กวาดล้างให้หมด

เกมระบุไว้อย่างชัดเจนว่าเป็นการ ‘ส่งสายลับ’ ไม่ใช่การดึงเข้าพวก ซื้อใจ หรืออย่างอื่น ดังนั้นคนๆ นี้ต้องไม่ใช่คนรู้จักของ เย่เฉิน หรือคนที่ เย่เฉิน เคยพบเจอมาก่อน

คนที่ เย่สยง ส่งมาแฝงตัว แปดส่วนก็คือคนที่ เย่เฉิน กำลังจะได้รู้จักในไม่ช้า

ในเมื่อ เย่ หวยหรง ได้ส่งคนมาแล้ว สายลับก็ต้องอยากมาอยู่ใกล้ตัวเขาให้ได้เร็วที่สุด คาดว่าสายลับคนนี้จะปรากฏตัวรอบๆ ตัวเขาในช่วงอนาคตอันใกล้นี้

แค่คอยสังเกตช่วงนี้สักหน่อย แล้วหาตัวสายลับคนนี้ออกมาก็พอ

เย่เฉิน คิดอย่างเยือกเย็นอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็พบว่าการที่ เย่สยง ส่งสายลับมาหาเขา อาจจะไม่ใช่เรื่องแย่ แต่กลับเป็นเรื่องที่ดีต่างหาก!!!

แน่นอน นั่นเป็นเพราะเกมเตือนเขาล่วงหน้า ทำให้เขารู้ว่ามีสายลับอยู่

เมื่อคิดได้ดังนั้น รอยยิ้มที่ซับซ้อนก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของ เย่เฉิน

แผนการค่อยๆ เริ่มก่อตัวขึ้นในหัวของเขา เมื่อเขารู้ว่าสายลับเป็นใคร เขาจะไม่เปิดโปงทันที แต่จะทำเหมือนเขาไม่รู้เรื่องอะไรเลย

เย่เฉิน คิดจะ ‘ย้อนศร’ กลอุบายของอีกฝ่าย!

บางที เขาอาจจะใช้สายลับคนนี้จัดการกับกลุ่มของ เย่ หวยหรง ให้สิ้นซาก ทำให้พวกมันหมดหนทางหลบหนีในคราวเดียว

ตราบใดที่เขาไม่เปิดเผยเรื่องสำคัญ หรือความลับแก่สายลับคนนี้ เขาก็จะไม่มีอันตรายใดๆ

เมื่อสายลับโผล่มา เขาก็แค่เผยเรื่องจริงเล็กๆ น้อยๆ ให้ฟัง เพื่อให้สายลับ และเย่สยง เชื่อว่าเขาไว้ใจได้จริงๆ

แล้วในช่วงเวลาสำคัญ เขาจะบอกข้อมูลเท็จแก่สายลับ แน่นอนว่าสายลับจะรายงานกลับไปที่ เย่สยง เมื่อนั้น เย่สยง และอาจรวมถึง เย่ หวยหรง ทั้งกลุ่มก็จะถูกเขาหลอกใช้จนเต้นไปตามเกมที่เขาวางไว้

อย่างไรก็ตาม แผน ‘ย้อนศร’ จะใช้ได้แค่ในช่วงเวลาสำคัญ ต้องระมัดระวังให้มาก เพราะหากถูกจับได้ว่าเป็นข้อมูลปลอม พวกมันจะรู้ทันทีว่าสายลับถูกเปิดโปงแล้ว

ในความเป็นจริง แม้ถึงจะถอยไปคิดอีกก้าว ต่อให้ เย่สยง ส่งสายลับมาฝังตัวได้สำเร็จ ก็คงไม่ได้มีผลอะไรมากนัก

เนื่องจากความลับสำคัญของ เย่เฉิน ไม่มีทางเปิดเผยให้ใครรู้เด็ดขาด

“การ์ดเตือนภัยแผนการร้าย นี่มันของดีจริงๆ”

เย่เฉิน พึมพำกับตัวเอง

[การ์ดเตือนภัยแผนการร้ายระดับกลาง] ถูกใช้ไปแล้วสองครั้ง หวังว่าครั้งหน้าเกมจะออกการ์ด [การ์ดเตือนภัยแผนการร้ายระดับสูง] มาให้ ซึ่งจะช่วย เย่เฉิน ได้มาก

หลังเก็บโทรศัพท์มือถือแล้ว เย่เฉิน ก็สตาร์ทรถขับออกไป

ในช่วงบ่ายของวันถัดมาไม่มีเรียน เย่เฉิน จึงขับรถไปยังโรงน้ำชาที่นัดกับ อู๋ เกาซาน ไว้

ส่วน อู๋ เกาซาน และหลานชายของเขา อู๋ ซิงโม่ ผู้ซึ่งเขาอ้างว่าเป็นอัจฉริยะด้านการออกแบบเกม ก็มารออยู่ที่หน้าโรงน้ำชาก่อนเวลาครึ่งชั่วโมงแล้ว

เวลาค่อยๆ ผ่านไป ขณะที่ทั้งสองรออยู่ รถ Rolls-Royce Ghost คันหนึ่งก็เคลื่อนตัวเข้ามาหยุดจอดหน้าโรงน้ำชาอย่างช้าๆ

เมื่อเห็นทะเบียนรถ Rolls-Royce Ghost คันนี้อย่างชัดเจน อู๋ เกาซาน ก็เผยสีหน้าขยะแขยงขึ้นมาทันที

ไอ้หมอนี่ก็มาด้วยเหรอ? หรือว่ามันรู้ข่าวแล้ว?!

อู๋ เกาซาน เริ่มระแวดระวังขึ้นมาทันที

ระหว่างที่ อู๋ เกาซาน กำลังครุ่นคิดอยู่ คนขับรถก็ลงมาเปิดประตูรถอย่างนอบน้อม ชายหัวโล้นคนหนึ่งก้าวลงจากรถอย่างช้าๆ

ชายหัวโล้นคนนี้ชื่อ จาง ลี่เฟิง เป็นคู่แข่งทางธุรกิจของ อู๋ เกาซาน ทั้งสองไม่ถูกกันอย่างรุนแรงเปรียบเสมือนน้ำกับไฟ

“โอ๊ะ นี่มัน บอสอู๋ ผู้เป็นที่เคารพของเราไม่ใช่เหรอ? คุณมาทำอะไรที่นี่? รับจ๊อบเป็นเด็กเฝ้าประตูเหรอไง?”

ในขณะนี้ จาง ลี่เฟิง เอ่ยเย้ยหยันทันทีที่เห็น อู๋ เกาซาน และอีกคนหนึ่ง

“ฉันจะทำอะไร คงไม่จำเป็นต้องรายงานแกจริงไหม?”

อู๋ เกาซาน ตอบกลับอย่างเย็นชา

“แน่นอนสิ.. แน่นอน บอสอู๋ อยากทำอะไรก็ได้ตามใจเลย ต่อให้วันหนึ่งเกิดอยากกระโดดลงทะเลขึ้นมา ฉันก็ไม่คิดจะห้าม”

จาง ลี่เฟิง พูดจาประชดประชัน

“ในเมื่อ บอสอู๋ อยากเป็นเด็กเฝ้าประตู งั้นก็เชิญเถอะ เอ่อว่าแต่…”

ในขณะที่เขาพูด จาง ลี่เฟิง เริ่มควานหาของบางอย่างจากกระเป๋าของเขา

“ไอ้หยา น่าเสียดายจริงๆ ฉันไม่ได้พกเงินติดตัวเลย เฮ้ เสี่ยวหลิว พกเงินสดมาด้วยไหม?”

เมื่อค้นกระเป๋าแล้วไม่เจอเงิน จาง ลี่เฟิง จึงหันไปถามคนขับรถที่อยู่ข้างๆ เขา

“พกมาครับ บอส บอส จะเอาเท่าไหร่ครับ?” คนขับรถหยิบกระเป๋าสตางค์ของเขาออกมา

“ไหนๆ ก็จะให้ บอสอู๋ เป็นทิปแล้ว จะให้น้อยได้ยังไง เอาแบบนี้… ให้… หนึ่ง ไม่สิ สองเหมาเลยแล้วกัน”

เนื่องจากคนขับรถไม่มีเหมาเดียว จึงหยิบเหรียญหนึ่งหยวนส่งไปให้แทนคนละหนึ่งเหรียญ

จาง ลี่เฟิง แสร้งบังเอิญทำเหรียญหลุดมือ เผลอโยนเหรียญลงไปที่เท้าของ อู๋ เกาซาน ก่อนจะพูดอย่างโอ่อ่า :

“บอสอู๋ นี่เป็นค่าทิปของฉันสำหรับคุณ”

หลังจากพูดจบ จาง ลี่เฟิง ก็ฉีกยิ้มเต็มใบหน้าก่อนจะก้าวเดินเข้าไปในโรงน้ำชาอย่างหยิ่งผยอง

“ไอ้เวรเอ๊ย…”

อู๋ ซิงโม่ ซึ่งยังหนุ่มแน่น และเลือดร้อน ทนไม่ได้กับการถูกดูถูกเช่นนี้ เขาจึงคิดจะลงมือสั่งสอน จาง ลี่เฟิง ให้รู้สำนึก

“อย่าลดตัวลงไปทะเลาะกับมัน ตอนนี้เรามีเรื่องที่สำคัญกว่าต้องทำ…”

แต่ทว่า อู๋ เกาซาน กลับยกมือขึ้นห้ามหลานชายของเขา ตอนนี้สิ่งสำคัญกว่าคือการต้อนรับ บอสเย่

ตราบใดที่เขาสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับ บอสเย่ ได้ และให้ บอสเย่ เป็นแบ็กอัพให้เขา วันหนึ่ง จาง ลี่เฟิง ก็จะต้องมาคุกเข่าร้องไห้ต่อหน้าเขาเอง

เมื่อมองไปที่ จาง ลี่เฟิง ที่หยิ่งผยอง อู๋ เกาซาน กลับรู้สึกยินดี ที่ จาง ลี่เฟิง ยังไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับ บอสเย่

ในขณะนั้นเอง รถ Bugatti คันหนึ่งที่ดูเรียบง่าย และไม่โอ้อวดมากนักก็แล่นเข้ามาจอด

เย่เฉิน มาถึงแล้ว

หลังจากเห็น เย่เฉิน ลงจากรถแล้ว อู๋ เกาซาน ก็รีบเข้าไปต้อนรับอย่างกระตือรือร้นทันที

“บอสอู๋”

“บอสเย่ เกรงใจเกินไปแล้วครับ นี่คือหลานชายของฉัน อู๋ ซิงโม่ ซึ่งเป็นอัจฉริยะด้านการออกแบบเกมที่ฉันเคยพูดให้คุณฟัง”

อู๋ เกาซาน แนะนำหลานชายของตน

“บอสเย่ สวัสดีครับ”

“สวัสดี”

เย่เฉิน พยักหน้ารับเล็กน้อย

หลังจากพูดคุยกันเล็กน้อย อู๋ เกาซาน ก็เชิญ เย่เฉิน เข้าไปในโรงน้ำชา เขาได้จองห้องส่วนตัวไว้เรียบร้อยแล้ว

หลังจากเข้าไปในโรงน้ำชาแล้ว ทั้งสามคนเดินตรงไปยังห้องส่วนตัวบนชั้นสองของโรงน้ำชาทันที

ขณะที่พวกเขาเดินผ่านโถงชั้นล่างของโรงน้ำชา จาง ลี่เฟิง ก็กำลังพูดคุยเรื่องธุรกิจกับผู้จัดการของที่นี่อยู่ ทันใดนั้น เขาก็สังเกตเห็นภาพที่เกิดขึ้น สีหน้าของ จาง ลี่เฟิง เปลี่ยนไปเป็นจริงจังขึ้นมาทันที

เมื่อนึกย้อนถึงเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ จาง ลี่เฟิง ก็เริ่มรู้สึกผิดปกติ เมื่อกี้ อู๋ เกาซาน มันยืนรออยู่ข้างนอก เหมือนกำลังรอใครสักคน...ลองคิดดูสิ คนที่ทำให้มหาเศรษฐีระดับ อู๋ เกาซาน ต้องมายืนรอ จะเป็นใครกันได้?!

แถมอีกฝ่ายยังเป็นคนหนุ่มอายุราวๆ 20 ปี แบบนี้ก็มีโอกาสสูงที่เขาจะเป็นลูกชายของผู้มีอำนาจเบื้องหลัง หรือทายาทของตระกูลใหญ่บางตระกูล

“บ้าเอ๊ย! ชายหนุ่มคนเมื่อกี้ คงไม่ใช่ว่าลูกชายของ บอสหยวน หรอกนะ?”

จาง ลี่เฟิง คาดเดาอย่างตื่นตกใจ

ปัจจุบันทั้งบริษัทของเขา และบริษัทของ อู๋ เกาซาน กำลังแย่งกันเพื่อให้ได้ร่วมงานกับ บอสหยวน การที่ตัวเขาเองมาที่นี่วันนี้ ก็เพื่อจองโต๊ะเลี้ยงต้อนรับผู้บริหารระดับสูงของบริษัท บอสหยวน ซึ่งเป็นคนสนิทของ บอสหยวน เอง

แต่ถ้าหาก อู๋ เกาซาน เชิญลูกชายของ บอสหยวน มา นั่นก็เท่ากับฉันจบเห่แน่ๆ เพราะไม่ว่าอย่างไร คนสนิทก็ไม่อาจเทียบได้กับลูกชายแท้ๆ

หากเป็นในกรณีนี้ เขาจะต้องพ่ายแพ้อย่างหมดรูป ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาไม่มีวันยอมรับได้โดยเด็ดขาด!!!

จาง ลี่เฟิง เริ่มร้อนรนขึ้นมาทันที ฉันจำต้องหยุด อู๋ เกาซาน ให้ได้!!!

ขณะเดียวกัน ในห้องส่วนตัวบนชั้นสอง เย่เฉิน และอู๋ เกาซาน ก็นั่งลงสนทนากัน

หลังจากแลกเปลี่ยนคำพูดเล็กน้อย อู๋ เกาซาน ก็เริ่มแนะนำหลานชายของเขา อู๋ ซิงโม่ ให้กับ เย่เฉิน อย่างเต็มที่

เย่เฉิน เริ่มสนทนากับ อู๋ ซิงโม่ และสังเกตดูว่าเขามีความสามารถในด้านการออกแบบเกมตรงตามที่ โม่ เมิ่งเฟย พูดเอาไว้หรือไม่

เย่เฉิน ถามคำถามบางอย่าง และอู๋ ซิงโม่ ก็ตอบได้ค่อนข้างดี แต่เป็นที่น่าเสียดาย เพราะเขายังด้อยกว่าระดับที่ เย่เฉิน ต้องการเล็กน้อย

อู๋ เกาซาน ไม่ได้โกหก หลานชายของเขาก็มีความสามารถพอตัว ในกลุ่มคนหนุ่มสาวถือว่าไม่เลวเลยทีเดียว หากเข้ามาทำงานในบริษัทของ เย่เฉิน ก็น่าจะช่วยสร้างประโยชน์ได้พอสมควร

แต่อย่างไร อู๋ ซิงโม่ ก็ยังต่ำกว่ามาตรฐานที่ โม่ เมิ่งเฟย ตั้งไว้ เย่เฉิน เริ่มรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย แต่ทันใดนั้นเอง คำพูดประโยคหนึ่งของ อู๋ ซิงโม่ กลับทำให้ เย่เฉิน จับสังเกตถึงบางสิ่งได้

แววตาของ เย่เฉิน เปล่งประกายขึ้นมาทันที นี่มันราวกับพบเจอแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์!

ขณะที่ เย่เฉิน กำลังจะสอบถามรายละเอียดจาก อู๋ ซิงโม่ ต่อ จู่ๆ ก็เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น!!!

ตอนก่อน

จบบทที่ กวาดล้างให้หมด

ตอนถัดไป