ค่ายกบฏและสถานการณ์ปัจจุบันของผู้เล่น
“ขอโทษด้วยนะ พ่อแม่ของเธอถูกพวกไฮยีน่าที่มองโบโตส่งออกมาฆ่าตายหมดแล้ว เธอเลยระแวงคนที่มาจากเมืองหินเทาเป็นพิเศษ แต่จริง ๆ แล้วเธอเป็นคนจิตใจดี” ลามอนช่วยพูดแก้สถานการณ์อยู่ข้าง ๆ
“ไม่ต้องห่วง ผมไม่ใช่คนใจแคบอะไร พวกเราก็หนีออกมาจากเมืองหินเทาเหมือนกัน เข้าใจความรู้สึกแบบนั้นดี”
จางถัวไห่ทำท่าทีแสดงความเข้าใจ
“ถ้าอย่างนั้นก็ดี เชิญเข้ามาเถอะ เราจะจัดที่พักให้พวกคุณ เรื่องรายละเอียดค่อยคุยกันพรุ่งนี้”
ลามอนพูดไปด้วย พลางพาจางถัวไห่เดินเข้าไปในค่าย
【ค้นพบค่าย: ค่ายกบฏเกราะแดง ตรงตามเงื่อนไขของค่าย สามารถใช้เป็นที่พักพิงได้】
ระบบเกมเด้งข้อความแจ้งเตือนขึ้นมา
“ใช้เป็นที่พักพิงได้จริงด้วย ดูเหมือนที่ฉันเดาไว้จะไม่ผิด”
เหตุผลที่จางถัวไห่ยอมเดินตามลามอนมาก็เพราะค่ายแห่งนี้ ตอนนั้นก็ใกล้ค่ำแล้ว ความหวังที่จะไปหาค่ายอื่นแทบไม่มี สู้ตามลามอนมาอาศัยค้างคืนให้ผ่านวันนี้ไปก่อนจะดีกว่า
และยังจะได้ดูด้วยว่าตอนกลางคืนมันมีอะไรน่ากลัวกันแน่ ถึงขั้นที่ระบบเกมต้องแนะนำให้พักในค่าย แทนการนอนกลางแจ้ง
พอได้ข้อมูลแล้ว หลังฟ้าสางวันพรุ่งนี้ ไม่ว่าจะเลือกอยู่กับกบฏต่อหรือออกไปหาเมืองใหม่ อำนาจตัดสินใจก็จะกลับมาอยู่ในมือเขาอีกครั้ง
ลามอนพารถของจางถัวไห่กับจ้าวหว่านหว่านเข้าไปยังลานจอดรถ
ในลานจอดมีรถพลังไอน้ำหลากหลายรูปแบบจอดอยู่กว่ายี่สิบคัน ทุกคันมีปล่องควันสีดำทะมึน รถของจางถัวไห่กับจ้าวหว่านหว่านติดเกราะหมุดโลหะไว้ด้านนอก เมื่อนำมาจอดปะปนกันแล้วก็ดูไม่แปลกแยก
แม้รถของจางถัวไห่จะถูกจอดไว้ในลานจอดของค่าย แต่จากภาพที่กล้องตรวจจับได้ ลามอนก็ยังจัดกำลังคนบางส่วนคอยเฝ้าระวังอยู่รอบ ๆ
บนหอคอยสังเกตการณ์ไม่ไกลนัก ยังมีปืนกลไอน้ำกระบอกหนึ่งเล็งมาทางนี้
ดูท่าทางแล้ว ลามอนก็ยังมีความระแวดระวังอยู่ไม่น้อย
สำหรับเรื่องนี้จางถัวไห่กลับไม่ได้ใส่ใจมากนัก
ถ้าเขาเป็นหัวหน้าขององค์กรนี้ เขาก็คงทำแบบเดียวกัน
ถ้าลามอนไม่มีความระแวงเลยแม้แต่นิดเดียว งั้นพรุ่งนี้ไม่ว่ายังไงเขาก็ต้องหอบของหนีแน่นอน
อยู่กับผู้นำที่ไม่มีความระวังตัวแบบนี้ หากตายก็คงยังไม่รู้เลยว่าตายได้ยังไง
หลังจากจัดการเรื่องที่พักให้จางถัวไห่เรียบร้อย ลามอนก็อ้างว่ามีธุระแล้วจากไป แต่ก่อนจะไป เขาได้ชวนจางถัวไห่ไปร่วมรับประทานอาหารเย็นด้วยกัน
จางถัวไห่เองก็อยากสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมอยู่พอดี เขาจึงตอบตกลง
หลังจากลามอนจากไป จ้าวหว่านหว่านก็แอบเข้ามาในรถของจางถัวไห่อย่างเงียบ ๆ
“มีอะไรให้กินไหม ฉันหิวจะตายอยู่แล้ว วันนี้น่ากลัวมาก เกือบคิดว่าตัวเองจะไม่รอดแล้ว” จ้าวหว่านหว่านยังมีท่าทางหวาดผวาไม่หาย
ตอนบ่ายที่ถูกรถถังไอน้ำของเมืองหินเทาล้อมไว้ จ้าวหว่านหว่านเคยคิดว่าตัวเองคงต้องตายแน่ ๆ
“รอสักครู่นะ” จางถัวไห่หยิบไส้กรอกออกมาส่วนหนึ่งแล้วให้หวังไฉชงชานมสองแก้วใหญ่
“วันนี้เวลาค่อนข้างมีจำกัด กินรองท้องไปก่อนก็แล้วกัน อีกอย่างเดี๋ยวฉันยังต้องไปคุยธุระกับลามอน ต้องอย่าให้ตัวมีกลิ่นอาหารจะดีกว่า”
ตอนที่จางถัวไห่เข้าค่ายมา เขาได้สังเกตยามเหล่านั้นและเห็นว่าสีหน้าของแต่ละคนดูไม่ดีนัก ร่างกายก็ไม่เหมือนคนแข็งแรง
เขาคาดว่าอาหารของคนพวกนี้คงไม่ได้อุดมสมบูรณ์นัก ถ้าพวกนั้นรู้ว่าเขามีอาหารจำนวนมาก มันก็อาจก่อให้เกิดความคิดไม่ดีขึ้นมาได้
แม้โอกาสจะไม่มาก แต่จางถัวไห่ก็ชินกับการลดความเสี่ยงให้ต่ำที่สุดเสมอ
“ได้” จ้าวหว่านหว่านไม่ใช่คนที่ไม่รู้กาลเทศะ มือหนึ่งเธอถือไส้กรอก อีกมือถือชานมและกินอย่างมีความสุข
ไส้กรอกที่จางถัวไห่ให้จ้าวหว่านหว่านกินนั้นเป็นสูตรพิเศษ
เนื้อสัตว์ล้วนมากกว่าร้อยละเก้าสิบ ใส่นม เกลือ และน้ำตาลเพิ่ม สูตรนี้ใกล้เคียงกับไส้กรอกแพทย์ของสหภาพโซเวียต รสชาติดี คุณค่าทางอาหารสูง ข้อเสียอย่างเดียวคืออายุการเก็บรักษาสั้น มีแค่สามวันเท่านั้น
ไส้กรอกชุดนี้มีจำนวนไม่มาก เป็นของที่จางถัวไห่เก็บไว้กินเองเท่านั้น
ไส้กรอกที่เหลือแม้จะมีปริมาณเนื้อค่อนข้างสูง เกินร้อยละแปดสิบ แต่ไม่มีส่วนผสมอื่น ๆ แล้ว เป็นแบบผ่านความร้อนและบรรจุในปลอกพลาสติก อายุการเก็บรักษามากกว่าหนึ่งปี
แม้ไส้กรอกพวกนี้จะดีกว่าไส้กรอกแป้งในโลกเดิมมากแล้ว แต่เมื่อเทียบกับไส้กรอกแพทย์ที่เขาเก็บไว้กินเอง ก็แตกต่างกันราวฟ้ากับดิน
จ้าวหว่านหว่านไม่ค่อยเข้าใจเรื่องพวกนี้ สำหรับเธอแค่มีเนื้อให้กินก็เพียงพอแล้ว
ถ้ารสชาติดีขึ้นอีกหน่อย นั่นก็แทบจะเป็นสวรรค์แล้ว
จ้าวหว่านหว่านกินไส้กรอกไปเจ็ดแปดแท่งก่อนตบท้ายด้วยชานมสองแก้วใหญ่ จากนั้นเธอถึงได้เช็ดปากอย่างยังไม่ค่อยอิ่มใจนัก
ขณะเดียวกันจางถัวไห่ก็กินไปด้วยพลางเลื่อนดูช่องสนทนาภูมิภาคไปด้วย
ตอนนี้ใกล้จะหกโมงเย็นแล้ว ช่องสนทนาภูมิภาคคึกคักเป็นพิเศษ
“ทุกคนหาที่พักค้างคืนกันได้หรือยัง ฉันเจอหมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง แต่ไม่รู้ว่าจะเหมาะจะพักหรือเปล่า”
“ฉันเจอบ้านร้างหลังหนึ่งในซากปรักหักพัง เอารถเข้าไปจอดในบ้านแล้ว แถมพรางตัวไว้ด้วย ไม่มีใครหาเจอแน่นอน”
“คนข้างบนไม่รู้เหรอ ถ้าเจอค่ายที่ผ่านเงื่อนไข ระบบเกมจะมีแจ้งเตือนเด้งขึ้นมานะ”
“จริงเหรอ?” มีคนไม่เชื่อ
“จะหลอกไปทำไม ฉันเข้าไปในเมืองเล็กแห่งหนึ่ง ระบบเกมแจ้งว่าพบค่ายนี้ผ่านเงื่อนไข แล้วยังถามฉันว่าจะเข้าร่วมกับหมู่บ้านไหมด้วย”
“ใช่เลย ถึงฉันจะไม่ได้เข้าเมือง แต่ฉันอยู่กับขบวนรถเร่ร่อนตลอด เมื่อกี้พวกเขาจอดรถล้อมเป็นวง ระบบเกมก็แจ้งว่าฉันค้นพบค่ายที่ผ่านเงื่อนไขแล้ว”
“เวรแล้ว ระบบเกมไม่แจ้งฉันเลย ทำยังไงดี ตอนนี้ออกไปหายังทันไหม?”
“ไม่รู้เหมือนกัน วันนี้เพิ่งวันแรก ระบบเกมคงไม่โหดเกินไปมั้ง?”
มีคนพูดอย่างลังเล
“บางทีระบบเกมอาจจะแค่ขู่ ๆ วันแรกคงไม่ตายกันเยอะหรอก อีกอย่างหากมีปัญหาก็แค่เหยียบคันเร่งหนีไป จะกลัวอะไร”
“ใช่ ๆ ขับหนีก็จบแล้ว เพื่อน ขาดไฟหน้ารถหรือเปล่า ฉันมีไฟรถหลายแบบนะ ถ้าจะเอา เดี๋ยวขายให้ราคาถูกหน่อย”
ด้านล่างมีคนจำนวนมากช่วยกันพูดกล่อม
พอมองข้อความของคนพวกนี้ มุมปากของจางถัวไห่ก็ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย็นชา
เขาไม่เชื่อเลยว่าคนพวกนี้จะหวังดี คนพวกนี้คงอยากใช้ผู้เล่นคนนั้นเป็นหนูทดลอง ดูว่าการนอนกลางแจ้งจะอันตรายแค่ไหน
ถ้าล้มเหลว พวกเขาก็ไม่ได้เสียอะไร
ถ้าสำเร็จ พวกเขาก็จะได้ข้อมูลล้ำค่ามาหนึ่งชิ้น
ยังไงก็ไม่ขาดทุน
จางถัวไห่จดชื่อคนที่ยุยงพวกนั้นไว้ในใจ ตั้งใจว่าในอนาคตจะต้องอยู่ให้ห่างจากคนพวกนี้ให้มาก
นอกจากนั้นเขายังเห็นผู้เล่นบางส่วนมาแชร์ประสบการณ์ของตัวเองด้วย
ผู้เล่นคนหนึ่งเข้าร่วมกับพวกปล้นสะดม เขาแฝงตัวเข้าไปในขบวนรถที่ใช้การปล้นเป็นอาชีพ ขบวนรถเหล่านี้มีค่ายของตัวเองในทะเลทราย และยังเป็นโอเอซิส มีปศุสัตว์และแหล่งน้ำที่ไม่ปนเปื้อนจำนวนมาก อีกทั้งยังมีทาสหญิงนับร้อยคนและวัสดุก่อสร้างสารพัดชนิดนับไม่ถ้วน
ผู้เล่นคนนั้นกำลังรวมคนในช่องสนทนา เตรียมจะทำงานประสานทั้งในและนอก บุกยึดค่ายแห่งนั้นพร้อมกัน