ลบเมืองหินขาวออกจากแผนที่
“นี่มันอะไรกัน…” ซูฉีมองทุกอย่างตรงหน้าด้วยความไม่อยากเชื่อ
“หลบเร็ว!”
ซูมู่กดปุ่มหนึ่งทันที ทันใดนั้นตาข่ายพรางตัวก็เด้งออกมาคลุมรถจนมิด
บนตาข่ายพรางตัวเต็มไปด้วยหญ้ารก ทำให้รถกลมกลืนเป็นเนื้อเดียวกับสภาพแวดล้อม รอบ ๆ มองจากไกล ๆ ลงมา แทบไม่ต่างจากเนินดินเล็ก ๆ ธรรมดาเลย
ตอนนี้กองเรือเหาะคิรอฟขนาดมหึมาได้มาถึงเหนือเมืองหินขาวแล้ว ราวกับเมฆดำทมึนที่กดทับจนหายใจไม่ออก
“คุณหนูจิล ต้องการติดต่อพูดคุยกับท่านเมลเลอร์ เจ้าเมืองเมืองหินขาวก่อนไหม?” นายทหารรองข้าง ๆ ถาม
“ฮึ พอตอนที่ปืนใหญ่ของป้อมไอน้ำพวกมันจ่อหัวฉัน มันเคยนึกอยากโทรมาคุยกับฉันบ้างไหมล่ะ?” ดวงตาของจิลเต็มไปด้วยโทสะ “ส่งคำสั่งลงไป จัดรูปขบวนโจมตี ฉันจะลบเมืองหินขาวออกจากแผนที่!”
“แต่ว่า…” นายทหารรองยังอยากจะพูดอะไรต่อ
จิลชักปืนพกไอน้ำขึ้นมาจ่อหัวเขาแล้ว “ฉันไม่อยากสั่งซ้ำ”
“เข้าใจแล้ว! จัดรูปขบวนโจมตีทันที ลบเมืองหินขาวออกจากแผนที่!” นายทหารรองรีบยืนตรงแล้วทวนคำสั่งของจิลอีกครั้ง
“งั้นก็ไปทำซะ”
จิลแค่นเสียงเย็นชาแล้วเก็บปืนพกไอน้ำกลับ
นายทหารรองถอนหายใจโล่งอกแล้วรีบไปถ่ายทอดคำสั่ง
ไม่นานกองเรือเหาะขนาดมหึมาก็กระจายตัว พวกเขาจัดเป็นรูปขบวนโจมตีครอบคลุมทุกพื้นที่ของเมืองหินขาว
ทหารดูแลเมืองของเมืองหินขาวต่างมองสิ่งมหึมาบนท้องฟ้าด้วยความตะลึงงัน
พวกเขาเคยวางแผนรับมือไว้มากมายและคาดการณ์รูปแบบการโจมตีสารพัดแบบ พวกเขาถึงขั้นคาดไว้แล้วด้วยซ้ำว่ากำแพงและเขตเมืองอาจถูกยึด แต่กลับไม่เคยคาดถึงสถานการณ์แบบนี้เลย
แต่ศัตรูกลับโจมตีมาจากฟ้า หรือว่าพวกมันฟื้นฟูเทคโนโลยีก่อนสงครามกลับมาแล้ว?
ศัตรูบนฟ้าควรรับมือยังไง?
ทหารด้านล่างสับสนทำอะไรไม่ถูก
ชาวเมืองยิ่งตกใจจนแตกตื่นวิ่งหนีกระจัดกระจาย พวกเขาต่างวิ่งหลบเข้าไปในอาคารที่ใกล้ที่สุด
“เริ่มโจมตี!” จิลออกคำสั่ง
ฟิ้ว ฟิ้ว ฟิ้ว!
เรือเหาะแต่ละลำเปิดคลังลูกระเบิด ระเบิดอากาศยานหนักด้านในร่วงลงสู่พื้นราวกับห่าฝน
ตู้ม ครืน! ตู้ม ครืน!
ทุกครั้งที่ระเบิดอากาศยานหนักระเบิด พื้นดินจะเกิดหลุมระเบิดเส้นผ่านศูนย์กลางสิบเมตร ทุกสิ่งภายในรัศมีถูกทำลายหมด แม้แต่บังเกอร์โลหะที่แข็งแกร่งก็ไม่รอด
เปลวไฟสีส้มแดงพุ่งขึ้นจากพื้นเป็นสาย ๆ พื้นที่ภายในเมืองเริ่มถูกทำลายจนสิ้นซาก
เรือเหาะค่อย ๆ บินไปข้างหน้าและโปรยระเบิดที่บรรทุกมาอย่างสม่ำเสมอไปทั่วทุกมุมเมือง
ปืนใหญ่บนเรือเหาะก็เริ่มสำแดงฤทธิ์ พวกมันเน้นยิงเป้าหมายที่ระเบิดอากาศยานหนักพลาดไป
ยี่สิบนาทีต่อมา การโจมตีก็หยุดลง
ตอนนี้เมืองหินขาวเปลี่ยนสภาพไปอย่างสิ้นเชิง กำแพงเมืองที่เคยสูงตระหง่าน บัดนี้กลายเป็นซากพังทลาย
ถนนที่เคยกว้าง บ้านเรือนที่เคยเป็นระเบียบ กลายเป็นกองซากปรักหักพังเต็มพื้น
ปืนใหญ่ยักษ์ที่ตั้งตระหง่านบนภูเขาหินขาว ลำกล้องใหญ่ถึงหนึ่งเมตรถูกระเบิดจนหักเป็นสามท่อน
ป้อมไอน้ำที่ประจำการตามจุดยุทธศาสตร์ยิ่งถูกจิล “ดูแลเป็นพิเศษ” ป้อมไอน้ำทั้งหมดถูกระเบิดจนแหลกเป็นชิ้น ๆ ไม่มีคันไหนสมบูรณ์
ทั้งเมืองกลายเป็นนรกบนดิน ทุกที่มีแต่ซากพังทลาย ทุกที่มีแต่ศพแตกกระจัดกระจาย
“คุณหนูจิล ระเบิดอากาศยานของเราหมดแล้ว กระสุนปืนใหญ่ก็ยิงจนเกลี้ยงแล้ว ท่านว่า…?” นายทหารรองถามอย่างหวาด ๆ
“ฮึ ถอนกำลัง กลับป้อมแดง” จิลพูดเสียงเย็น
“รับทราบ! จัดขบวน กลับป้อมแดง!” นายทหารรองส่งสัญญาณธง
เรือเหาะจำนวนมากจัดเป็นขบวนบินอีกครั้งแล้วหันหัวมุ่งหน้าสู่ป้อมแดง
จนกระทั่งบนฟ้ามองไม่เห็นเงาเรือเหาะแล้ว ฝาท่อระบายน้ำอันหนึ่งในเมืองหินขาวก็ถูกดันเปิด ก่อนที่หนวดสีชมพูเส้นหนึ่งจะยื่นออกมาจากข้างใน
บนหนวดนั้นมีดวงตาเล็กใหญ่ขึ้นอยู่มากมาย ดวงตาเหล่านั้นกวาดมองรอบ ๆ อย่างระแวดระวัง
หลังผ่านไปสักพัก เมื่อยืนยันว่าไม่มีอันตรายแล้ว หนวดหลายเส้นก็ยื่นออกมาจากท่อและระดมงัดโลหะรอบ ๆ ให้แยกออกเพื่อขยายปากทางให้กว้างขึ้น จากนั้นรถออฟโรดหกล้อระดับสามคันหนึ่งก็คลานออกมาจากท่อระบายน้ำ
“ในที่สุดก็ไปสักที…ตกใจแทบตาย” หลี่เฟยหยูมองซากพังทลายรอบ ๆ ด้วยอาการหวาดผวาไม่หาย
ถ้าไม่ใช่เพราะจางถัวไห่เตือนให้เธอหลบลงท่อระบายน้ำก่อนล่วงหน้า ป่านนี้เธอคงถูกระเบิดจนเป็นเนื้อเละไปแล้ว
“เทคโนโลยีนี่มันโหดจริง ๆ ก่อนที่พลังของฉันจะถึงระดับหนึ่ง ห้ามปะทะซึ่ง ๆ หน้า” หลี่เฟยหยูคิดในใจเงียบ ๆ
“แล้วก็พี่จางด้วย ถ้าไม่ใช่เขาเตือน ฉันก็คงกลายเป็นเศษเนื้อเกลื่อนพื้นไปแล้ว ต้องรักษาความสัมพันธ์นี้ไว้ให้ดี แต่จะส่งอะไรไปขอบคุณดีนะ?” หลี่เฟยหยูเท้าคางด้วยสองมือแล้วตกอยู่ในภวังค์
“กิน—กิน—”
หมึกยักษ์สีชมพูข้าง ๆ ส่งสัญญาณความอยากอย่างกระหาย
“กิน ๆ ๆ ทั้งวันรู้แต่จะกิน ไอ้ตัวไร้ประโยชน์เอ๊ย” หลี่เฟยหยูฟาดสันมือใส่หัวหมึกยักษ์สีชมพูทีหนึ่ง “แค่ปืนใหญ่ยังรับไม่ไหว แล้วฉันจะเก็บแกไว้ทำไม?”
หมึกยักษ์สีชมพูดูน้อยใจ มันจ้องหลี่เฟยหยูตาปริบ ๆ ในตาคล้ายมีน้ำตาคลอ
“ไป ๆ จำไว้นะ กินแต่พวกที่ตายแล้ว ห้ามกินพวกที่ยังมีชีวิต ได้ยินไหม?” หลี่เฟยหยูสั่ง
หมึกยักษ์สีชมพูดูตื่นเต้น มันสะบัดขาแปดข้างค้ำรถให้เดินไปในซากปรักหักพัง และก็มีบางครั้งที่ยัดเศษเนื้อทีละก้อนเข้าปาก
……
“พะ…พี่ นั่น…นั่นมันอะไรกัน” ซูฉีรู้สึกว่าทัศนคติที่มีต่อโลกแทบพังทลาย
เมื่อกี้ภาพระเบิดจากเรือเหาะก็ว่าน่ากลัวสุด ๆ แล้ว แต่หลังจากนั้นกลับมีสัตว์ประหลาดสีชมพูโผล่ออกมาจากซากเมืองอีก แถมดูเหมือนมันกำลังกินคนอยู่ด้วย
นี่มันโลกผีสางอะไรกันแน่?
“อาจจะเป็นสิ่งมีชีวิตกลายพันธุ์ระดับสุดยอดมั้ง แบบก็อดซิลล่าอะไรทำนองนั้น เราค่อย ๆ ไปเงียบ ๆ อย่าไปทำให้มันรู้ตัว”
ซูมู่เข้าเกียร์ถอยแล้วค่อย ๆ ถอยลงจากเนินอย่างเงียบเชียบ
ถึงซูฉีจะกลัวมาก แต่เธอก็ยังถ่ายรูปหนึ่งใบส่งให้จางถัวไห่
“พี่จาง ขอบคุณที่เตือนนะ ถ้าไม่ใช่เพราะพี่ พวกเราคงขับเข้าเมืองน่ากลัวนี่ไปแล้ว สรุปมันเป็นสัตว์ประหลาดอะไร ทำไมถึงไม่กลัวการโจมตีจากเรือเหาะเลย? ระเบิดตั้งเยอะแยะยังฆ่ามันไม่ตาย ถ้าพี่เจอเข้า พี่ก็ควรหลบให้ไกลเหมือนกันนะ”
“อ้อ แล้วนี่คือของขอบคุณส่วนตัวของฉัน”
พร้อมกับข้อความส่วนตัว ซูฉีส่งรูปมา 2 รูป รูปหนึ่งเป็นรูปสัตว์ประหลาดสีชมพูกำลังกินศพ อีกรูปเป็นรูปส่วนตัวของซูมู่
จางถัวไห่มองรูปที่ซูฉีส่งมาแล้วก็งงไปเหมือนกัน เขาจำได้ในพริบตาว่านี่คือรถของหลี่เฟยหยูคันนั้น
เพราะตอนนั้นภาพที่รถคันนี้เดินด้วยขาแปดข้างวิ่งเข้าลานจอดรถ มันแปลกประหลาดเกินไป จนอยากลืมก็ลืมไม่ลง
“หลี่เฟยหยูเก่งขึ้นขนาดนี้เลยเหรอ แม้แต่ระเบิดอากาศยานหนักก็เอาเธอไม่ลง? ดูท่าต้องกระชับความสัมพันธ์ให้แน่นขึ้นแล้ว” จางถัวไห่คิดในใจเงียบ ๆ
“เฮ้ สหาย นายเดาสิว่าฉันปล้นอะไรมา?”
ตอนนั้นเอง วลาดิมีร์ก็ส่งข้อความส่วนตัวมาอีก ดูท่าทางเขาจะตื่นเต้นมาก