งอก

พวกเขาเดินทางต่อมาอีกสองชั่วโมง เสียงของระบบแจ้งเตือนก็ดังขึ้นอีกครั้งอย่างกะทันหัน

【คำเตือน คุณกำลังจะเข้าสู่เขตอิทธิพลของกองกำลังกบฏเกราะแดง หากต้องการผ่านไปอย่างปลอดภัย ต้องแสดงความเกลียดชังต่อมองโบโต】

【มองโบโต: เจ้าเมืองหินเทา เผด็จการ โลภและโหดเหี้ยม ชื่นชอบทองคำ ชอบทรมานผู้อื่น รีดไถชาวบ้าน ชอบดูมนุษย์ต่อสู้กับสิ่งมีชีวิตกลายพันธุ์ และเสพติดการกินเนื้อมนุษย์】

“กองกำลังกบฏเกราะแดง? มองโบโต?” จางถัวไห่พึมพำคำสองคำนี้ พลางครุ่นคิด

รถแล่นต่อไปอีกระยะหนึ่ง เสี่ยวไอพูดขึ้นว่า “ผู้บังคับบัญชา จากภาพอินฟราเรดตรวจพบว่ามีคนเคลื่อนไหวอยู่ด้านหน้า ประมาณสิบห้าคน”

“เดี๋ยวเธออย่าพูดอะไร ฉันพูดอะไร เธอแค่ฟังก็พอ อย่าถามอะไรทั้งนั้น” จางถัวไห่กำชับกับจ้าวหว่านหว่าน

“เข้าใจแล้ว”

ไม่กี่นาทีต่อมา กลุ่มคนที่ถืออาวุธปืนหลากหลายชนิดก็เข้ามาขวางรถของจางถัวไห่

ผู้นำเป็นชายวัยกลางคนสวมหมวกเบเร่ต์ ในมือถือปืนไรเฟิลไอน้ำขนาดลำกล้องใหญ่

“พวกนายเป็นใคร ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่?”

“ขอโทษจริง ๆ ฉันไม่รู้ว่าที่นี่มีคนอื่นอยู่ด้วย พวกเราเป็นพลเรือนที่ถูกมองโบโตกดขี่ เพราะจ่ายค่าคุ้มครองไม่ครบเลยถูกขังในคุก เตรียมจะถูกโยนเข้าไปในกรงให้สู้ตายกับสิ่งมีชีวิตกลายพันธุ์ พวกเราติดสินบนยามคนหนึ่งถึงหนีออกมาได้ รถพวกนี้ก็ขโมยมาจากมองโบโต เราแอบระเบิดเปิดอุโมงค์ระหว่างเมืองเส้นนี้เพื่อหลบหนีผ่านที่นี่ ขอให้พวกเราไปเถอะได้ไหม เราไม่ได้มีเจตนาร้ายเลย” จางถัวไห่กล่าว

ชายสวมหมวกเบเร่ต์ได้ยินดังนั้นก็เดินเข้ามาแล้วสูดจมูกดมกลิ่นจากตัวจางถัวไห่หลายครั้ง

“บนตัวนายไม่มีกลิ่นของพวกไฮยีน่า ฉันเชื่อคำพูดของนาย” ชายหมวกเบเร่ต์พูดพลางตบไหล่จางถัวไห่ “มานี่เถอะพี่น้อง พวกเราก็เป็นคนโชคร้ายที่ถูกมองโบโตขับไล่เหมือนกัน เดิมทีเราวางแผนจะลัดอุโมงค์เข้าไปสำรวจเมืองหินเทา แต่เมื่อพวกนายมาอยู่ที่นี่ก็แสดงว่าทางนี้ใช้ไม่ได้แล้ว ไปกันเถอะ เปลี่ยนเส้นทางไปที่อื่น”

หลังพูดจบ ชายหมวกเบเร่ต์ก็เป็นผู้นำเดินย้อนกลับไปตามทางเดิม

คนที่ตามหลังเขามาก็เคลื่อนขบวนออกไปอย่างรวดเร็ว

จางถัวไห่เห็นดังนั้นก็เดินตามไป

พวกเขาเดินกันต่ออีกหลายสิบนาที ในที่สุดก็เห็นทางออกสถานีที่เชื่อมไปสู่โลกภายนอก

กลุ่มของจางถัวไห่ขับรถออกจากอุโมงค์ไปตามทางเดินยาว

ด้านนอกทางออกเป็นซากปรักหักพัง เต็มไปด้วยกำแพงพังทลาย มีรถจอดอยู่ไม่ไกลหลายคัน ดูจากรูปแบบแล้วล้วนเป็นรถจักรไอน้ำ ด้านหลังมีถังบรรทุกสินค้า และบนหลังคาติดตั้งปืนกลไอน้ำ

ชายหมวกเบเร่ต์หันไปมองดวงอาทิตย์

ในสายตา แสงอาทิตย์ยามเย็นกำลังเริ่มลับขอบฟ้าทางทิศตะวันตก

“ใกล้จะมืดแล้ว พวกสิ่งพวกนั้นกำลังจะออกมา ที่นี่ไม่ปลอดภัยนัก กลับค่ายกันก่อนเถอะ” ชายหมวกเบเร่ต์กล่าว

พอพูดจบ เขาก็พาคนขึ้นรถจักรไอน้ำแล้วขับออกไปยังที่ไกลออกไป

จางถัวไห่กับจ้าวหว่านหว่านมองหน้ากันก่อนจะขับตามไป

จางถัวไห่เชื่อมั่นในระบบแจ้งเตือนอย่างมาก เมื่อระบบแจ้งว่าไม่มีอันตราย ก็ย่อมไม่มีปัญหา

ส่วนจ้าวหว่านหว่านนั้นยึดความเห็นของจางถัวไห่เป็นหลัก จางถัวไห่ไปที่ไหน เธอก็ไปที่นั่น

พวกเขาขับวนอยู่ในแดนรกร้างอีกหนึ่งชั่วโมง จนกระทั่งดวงอาทิตย์ใกล้จะลับขอบฟ้า ค่ายแห่งหนึ่งก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า

แทนที่จะเรียกว่าค่าย ที่นี่ดูเหมือนโรงกำจัดขยะมากกว่า เต็มไปด้วยกองของเสียรกระเกะระกะ

แต่ถ้าสังเกตดี ๆ จะพบว่ากองขยะเหล่านี้ถูกจัดวางอย่างมีแบบแผน

ภูเขาขยะรอบนอกบดบังค่ายจากทุกทิศทาง

ด้านในภูเขาขยะ ค่ายยังสร้างกำแพงสูงสามเมตร โดยใช้โครงจากยานพาหนะขนาดใหญ่ ยัดไส้ด้วยขยะหลากชนิด ด้านบนขึงลวดหนาม และมีทหารยามเฝ้าเป็นระยะ ดูมีการป้องกันอย่างแน่นหนา

“ยินดีต้อนรับสู่ค่ายของพวกเรา เพื่อนเอ๋ย” ชายหมวกเบเร่ต์พูดกับจางถัวไห่

ประตูบานใหญ่ค่อย ๆ เปิดออก ผู้หญิงผมดำคนหนึ่งที่สวมเสื้อกล้ามสีดำและเหน็บปืนพกไอน้ำสองกระบอกไว้ที่เอวเดินออกมา

“พวกเขาเป็นใคร ลามอน?” ผู้หญิงผมสั้นสีดำถาม

“โอ้ จิล พวกเขาก็เป็นพลเรือนที่ถูกมองโบโตข่มเหง หนีออกมาจากเมืองหินเทา เราเจอพวกเขาในอุโมงค์ใต้ดิน ฉันจะรับพวกเขาไว้” ชายหมวกเบเร่ต์กล่าว

“นายเชื่อคนนอกง่ายเกินไปเสมอ นายตรวจสอบสิ่งที่พวกเขาพูดแล้วหรือยัง ถ้าพวกเขาเป็นสายลับที่มองโบโตส่งมาล่ะ?” จิลถามด้วยน้ำเสียงเย็นชา

“ฉันสาบานว่าฉันตรวจสอบแล้ว บนตัวพวกเขาไม่มีกลิ่นของพวกไฮยีน่า พวกเขาเหมือนกับเรา เป็นพลเรือนที่ถูกกดขี่เหมือนกัน” ลามอนโต้แย้งเสียงดัง

“หึ แล้วแต่นายเถอะ แต่ก่อนที่ฉันจะได้ตรวจสอบด้วยตัวเอง ฉันขอไม่แสดงความคิดเห็นอะไร” จิลฮึดฮัดเสียงเย็นก่อนจะสะบัดศีรษะแล้วเดินเข้าไปในค่าย

ตอนก่อน

จบบทที่ อุโมงค์รถไฟใต้ดินระหว่างเมืองและกองกำลังกบฏเกราะแดง

ตอนถัดไป