รับบทเรือเหาะคิรอฟชั่วคราว

“โอเอซิส?” จางถัวไห่ใจเต้นขึ้นมา

บนผืนดินรกร้างแห่งนี้ การมีโอเอซิสย่อมหมายถึงอารยธรรมและชุมชน

“หรือจะเป็นแผนที่ลับ?” จางถัวไห่ตัดสินใจเข้าไปดู

แต่จะขับเข้าไปโต้งๆ แบบนั้นย่อมไม่ได้ จางถัวไห่จึงเปิดเครื่องสร้างหมอมาคลุมรถของตนไว้ด้วยหมอกแล้วค่อยๆ เคลื่อนเข้าไปหาโอเอซิส

อย่างไรเสียที่นี่ก็เป็นแดนรกร้าง มีกลุ่มหมอกปริศนาสักก้อนคงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร

ตราบใดที่ไม่มีใครหาเรื่องเข้ามาตรวจสอบก็จะไม่เปิดโปงจางถัวไห่

เมื่ออยู่ห่างจากโอเอซิสราวสองกิโลเมตร จางถัวไห่ก็หยุดรถแล้วสังเกตการณ์อย่างละเอียด

เขาพบว่าโดยรอบโอเอซิสมีการสร้างกำแพงสูง ด้านบนมีลวดหนามและหอคอยยาม อีกทั้งยังมีทหารติดอาวุธครบมือออกลาดตระเวน เห็นชัดว่าเป็นฐานที่ค่อนข้างสมบูรณ์

“ที่นี่มันที่ไหนกันแน่?” จางถัวไห่เตรียมจะไปสืบให้รู้เรื่อง

แต่เขาตัวใหญ่ขนาดนี้ ถ้าเข้าไปเองย่อมถูกพบแน่นอน

ใครตัวเล็กๆ ที่ไม่สะดุดตาบ้างล่ะ?

จางถัวไห่คิดไปคิดมาก็หันไปมองหวังไฉ่

“งั้นนายไปดูหน่อยไหม?” จางถัวไห่ถามหวังไฉ่

“ไม่! แถวนี้โล่งเกินไป ไม่มีที่กำบัง ถ้าฉันไปต้องถูกเห็นแน่ แถมกำแพงก็สูง ด้านบนยังมีลวดหนาม ฉันปีนไม่ไหว” หวังไฉ่ทำหน้าลำบากใจพลางพูด

“แล้วใครไปได้ล่ะ?” จางถัวไห่ถาม

“ฉันว่าโบลี่น่าจะได้ มันบินได้ ข้ามกำแพงสูงได้ และไม่น่าจะสะดุดตา” หวังไฉ่คิดแล้วตอบ

“ฟังดูใช้ได้” จางถัวไห่เห็นด้วย

เขาลงจากรถไปหาจ้าวหว่านหว่านเพื่อคุยเรื่องนี้

จ้าวหว่านหว่านตอบตกลงอย่างไม่ลังเล

“ไม่คิดเลยว่าเจ้านี่ที่แอบขโมยถั่วกินทุกวันจะพอมีประโยชน์อยู่บ้าง” จ้าวหว่านหว่านวางโบลี่ไว้บนแขน “ไปสำรวจสถานการณ์ในค่ายมาให้ชัดเจน”

“มีถั่วให้กินไหม?” โบลี่ย้อนถาม

“ถ้าไม่ไปก็จะไม่มีถั่วกินตลอดไป” จ้าวหว่านหว่านพูดยิ้มๆ

“ก็ได้ ฉันเข้าใจแล้ว ผู้หญิงใจร้าย” โบลี่พูดอย่างไม่เต็มใจก่อนจะบินขึ้นไปมุ่งหน้าสู่ค่าย

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะไม่มีสิ่งมีชีวิตกลายพันธุ์ที่บินได้หรือไม่ ยามบนหอคอยไม่มีใครมองขึ้นฟ้าเลย ทุกคนจดจ่อเฝ้าระวังพื้นดินด้านนอก จนไม่มีใครสังเกตว่านกแก้วมาคอว์ตัวหนึ่งแอบบินเข้าไปในค่ายอย่างเงียบๆ

จางถัวไห่ยืนรออยู่ข้างรถ ส่วนจ้าวหว่านหว่านก็ชะเง้อมองไปทางค่ายด้วยความกังวล

“มันจะไม่ถูกพบใช่ไหม?” จ้าวหว่านหว่านจับแขนจางถัวไห่แล้วถาม

“นี่เป็นครั้งที่เจ็ดแล้วที่เธอถามแบบนี้” จางถัวไห่พูดอย่างจนใจ “ปกติเธอไม่ใช่ชอบบ่นมันหรอกเหรอ ทำไมตอนนี้ถึงห่วงขนาดนี้?”

“อย่าพูดมาก มันจะไม่เป็นไรใช่ไหม?” จ้าวหว่านหว่านเหลือบมองจางถัวไห่แล้วพูด

“สบายใจได้ อีกห้านาที ถ้ายังไม่มีความเคลื่อนไหว ฉันจะไปช่วยมันแบบติดอาวุธ แบบนี้พอไหม?” จางถัวไห่พูดอย่างจนใจเล็กน้อย

“ก็ได้ งั้นจะรออีกห้านาที” จ้าวหว่านหว่านประสานมือแนบอกแล้วพูด

ยังไม่ทันขาดคำนกแก้วมาคอว์ตัวหนึ่งก็บินออกมาจากค่าย ดูท่าทางค่อนข้างทุลักทุเล มันบินขึ้นไปสูงหลายสิบเมตรก่อนจะวนกลับ แล้วบินเข้ามายังกลุ่มหมอกที่จางถัวไห่อยู่

“เป็นยังไงบ้าง ไม่บาดเจ็บใช่ไหม?” จ้าวหว่านหว่านรับโบลี่ที่ร่อนลงมาแล้วตรวจร่างกายอย่างละเอียด ดูว่ามีบาดแผลหรือไม่

“ผู้หญิงโง่ ขนฉันเพิ่งจัดเรียงเรียบร้อย!” โบลี่ต่อต้านอย่างชัดเจน มันดิ้นไม่หยุด

แต่มันจะหนีจากกรงเล็บมารของจ้าวหว่านหว่านได้อย่างไร

จ้าวหว่านหว่านตรวจซ้ำถึงสามรอบจนมั่นใจว่าโบลี่ไม่บาดเจ็บแม้แต่น้อย ถึงจะปล่อยมัน

“ข้างในเป็นยังไงบ้าง?” จางถัวไห่ถาม

“ข้างในเป็นค่าย ตรงกลางมีทะเลสาบ รอบๆ มีต้นไม้กับบ้านหลายหลัง มีห้องหนึ่งเหมือนกรงเหล็ก ใช้ขังสัตว์สองขาจำนวนมาก แถมยังเป็นเพศเมียทั้งหมด”

“ในค่ายมีรถจอดอยู่ราวสามสิบกว่าคัน มีทั้งสองล้อและสี่ล้อ แถมยังมีคันหนึ่งที่มีท่อใหญ่ๆ อยู่ด้านบน แต่เป็นแบบเปิดโล่ง”

“สัตว์สองขาเพศผู้มีราวสามสิบกว่าตัว ทุกคนมีอาวุธ”

“บ้านทางด้านใต้เป็นครัว มีสัตว์สองขาสองตัวกำลังชำแหละศพสัตว์สองขาอีกตัว เหมือนจะทำเป็นเนื้อแห้ง ในโรงตากแห้งข้างๆ มีเนื้อแขวนไว้เยอะเลย”

โบลี่พูดติดๆ ขัดๆ

“งั้นก็คือค่ายของพวกปล้นสะดมสินะ?”

พอฟังคำบรรยายของโบลี่ จางถัวไห่ก็คิดแผนในใจ

ทาสหญิง มอเตอร์ไซค์ การกินเนื้อมนุษย์ แทบจะเป็นลักษณะประจำของพวกปล้นสะดม

ถึงไม่ใช่พวกปล้นสะดมก็คงไม่ใช่คนดีอะไร

ปกติถ้าไม่เจอก็ทำอะไรไม่ได้ แต่ตอนนี้เจอเข้าแล้ว เขาจะนั่งดูเฉยๆ ต่อไปไม่ได้

พอดีตอนนี้เขามีอุปกรณ์ใหม่ จึงได้ใช้พวกปล้นสะดมพวกนี้ทดลองยุทธวิธีใหม่เสียเลย

“หว่านหว่าน เธออยู่ที่นี่ โบลี่ขึ้นรถมากับฉัน ทำหน้าที่เป็นไกด์หน่อย”

หลังแบ่งหน้าที่เสร็จ จางถัวไห่ก็เปิดบอลลูนลมร้อนยกรถรบทหารราบขึ้นสู่ท้องฟ้าแล้วบินมุ่งหน้าไปยังค่าย

เพราะจางถัวไห่ยังเปิดเครื่องสร้างหมอกอยู่ ภาพที่เห็นจึงเหมือนเมฆผืนใหญ่ที่ลอยต่ำมาก

คนบนหอคอยก็เห็นหมอกผืนนี้เช่นกัน แต่หมอกนี้นอกจากลอยต่ำไปหน่อยแล้วก็แทบไม่มีอะไรผิดปกติ

ยิ่งไปกว่านั้น ในโลกเสื่อมสลายนี้ เรื่องแปลกๆ มีให้เห็นมากมาย เรื่องที่แปลกกว่านี้ยังมีเลย แล้วเมฆที่ลอยต่ำหน่อยจะนับเป็นอะไร

ยามเหล่านั้นมองอยู่ไม่กี่ครั้งก็หมดความสนใจแล้วหันไปเฝ้าดูที่อื่นต่อ

กลุ่มเมฆค่อยๆ ลอยมาถึงเหนือค่าย

“ตรงนี้คือครัว ตรงนี้คือคลังสินค้า ตรงนี้เป็นที่ตั้งกรงเหล็ก ตรงนี้คือค่ายทหาร…”

โบลี่ชี้ตำแหน่งต่างๆ ตามผังทั้งค่ายที่แสดงอยู่บนจอ

“รับทราบ”

จางถัวไห่เข้าใจผังของค่ายแล้ว

“เสี่ยวอาย ใช้ปืนกลไอน้ำจัดการยามบนหอคอย ใช้ระเบิดต่อต้านรถถังจัดการระเบิดค่ายทหาร ใช้วิธีจู่โจมสายฟ้าฟาดกำจัดพวกมัน อย่าให้มีโอกาสตอบโต้แม้แต่น้อย”

“เข้าใจแล้ว!”

เสี่ยวอายควบคุมรถรบทหารราบให้ลอยไปอยู่ตรงเหนือค่ายทหารพอดี จากนั้นก็ยื่นแขนกลออกมาสิบหกแขน

แขนกลสี่แขนถือปืนกลไอน้ำเล็งไปยังหอคอยทั้งสี่

แขนที่เหลือแต่ละแขนหนีบระเบิดต่อต้านรถถังไว้สี่ลูก

“ยิง!”

จางถัวไห่ออกคำสั่ง

ปัง ปัง ปัง ตูม ตูม!

ปืนกลไอน้ำคำรามขึ้น

ระเบิดต่อต้านรถถังร่วงลงมาอย่างรวดเร็ว

ค่ายทหารทั้งแห่งถูกระเบิดต่อต้านรถถังทั้ง 48 ลูกที่ระเบิดพร้อมกัน

ตอนก่อน

จบบทที่ รับบทเรือเหาะคิรอฟชั่วคราว

ตอนถัดไป