ย่นระยะลงครึ่งหนึ่ง
“ขอโทษจริงๆ คะ คุณเย่...”
วาเลอรี พูดกับ เย่เฉิน ด้วยสีหน้าลำบากใจ
เหอ ฟานเหวิน เป็นผู้บริหารระดับสูงของ เอลตัน อินเตอร์เนชั่นแนล เอดดูเคชัน กรุ๊ป ซึ่งถือว่าเป็นลูกน้องของเธอ แต่ในขณะที่ เย่เฉิน นั้น สำหรับ วาเลอรี แล้ว แค่เป็นคุณชายบ้านรวยที่ว่างๆ ก็มาใช้ชีวิตแบบคนธรรมดาเล่นๆ เขาถือเป็นคนนอกคนหนึ่งเท่านั้น
แล้วตอนนี้ กลับมาเกิดเรื่องน่าอายแบบนี้ต่อหน้าคนนอก ทำเอา วาเลอรี รู้สึกขายหน้าอย่างมาก
“ท่านซีอีโอ เขา… เขา…”
เสียงของ เหอ ฟานเหวิน ยังคงสั่นไม่หยุด เขาพยายามจะแก้ตัว และตัดขาดความเกี่ยวข้องกับ หาน หย่งหมิง
วาเลอรี ไม่เชื่อคำพูดของ เหอ ฟานเหวิน อีกต่อไป ดังนั้นเธอจึงหันมาถาม เย่เฉิน ด้วยสีหน้าเรียบเฉยว่าเขารู้จัก หาน หย่งหมิง หรือไม่
“คุณเย่.. อธิการบดีเย่คะ คุณรู้จักเขาไหม?”
“เขาเหรอครับ?”
เย่เฉิน หันไปมองก่อนจะตอบอย่างใจเย็น
“เขาเคยเป็นนักศึกษาของมหาวิทยาลัยนานาชาติเอลตันของเรา”
คำว่า ‘เคยเป็นนักศึกษา’ เพียงพอจะอธิบายทุกอย่างแล้ว
พอได้ยินคำตอบของ เย่เฉิน ภาพตรงหน้าของ หาน หย่งหมิง ถึงกับมืดลง
ถูกไล่ออก?!
อธิการบดีเย่... ไล่ฉันออกงั้นเหรอ?!!!
หาน หย่งหมิง แทบจะสิ้นหวัง
เดิมทีเขาหวังจะใช้โอกาสนี้ ‘กดดัน’ อธิการบดีเย่ สักหน่อย เพื่อให้เขาเชื่อฟังตนในมหาวิทยาลัยในอนาคต
ก่อนหน้านี้ หาน หย่งหมิง ก็เคยใช้วิธีนี้กับอธิการบดีหลี่ แม้ว่าจะไม่ได้ควบคุมอีกฝ่ายได้ 100% แต่ในมหาวิทยาลัย อธิการบดีหลี่ ก็ไม่กล้าแตะต้องเขาเลย ดังนั้นเขาจึงคิดว่าตัวเองชนะแล้ว
แต่ใครจะคิดว่า...พอเปลี่ยนมาเป็น อธิการบดีเย่ ทุกอย่างจะกลับตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง?!
แทนที่จะควบคุมอีกฝ่าย กลับโดนเขาเตะออกจากมหาวิทยาลัยไปซะเอง!
ในฐานะนักศึกษา... ฉันสู้อธิการบดีคนใหม่ไม่ได้เลยจริงๆ
“ท่านซีอีโอ…”
เหอ ฟานเหวิน ยังไม่ยอมแพ้ พยายามจะหาข้อแก้ตัวอีกครั้ง
“พอได้แล้ว กลับไปเก็บของ เตรียมตัวรอรับการสอบสวนจากบริษัทเถอะ”
วาเลอรี พูดอย่างไม่ไยดี เธอยังต้องพูดคุยเรื่องการลงทุนกับ เย่เฉิน อีก และไม่อยากเสียเวลาไปกับคนอย่าง เหอ ฟานเหวิน
ยิ่งกว่านั้น หลังจากเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น วาเลอรี ก็ยิ่งไม่อาจปล่อย เหอ ฟานเหวิน ไปได้ง่ายๆ
คำพูดของ วาเลอรี ทำเอาหน้าของ เหอ ฟานเหวิน ซีดขาวในทันที ร่างกายของแทบจะทรุดลงไปกับพื้น
เหอ ฟานเหวิน รู้ตัวดีว่าไม่เพียงแต่จะรักษาตำแหน่งเอาไว้ไม่ได้ ต่อไปอาจถูกทางบริษัทเล่นงานหนักด้วยซ้ำ
เส้นทางอาชีพของฉัน… จบสิ้นลงตรงนี้แล้ว!
ใครมันจะไปคิดล่ะว่า ซีอีโอ ตัวเป็นๆ จะอยู่ในห้องทำงานของไอ้หมอนี่มัน?!!
และฉันเองเพิ่งจะขู่หมอนี่ไปเมื่อครู่เท่านั้นเอง!
น่าขันจริงๆ... โง่เง่าที่สุด…
เหอ ฟานเหวิน กับหาน หย่งหมิง จากไปด้วยท่าทางหมดอาลัยตายอยาก
สิบกว่านาทีต่อมา วาเลอรี ก็ขอตัวลากลับพร้อมกับผู้ช่วยของเธอเป็นการชั่วคราว...
การลงทุนในมหาวิทยาลัยนานาชาติเอลตัน หรือแม้กระทั่งการลงทุนในเอลตัน อินเตอร์เนชั่นแนล เอดดูเคชัน กรุ๊ป นั้น เย่เฉิน ยังต้องพิจารณาอีกสักหน่อย
ถึงแม้ว่าการลงทุนในเอลตัน อินเตอร์เนชั่นแนล เอดดูเคชัน กรุ๊ป นี้จะไม่ใช่จำนวนเงินที่มากนัก ..ก็แค่เพียงหลักพันล้านเท่านั้น ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร
แต่ เย่เฉิน กลับไม่ค่อยเชื่อมั่นในบริษัทนี้ โรงเรียน และมหาวิทยาลัยทั้งหมดของบริษัทเป็นโรงเรียน และมหาวิทยาลัยชนชั้นสูง ทำให้นักเรียนนักศึกษายากที่จะควบคุม
ในขณะนี้เอง มหาวิทยาลัยนานาชาติเอลตัน ก็ถือเป็นตัวอย่างหนึ่งที่ เย่เฉิน ไม่เห็นอนาคตที่ดีสำหรับ เอลตัน อินเตอร์เนชั่นแนล เอดดูเคชัน กรุ๊ป ในอนาคต การลงทุนจึงคาดว่าจะเป็นเพียงการสูญเสียเงินไปโดยเปล่าประโยชน์…
เมื่อวันทำงานสิ้นสุดลง เย่เฉิน ก็คอยตรวจสอบยอดขายบ็อกซ์ออฟฟิศของ ‘ค่ำคืนอันมืดมิดกำลังมาเยือน’ อีกครั้ง
ในช่วงเวลานี้ ยอดขายบ็อกซ์ออฟฟิศของ ‘ค่ำคืนอันมืดมิดกำลังมาเยือน’ ก็ได้ขึ้นไปถึง 425 ล้านแล้ว
และคืนนี้ก็เป็นช่วงที่มีผู้ชมหนาแน่นอีกครั้ง หากไม่มีอะไรผิดพลาดเกิดขึ้น คาดว่าในคืนนี้ หรือภายในเช้าวันพรุ่งนี้ ยอดขายของ ‘ค่ำคืนอันมืดมิดกำลังมาเยือน’ จะทะลุหลัก 500 ล้านอย่างแน่นอน!!!
ซึ่งนั่นหมายความว่า เย่เฉิน จะเข้าใกล้ยอดขายรวมกว่าหนึ่งพันล้านไปอีกขั้นหนึ่ง
เย่เฉิน แทบรอไม่ไหวที่จะได้ถือหุ้นของบริษัท เอ้อร์ซิง อิเล็กทรอนิกส์ กรุ๊ป ในอนาคต เขาอยากจะสัมผัสกับชีวิตแบบ ‘เจ้าสัว’ ที่ ‘ถ่อมตน’ และ ‘เรียบง่าย’ อย่างแท้จริง
ในขณะที่ เย่เฉิน กำลังเดินทางกลับบ้าน เขาก็ได้รับข้อความจากบริษัทภาพยนตร์ และโทรทัศน์ของตัวเอง
ผู้บริหารระดับสูงของบริษัทภาพยนตร์ และโทรทัศน์บอกกับ เย่เฉิน ว่า ตอนนี้ในอินเทอร์เน็ต มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ และแม้กระทั่งกระแสรณรงค์ต่อต้าน ภาพยนตร์ ‘ค่ำคืนอันมืดมิดกำลังมาเยือน’ ปรากฏขึ้นเป็นจำนวนมาก
ตอนนี้คนเหล่านี้ก็เริ่มจุดระเบิดให้กับกลุ่มคนในออนไลน์บางส่วนแล้ว
ผู้บริหารของฝั่ง เย่เฉิน คาดว่า น่าจะมีใครบางคนอยู่เบื้องหลังทำเรื่องราวที่ว่านี้ขึ้น แต่ก็ยังไม่แน่ชัดว่าเป็นฝีมือของฝ่ายภาพยนตร์เรื่อง ‘ตำนานรักฉางเล่อ’ หรือ ‘ใต้เงาวายุสวรรค์’
“ท่านประธานครับ คิดว่ามีแนวโน้มสูงมากว่าเป็นฝีมือของกองถ่าย ‘ใต้เงาวายุสวรรค์’ ที่เป็นคนทำเรื่องนี้ ส่วน ‘ตำนานรักฉางเล่อ’ ตอนนี้ก็ถูกเราทิ้งห่างไปไกลแล้ว แก้กลับขึ้นมาแซงหน้าเราคงแทบเป็นไปไม่ได้”
“แต่ ‘ใต้เงาวายุสวรรค์’ ไม่เหมือนกัน วันนี้รายได้ของพวกเขาก็ทะลุ 400 ล้านแล้ว ห่างจากเรานิดเดียวเท่านั้นเองครับ พวกเขาน่าจะอยากแย่งแชมป์บ็อกซ์ออฟฟิศของปีนี้กับเราแน่นอน”
ผู้บริหารคนนี้ได้คาดการณ์ขึ้นมาเอง
“รีบใช้ความสัมพันธ์ของฝั่งเราทันทีเพื่อตอบโต้กลับ”
“เล่นตามประเด็นที่พวกเขาโจมตีมา ใช้จุดแข็งของเราโต้กลับไป”
เย่เฉิน ตอบกลับทันที
ในยุคนี้ คนในโลกออนไลน์มักถูกปลุกปั่นได้ง่าย และหากปล่อยเรื่องนี้ไว้อาจเกิดปัญหาตามมาในภายหลัง
แต่การตอบโต้กลับก็เป็นเรื่องที่ทำได้โดยง่ายเช่นกัน
เนื่องจาก ‘ค่ำคืนอันมืดมิดกำลังมาเยือน’ มีเอฟเฟกต์, พล็อตเรื่อง หรือแม้แต่ฝีมือของนักแสดง ล้วนยอดเยี่ยมในทุกด้าน
แค่ ‘ความจริง’ อย่างเดียวก็เพียงพอจะหักล้างข้อครหาทั้งหมดได้
“อีกเรื่องนึงนะ เรื่องการออกฉายในต่างประเทศของ ‘ค่ำคืนอันมืดมิดกำลังมาเยือน’ พวกคุณเร่งเตรียมงานให้เร็วขึ้นหน่อย พยายามนำออกสู่ตลาดทั่วโลกให้เร็วที่สุด”
เย่เฉิน ได้สั่งการย้ำอีกครั้ง
ตอนนี้สิ่งที่ เย่เฉิน ใส่ใจที่สุดคือ เวลาการเปิดตัวออกฉายทั่วโลกของ ‘ค่ำคืนอันมืดมิดกำลังมาเยือน’ เพราะว่าสิ่งนี้มันเกี่ยวข้องกับการทำภารกิจท้าทายพิเศษของเขาให้สำเร็จ
ในอดีต บริษัทคาดการณ์ไว้ว่าหลังจากเข้าฉายในประเทศไปแล้วหนึ่งเดือน ‘ค่ำคืนอันมืดมิดกำลังมาเยือน’ จึงจะเริ่มออกฉายในเมืองใหญ่ๆ ทั่วโลก
เย่เฉิน จึงสั่งให้พวกเขาเร่งความเร็ว เพื่อย่นระยะเวลาการรอคอยให้เหลือน้อยลงครึ่งหนึ่ง พยายามจะให้มันออกฉายภายในครึ่งเดือน หรือแม้กระทั่งสิบวันให้ได้
หากมีปัญหาอะไร ให้ติดต่อหาเขามาได้โดยตรงทันที เพราะเครือข่ายในระดับนานาชาติของ เย่เฉิน ก็ไม่ธรรมดา
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ช่วงเวลาแห่งการ ‘ใช้ชีวิตธรรมดา อย่างเรียบง่าย หาเงินใช้วันละสองพันกว่าล้านในหนึ่งชั่วโมง’ ก็สิ้นสุดลงอีกวัน
พอถึงเวลาเลิกงานของวันที่ห้า เย่เฉิน ก็ได้รับข้อความแจ้งเตือนจากเกมทันที
ตอนนี้ถึงเวลาที่ผลลัพธ์ของความพยายามเก็บเกี่ยวผลตอบแทนมาถึงแล้ว!!!