โรงงานใต้ดิน

“จรวด? หรือว่าขีปนาวุธ?” จางถัวไห่มองสิ่งนั้นอย่างเหม่อลอย

ภายในหลุมมีวัตถุคล้ายจรวดตั้งตระหง่านอยู่บนแท่นปล่อย มันสูงราวเจ็ดถึงแปดเมตร เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณหนึ่งเมตร ตัวทั้งลำเป็นสีเงินขาว

002 ลุกขึ้นยืนแล้ว ชูเลื่อยไฟฟ้าออกมา ดูเหมือนกำลังจะรีไซเคิลจรวดลำนั้น

“หยุดเดี๋ยวนี้! ห้ามแตะต้องเด็ดขาด!”

จางถัวไห่รีบห้าม 002 จากพฤติกรรมอันตรายอย่างการใช้เลื่อยตัดหลอดไฟ

ใครจะไปรู้ว่าข้างในจรวดลำนี้มีหัวรบหรือไม่ และยังมีพลังส่งเหลืออยู่เท่าไร

ถ้ายังไม่หมดอายุ แล้วโดน 002 ทำระเบิดขึ้นมา พื้นที่แถบนี้คงได้กระเด็นขึ้นฟ้าทั้งหมด

ขณะเดียวกันจางถัวไห่ก็เริ่มสนใจจรวดลำนี้ขึ้นมา

จากความรู้ที่เขาเคยเรียนมา หลุมปล่อยจรวดไม่น่าจะตั้งอยู่โดดเดี่ยว ต้องมีสิ่งปลูกสร้างสำหรับซ่อมบำรุงอยู่ร่วมกัน หรืออาจถึงขั้นเป็นฐานทัพหรือศูนย์วิจัยทั้งแห่ง

ในเมื่อจรวดลำนี้ยังถูกเก็บรักษาไว้อย่างสมบูรณ์ แล้วของอย่างอื่นในฐานทัพจะเป็นแบบเดียวกันหรือไม่

ถ้าเก็บของที่ยังใช้งานได้มาสักหนึ่งสองชิ้น เขาก็อาจรวยขึ้นมาทันที

อีกทั้งดูจากรูปลักษณ์ของจรวดลำนี้ มันไม่มีสไตล์สตีมพังก์เลยแม้แต่น้อย อาจเป็นของที่ผลิตก่อนสงครามจะปะทุขึ้นและอาจได้เทคโนโลยีหรืออุปกรณ์จากยุคก่อนสงครามมาด้วย

จางถัวไห่สั่งให้เสี่ยวอายขับรถเข้ามา จากนั้นนำตาข่ายกันแดดมาผูกเป็นเชือกหย่อนลงไปถึงก้นหลุม แล้วเขาก็สะพายปืนเล็กยาวจู่โจมกับพกระเบิดต่อต้านรถถังปีนลงไปด้านล่างด้วยตัวเอง

เป็นไปตามที่เขาคาดไว้ บนผนังด้านข้างของหลุมปล่อยจรวดมีประตูโลหะบานหนึ่ง ขนาดน่าจะใช้สำหรับขนส่งจรวด เพียงแต่ตอนนี้มันถูกปิดอยู่

“002 รื้อประตูบานนี้ให้ฉัน” จางถัวไห่ออกคำสั่งกับ 002

“รับคำสั่ง” 002 เล็งเลื่อยไฟฟ้าไปที่ประตูโลหะ

ไม่นานประตูโลหะก็ถูก 002 รื้อออก เผยให้เห็นอุโมงค์โลหะด้านหลัง

บนเพดานอุโมงค์ยังมีโคมไฟอยู่บ้าง แต่ตอนนี้ดับหมดแล้ว

จางถัวไห่เปิดไฟฉายแสงแรงแล้วเดินเข้าไป

อุโมงค์ไม่ยาวมาก แค่ประมาณสิบเมตรเท่านั้น และที่ปลายอุโมงค์ยังมีประตูโลหะอีกบานหนึ่ง

เมื่อรื้อประตูโลหะบานนี้ออกตามวิธีเดิม พื้นที่ก็เปิดโล่งทันที พื้นที่ใต้ดินขนาดมหึมาปรากฏขึ้นต่อหน้าจางถัวไห่

พื้นที่ใต้ดินมีขนาดเท่ากับสนามฟุตบอลสองสนาม มันเต็มไปด้วยสายการผลิตเรียงรายไปทั่ว

บนสายการผลิตยังมีชิ้นส่วนที่ยังไม่เสร็จ พื้นก็รกระเกะระกะไปหมด มีของกระจัดกระจายอยู่ทั่ว จางถัวไห่ถึงกับเห็นรองเท้าหนังข้างเดียวอยู่หนึ่งข้าง

จางถัวไห่คาดว่าคนที่นี่ต้องอพยพออกไปอย่างเร่งรีบมาก ไม่เช่นนั้นคงไม่ทิ้งสภาพไว้แบบนี้

มองดูชิ้นส่วนที่ยังไม่เสร็จบนสายการผลิต จางถัวไห่คาดว่านี่น่าจะเป็นสายการผลิตจรวด และจรวดที่อยู่ด้านนอกก็น่าจะถูกผลิตจากโรงงานแห่งนี้

จางถัวไห่ตรวจดูโรงงานไปรอบหนึ่งและพบว่าบนพื้นเต็มไปด้วยวัสดุหลากหลายชนิด แถมในมุมหนึ่งเขายังพบวัตถุดิบแท่งโลหะกองพะเนิน

การค้นพบนี้ทำให้จางถัวไห่ตื่นเต้นมาก เขารีบสั่งให้ 002 ขนแท่งโลหะเหล่านี้ออกไปทันที

ส่วนตัวเขาเองก็พบประตูไม้บานหนึ่งอยู่ตรงมุม

จางถัวไห่ผลักประตูไม้เข้าไปและพบว่าเป็นห้องวิจัย ภายในเต็มไปด้วยเอกสารต่างๆ

จางถัวไห่เปิดอ่านคร่าวๆ ก็พอจะยืนยันได้ว่าเป็นวิธีการผลิตจรวดลำนี้ รวมถึงค่าพารามิเตอร์และข้อมูลต่างๆ

ส่วนอย่างอื่นนั้นเขาอ่านไม่เข้าใจเลย

ตัวอักษรในเอกสารทุกตัวเขารู้จัก แต่พอรวมกันเป็นเนื้อหาแล้ว เขากลับอ่านไม่รู้เรื่อง

“เอกสารเชิงเทคนิคเพียวๆ แบบนี้จะมีประโยชน์อะไร” จางถัวไห่มองเอกสารเต็มตู้แล้วเกาศีรษะ

ถ้าเป็นพิมพ์เขียว เขายังเอาไปใช้ได้ทันที แต่ถ้าเป็นเอกสาร เขาอ่านไม่เข้าใจเลย แล้วแบบนี้จะมีประโยชน์อะไร

“เดี๋ยวก่อน!” ภาพของใครบางคนผุดขึ้นมาในหัวของจางถัวไห่

“ลิลิธอาจจะชอบ”

เธอเป็นสายเทคโนโลยี ชอบเรียกตัวเองว่าด็อกเตอร์และชอบวาดพิมพ์เขียวต่างๆ แสดงให้เห็นว่าเป็นคนที่หลงใหลงานวิจัยอย่างมาก เอกสารจากยุคก่อนสงครามแบบนี้ เธออาจจะชอบก็ได้

เขายังสามารถใช้เอกสารเหล่านี้เพิ่มค่าความชอบของลิลิธได้อีกด้วย

อย่างแย่ที่สุดก็น่าจะแลกพิมพ์เขียวมาได้สักหลายแผ่น

“เอาตามนี้แหละ!”

จางถัวไห่ตัดสินใจแน่วแน่แล้วเริ่มจัดระเบียบและแพ็กเอกสารเหล่านี้ทันที

ทั้งห้องถูกจางถัวไห่กวาดเกลี้ยง ไม่เหลือแม้แต่กระดาษที่มีตัวอักษรสักแผ่น

หลังจากขนเอกสารขึ้นไปแล้ว จางถัวไห่ก็คิดอีกนิด ก่อนจะนำชิ้นงานกึ่งสำเร็จบนสายการผลิตทั้งหมดไปแปรเป็นแท่งโลหะแล้วขนออกไปด้วย

ส่วนเครื่องจักรเหล่านั้น เขาปล่อยทิ้งไว้

เขาวางแผนจะปิดผนึกสถานที่แห่งนี้ไว้ก่อน อนาคตอาจได้ใช้ประโยชน์

อย่างไรตอนนี้เขาก็ไม่ขาดแท่งโลหะแล้ว จะเก็บเครื่องจักรพวกนี้หรือไม่ก็ไม่ได้มีความหมายอะไรมาก

ส่วนจรวดลำนั้นจางถัวไห่ก็ปล่อยทิ้งไว้ที่เดิม

ถ้าลิลิธสนใจ สถานที่แห่งนี้ก็สามารถใช้เป็นเงื่อนไขในการแลกเปลี่ยนได้

หลังจากขนทรัพยากรทั้งหมดขึ้นไปแล้ว จางถัวไห่ก็ปีนออกจากหลุมปล่อย เขาหาแผ่นเหล็กขนาดใหญ่มาปิดฝาที่ชำรุด จากนั้นก็เอาขยะที่เหลือมากองทับด้านบนเพื่ออำพราง

ตราบใดที่ไม่มีใครว่างจัดไปเคลียร์กองขยะ ก็จะไม่มีใครรู้ว่าด้านล่างยังมีโรงงานใต้ดินซ่อนอยู่

เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว จางถัวไห่ก็เริ่มศึกษาภาพแผนที่ที่ได้มาจากมองโบโต

ตอนนี้เขาไปเมืองหินเทาไม่ได้แน่นอน

รถของเขาก่อเรื่องใหญ่ในโรงงานรถถังไอน้ำไปแล้ว มันต้องถูกบันทึกภาพไว้แน่ หากถูกพบเข้า ปืนใหญ่น่าจะยิงใส่ทันที

จางถัวไห่มองหาเป้าหมายอื่นบนแผนที่

บนแผนที่ มองโบโตทำเครื่องหมายหมู่บ้านเล็กๆ ไว้กว่าสิบแห่ง ซึ่งน่าจะเป็นหมู่บ้านบริวารของเมืองหินเทา

เพื่อความปลอดภัย จางถัวไห่ตัดสินใจหลีกเลี่ยงหมู่บ้านเหล่านี้เพื่อจะได้ไม่เปิดเผยร่องรอยและถูกคนของเมืองหินเทาไล่ล่า

“แล้วควรไปที่ไหนกันดี”

จางถัวไห่มองแผนที่อย่างละเอียด

ทันใดนั้น จางถัวไห่ก็พบเมืองหนึ่งที่ขอบแผนที่ — เมืองหอคอยคู่

เมื่อจากแผนที่แล้ว เมืองหอคอยคู่น่าจะเป็นเมืองที่ใหญ่กว่าเมืองหินเทาด้วยซ้ำ และอยู่ห่างจากเมืองหินเทามาก

“ที่นี่น่าจะพ้นจากอิทธิพลของเมืองหินเทาได้แล้วล่ะมั้ง”

จางถัวไห่ตัดสินใจไปเมืองหอคอยคู่

หากเมืองหอคอยคู่เป็นศัตรูกับเมืองหินเทา เขาอาจจะเข้าร่วมกับฝ่ายเมืองหอคอยคู่แล้วรวมกำลังโต้กลับเมืองหินเทาก็เป็นได้

“เสี่ยวอาย มุ่งหน้าไปเมืองหอคอยคู่!” จางถัวไห่กล่าว

“เข้าใจแล้ว!” เสี่ยวอายขับรถมุ่งหน้าไปทางเมืองหอคอยคู่

ด้วยมีแผนที่อยู่ในมือ จางถัวไห่จึงไม่คิดจะใช้ถนนใหญ่ เพราะมันอ้อมไกลกว่า เสียทั้งเวลาและน้ำมันจำนวนมาก

จางถัวไห่วางแผนจะวิ่งเป็นเส้นตรง ตัดผ่านแดนรกร้างไปถึงเมืองหอคอยคู่โดยตรง

อย่างไรเสียเขาก็มีตะเกียงขับไล่ ทำให้ไม่ต้องกลัวพวกสิ่งมีชีวิตกลายพันธุ์

แม้จะเจอเส้นทางที่ผ่านไม่ได้ก็ยังสามารถใช้บอลลูนบินข้ามไปได้

เมื่อตัดสินใจแล้วจางถัวไห่ก็ขับรถเข้าสู่แดนรกร้าง

ทว่าหลังจากเดินทางไปได้ราวหนึ่งชั่วโมง จางถัวไห่ก็พบว่าเบื้องหน้ามีแค่โอเอซิสผืนหนึ่งปรากฏขึ้น

ตอนก่อน

จบบทที่ โรงงานใต้ดิน

ตอนถัดไป