คุณหนูนกพิราบ
“หืม?” เมื่อได้ยินเสียงตะโกนจากด้านนอก ความคิดของจางถัวไห่ก็ขยับขึ้นมาทันที
คนข้างนอกมาที่นี่เพื่อแก้แค้นลามอนอย่างนั้นหรอ?
ฟังจากเสียงแล้วเป็นมนุษย์?
ถ้าอย่างนั้นตอนนี้ก็มีคำถามอยู่สองข้อ
อีกฝ่ายตามหาที่นี่เจอได้อย่างไร?
ที่นี่มันห่างไกลและลับตาอย่างยิ่ง แค่พึ่งโชคคงยากจะพบเจอ
อีกทั้งยังมาด้วยท่าทางเอิกเกริกขนาดนี้ ย่อมต้องมีเป้าหมายชัดเจน
อีกอย่าง ในเมื่อเป็นมนุษย์ แล้วพวกเขาใช้วิธีใดรับมือกับสิ่งมีชีวิตกลายพันธุ์เหล่านั้น
อาศัยพลังอาวุธที่แข็งแกร่ง หรือมีเทคนิคพิเศษบางอย่างกันแน่?
ความคิดของจางถัวไห่เริ่มหมุนเร็วขึ้น
เขาตัดสินใจขึ้นไปบนกำแพงเมืองเพื่อดูสถานการณ์
หากอีกฝ่ายพึ่งพาพลังอาวุธที่เหนือกว่า ก็ไม่ต้องพูดอะไรมาก หาโอกาสหนีทันที
เขาจะไม่มีวันอยู่ตายไปพร้อมกับค่ายแห่งนี้เด็ดขาด
แต่ถ้าอีกฝ่ายมีเทคนิคพิเศษบางอย่าง เรื่องนั้นก็ต้องคิดใหม่
เขาจะต้องหาโอกาสเรียนรู้เทคนิคนั้นมาให้ได้
ด้วยวิธีนั้น เขาก็จะสามารถออกอาละวาดในยามค่ำคืนได้อย่างไม่เกรงกลัว
ภายในค่ายมีเสียงคำรามดังขึ้นเป็นระลอก ๆ ตามมาด้วยเสียงฝีเท้าที่วุ่นวาย
จางถัวไห่หยิบเอเค-74 ของตนขึ้นมา คิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะคว้าอาร์พีจี-7 อีกกระบอก แล้วพุ่งออกไป
เขาวิ่งตามเหล่าทหารยามของค่ายขึ้นไปบนกำแพงเมือง
ในเวลานี้ บนกำแพงเมืองเต็มไปด้วยทหารยาม ทุกคนถือปืนไรเฟิลไอน้ำ เล็งออกไปด้านนอก
ส่วนลามอนยืนอยู่บนกำแพง มือจับเชิงกำแพงไว้
จิลสวมเสื้อคลุมยาวสีดำ ยืนอยู่ด้านหลังลามอน ใบหน้าของเธอซ่อนอยู่ในเงามืด มองไม่ชัดเจน
จางถัวไห่ปะปนอยู่ในหมู่ทหารยาม ขึ้นมาบนกำแพง และมายืนในตำแหน่งไม่ไกลจากลามอน
จางถัวไห่มองลงไปด้านล่างของกำแพงเมือง
เขาพบว่าด้านล่างมีรถจอดอยู่หลายสิบคัน ที่เด่นที่สุดคือรถถังไอน้ำหกคันซึ่งอยู่แถวหน้าสุดของขบวน
ปากกระบอกปืนสีดำมืดเล็งตรงมาทางกำแพงเมือง
ไม่รู้ว่าเป็นภาพลวงตาหรือไม่ แต่จางถัวไห่รู้สึกว่ารถถังไอน้ำเหล่านี้ดูคุ้นตา เหมือนกับที่เขาเพิ่งทำลายไปเมื่อกลางวันทุกประการ
จางถัวไห่มองอย่างละเอียด บนฝากระโปรงรถมีสัญลักษณ์ปราสาทสีเทา ใต้ลงมามีอักษรสลักว่า: มองโบโต
“ปราสาทสีเทา? หรือว่าจะเป็นคนจากเมืองหินเทา?”
หัวใจของจางถัวไห่สะดุ้งขึ้นมา
ถ้าเป็นคนจากเมืองหินเทาจริง ๆ ก็เรียกได้ว่าเป็นศัตรูที่พบกันบนทางแคบพอดี
จางถัวไห่สังเกตต่อไปอย่างตั้งใจ
ด้านหลังรถถังไอน้ำมีรถไอน้ำหลากหลายรูปแบบราวยี่สิบคัน รูปร่างแปลกตานานาชนิด
ตรงกลางของขบวนรถไอน้ำเหล่านั้นมีรถจักรไอน้ำคันหนึ่งที่มีรูปทรงโดดเด่นเป็นพิเศษ
รถจักรไอน้ำคันนี้สูงใหญ่มาก และยังเป็นแบบเปิดหลังคา บนตัวรถมีรูปปั้นอวัยวะสืบพันธุ์ขนาดมหึมา ชายวัยกลางคนที่สวมหมวกลายเสือดาวนั่งอยู่ในตำแหน่งหลัก
ข้าง ๆ ชายหมวกลายเสือดาว ยังมีชายวัยกลางคนอีกคนสวมเสื้อคลุมยาวสีดำ นั่งอยู่ด้วย
จางถัวไห่มองชายคนนั้นแวบหนึ่ง รู้สึกคุ้นตาอย่างบอกไม่ถูก
เขาคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตบต้นขาตัวเองแรง ๆ นี่มันไม่ใช่ยาซันแขนขาดที่เห็นเมื่อเช้าหรอกหรือ?
เขาจำได้ว่าภายในแขนของหมอนี่ซ่อนจรวดจิ๋วพิเศษเอาไว้หนึ่งลูก
“หมอนี่ไม่ใช่คนจากขบวนรถฝ่ายเร่ร่อนหรอกหรอ? แล้วมาโผล่ที่นี่ได้อย่างไร? เขาเกี่ยวข้องอะไรกับหมวกลายเสือดาวคนนั้น? เป้าหมายของเขาคือลามอน หรือว่าเป็นการมาแก้แค้นเรื่องที่ฉันรีดไถ?”
เพียงชั่วพริบตา คำถามเจ็ดแปดข้อก็ผุดขึ้นมาในหัวของจางถัวไห่
แต่ตอนนี้ ยังไม่มีใครช่วยตอบคำถามเหล่านั้นได้
จางถัวไห่จึงสังเกตขบวนรถเหล่านี้ต่อไปอย่างตั้งใจ
ทันใดนั้นเขาก็สังเกตเห็นปัญหาหนึ่ง นั่นคือรถทุกคันล้วนแขวนตะเกียงแก๊สเอาไว้
แสงสลัวส่องออกมาเป็นวงแสงขนาดเล็ก
ไม่ใช่แค่รถไอน้ำด้านหลังเท่านั้น แม้แต่รถถังไอน้ำก็ยังแขวนตะเกียงแก๊สไว้เช่นกัน
“ต้องมีอะไรผิดปกติ”
จางถัวไห่รับรู้ได้ทันทีว่าตะเกียงแก๊สเหล่านี้ไม่ธรรมดา
แสงของตะเกียงแก๊สอ่อนมาก ใช้มันเป็นไฟหน้ารถได้ก็ต้องเสียสติไปแล้ว
แต่เมื่อรถทุกคันแขวนไว้เหมือนกัน นั่นแหละคือปัญหา
จางถัวไห่มองไปยังระยะไกล เห็นในเงามืดมีสิ่งมีชีวิตกลายพันธุ์บางส่วนเดินวนไปมาไม่หยุด
ดูเหมือนพวกมันอยากเข้ามา แต่ก็แสดงอาการหวาดกลัวอย่างเห็นได้ชัด
“เกิดอะไรขึ้น? หรือว่าพวกมันกลัวตะเกียงแก๊สพวกนี้?”
ความคิดนี้วาบขึ้นมาในสมองของจางถัวไห่
ไม่เช่นนั้นก็ไม่อาจอธิบายได้ว่าทำไมสิ่งมีชีวิตกลายพันธุ์ที่ไม่กลัวตายเหล่านี้ถึงได้เป็นเช่นนี้
“ดูท่าจะต้องหาทางเอาตะเกียงแก๊สมาให้ได้สักสองดวง” จางถัวไห่ตัดสินใจในใจ
ไม่เช่นนั้น หากต้องวิ่งออกไปในทุ่งร้างยามค่ำคืน สิ่งมีชีวิตกลายพันธุ์ก็จะเป็นปัญหาใหญ่
ขณะที่จางถัวไห่กำลังจะสังเกตต่อ ชายหมวกลายเสือดาวก็หยิบโทรโข่งขึ้นมาแล้วตะโกนเสียงดัง
“ลามอน ในที่สุดฉันก็หาแกเจอ ไม่คิดเลยว่าแม่ทัพลามอนแห่งกองทัพเกราะแดง จะมาหลบอยู่ในกองขยะเช่นนี้” ชายหมวกลายเสือดาวตะโกน
“มองโบโต เลิกพูดมาก บอกมาดีกว่าว่าแกต้องการอะไร วันนี้ฉันจะล้างแค้นแทนพี่น้องที่ตายไปของฉัน” ลามอนตะโกนตอบ
“ฮ่า ๆ ๆ ลามอน ความแค้นระหว่างเราขอพักไว้ก่อน ยังมีอีกคนหนึ่งมาหาแก จัดการเรื่องนี้ก่อนแล้วค่อยว่ากัน” มองโบโตพูดพลางหันไปหายาซันข้างกาย “คุณยาซัน ถึงตาคุณแล้ว”
“ดี” ยาซันลุกขึ้นก่อนถอดหมวกออกแล้วพูดกับลามอนว่า “ลามอน ไม่คิดเลยว่าเราจะได้พบกันอีก คุณหนูลิลิธฝากฉันมาทักทายนาย”
“เป็นแกเอง ยาซัน!” สีหน้าของลามอนเปลี่ยนไปทันที
เห็นได้ชัดว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากล
“หืม? ดูเหมือนจะมีเรื่องอะไรกันอยู่นะ?” จางถัวไห่เลิกคิ้ว
ถ้าไม่ใช่เพราะบรรยากาศตึงเครียดราวกับดาบชักออกจากฝัก เขาแทบอยากคว้าเมล็ดแตงออกมานั่งดูเรื่องราวแบบคนดูละคร
“ลามอน จะให้ฉันไปจับนายด้วยตัวเอง หรือนายจะไปขอรับโทษกับคุณหนูลิลิธด้วยตัวเอง?”
ยาซันพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา
สีหน้าของลามอนเปลี่ยนไปหลายครั้ง สุดท้ายเขากัดฟันแล้วพูดว่า “ขอโทษด้วย ยาซัน ฉันจะหาโอกาสไปสารภาพผิดต่อคุณหนูลิลิธด้วยตัวเองแน่นอน แต่ฉันกับมองโบโตเป็นศัตรูกัน ฉันไม่อาจทอดทิ้งลูกน้องของฉันได้ หลังจากเรื่องที่นี่จบลง ฉันจะไปขอรับโทษเอง”
“หึ!” เมื่อยาซันได้ยินคำพูดของลามอน สีหน้าก็เย็นชาลงทันที
“ดี ดีมาก ในเมื่อแกไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงแบบนี้ งั้นฉันจะลงมือเอง”
ยาซันพูดพลางถอดเสื้อคลุมออก เตรียมจะลงมือ
“คุณยาซัน อย่าเพิ่งรีบร้อน ฉันจะให้คนพาลามอนมาส่งถึงหน้าคุณเอง ไม่อย่างนั้นจะเรียกว่าฉันแสดงความจริงใจได้อย่างไร?” มองโบโตพูดด้วยรอยยิ้ม
“โอ้? ถ้าอย่างนั้นฉันจะรอดู” ยาซันคิดเล็กน้อยแล้วถอยหลังไปครึ่งก้าว
“คุณหนูนกพิราบ รีบพาลามอนมาหาฉันเดี๋ยวนี้ เอามาขอโทษคุณยาซัน!” มองโบโตตะโกนผ่านโทรโข่ง
“ไอ้โง่นี่” จิลด่าอยู่ในใจ
คำพูดของมองโบโตประโยคนั้นเท่ากับเป็นการขายเธอทิ้งโดยตรง
เดิมทีเธอวางแผนจะลงมือในจังหวะสำคัญ โดยจะจับลามอนเพื่อสร้างความโกลาหล แล้วประสานกับกองกำลังด้านนอกบุกยึดค่ายในคราวเดียว แต่ตอนนี้เธอทำได้เพียงลงมือก่อนกำหนด
เธอดึงปืนพกจากเอวออกมาอย่างรวดเร็วแล้วจ่อไปที่ศีรษะของลามอน “ขอโทษด้วย ลามอน นายต้องไปกับฉันสักหน่อยแล้ว”