ดาบข้ารักนวลสงวนตัวยิ่งนัก
ขณะที่จักรพรรดิหลงซานกำลังจะกล่าวปฏิเสธมิให้หลินฮันต้องชดใช้อันใดนั้น หลงเทียนหมิงก็กล่าวแทรกขึ้นมาว่า
“พระบิดา พวกเราเสียหายมากยิ่งนัก หากต้องการฟื้นฟูอาณาจักรให้กลับมาสมบูรณ์ดังเดิม ต้องใช้เงินทองและหินลมปราณในการค้าขายอีกมากนักพะย่ะค่ะ”
หลงซานพยักหน้าอย่างเห็นด้วยแต่ก็มิได้กล่าวอันใด หลงเทียนหมิงจึงกล่าวขึ้นอีกว่า
“ดาบสีรุ้งของท่านเจ้าขุนเขาหลินเล่มนั้น หากนำไปแลกเปลี่ยนเป็นหินลมปราณ มาซ่อมบำรุงอาณาจักร ชดเชยปวงประชาและพี่น้องเหล่าผู้กล้าที่ตายไป เห็นทีมิเกิน 3 เดือน อาณาจักรเซียนกระบี่ก็จักสามารถฟื้นคืนมาได้ดั่งเดิมอย่างแน่นอน”
หลินฮันมิเอ่ยวาจาอันใดต่อแต่กลับหยิบดาบแห่งราชันมังกรขึ้นมา ปักลงบนพื้นทันที
“หากเจ้าสามารถยกดาบเล่มนี้ของข้าขึ้นมาได้แม้เพียงปลายเล็บ ข้าก็จักยกให้ แต่ขอบอกไว้ก่อนอย่างหนึ่ง ดาบข้ารักนวลสงวนตัวยิ่งนัก ” หลินฮันกล่าวออกมาด้วยท่าทางราวกับมิเสียดายสักนิด
คำกล่าวของหลินฮันนั้นทำให้ผู้คนถึงกับฮือฮา ดาบเล่มนั้นเพียงตวัดก็สังหารปีศาจจนหมดสิ้น เจ้าขุนเขาหลินเหตุใดจึงกล่าวเช่นนั้นกัน แล้วไอ้รักนวลสงวนตัวที่ว่าคืออันใด ดาบปัดเเป้งได้งั้นรึ ฮาฮ่าฮ่า ผู้คนต่างหัวเราะเสียงดัง
รัชทายาทหลงเทียนหมิงเดินไปยังดาบของหลินฮันทันที มันได้คิดแล้วว่าถึงแม้จักเป็นดาบวิเศษเพียงใด แต่เงื่อนไขที่สามารถทำให้ดาบขยับแม้ปลายเล็บได้มันช่างงายดายนัก ขณะที่มันกำลังเอื้อมมือไปจับปลายดาบนั้น
ตุ๊บ!
เสียงราวก้อนอิฐโดนทุบออกมาจากร่างของรัชทายาทหลงเทียนหมิง มันปลิวไปกระแทกกับประตูเมืองอย่างรุนแรงทันที
เบิม!
“อาศัยพลังเพียงน้อยนิดของเจ้าถึงกลับต้องการแยกข้าออกจากนายท่านงั้นรึ เจ้ามดปลวก” จิตวิญญาณของต้าเซิ่นที่สถิตอยู่ในดาบแห่งราชันมังกรกล่าวออกมา ผู้คนทั้งหลายที่อยู่บริเวณนั้นถึงกับอึ้ง “ดาบพูดได้ มันเป็นดาบที่มีจิตวิญญาณ” หลายคนส่งเสียงร้องออกมาอย่างประหลาดใจ
หลินฮันมองไปที่หลงเทียนหมิงที่นอนแน่นิ่งร่างกายของมันฝังอยู่ในกำแพงเมืองเหล่าราชองครักษ์ต่างรีบไปพยุงร่าง แล้วจึงหันกลับมาหาจักรพรรดิหลงซาน
“เกิดเป็นคนควรรู้จักประมาณตน ท่านยังต้องการดาบของข้าอีกหรือไม่” หลินฮันกล่าวเสียงเรียบ
“ไม่แล้วเจ้าขุนเขาหลิน บุตรชายของข้าเพียงล้อเล่นเท่านั้น ท่านอย่าได้ถือเป็นจริงเป็นจังเลย” หลงซานกล่าวออกมาด้วยท่าทีวิตก
หลินฮันนิ่งเงียบครู่หนึ่งจึงได้กล่าวออกมาว่า “ข้าเป็นต้นเหตุของเรื่องราวในครานี้ อย่าไรข้าก็ต้องชดใช้ แต่ข้าคงมิอาจชุบชีวิตคนตายไปแล้วได้ ซินเอ๋อ” นำแหวนมิติของข้าออกมาให้พวกเขา
“เจ้าคะท่านอาจารย์” หลิงซินซินนำหีบออกมาใบหนึ่งในนั้นมีแหวนมิติหลายพันวงที่ได้เตรียมไว้ก่อนออกเดินทางมาจากเมืองเขียวอรุณ ด้านในแหวนนั้นมีหินลมปราณจำนวนมหาศาล จักรพรรดิหลงซานมิได้มองหีบสมบัติที่เต็มไปด้วยแหวนเลยแม้แต่น้อย มองเพียงใบหน้าของหลงซินซินเพียงเท่านั้น มันได้รับรู้แล้วว่าบุตรสาวที่ตนเองทอดทิ้ง ได้เป็นศิษย์ของหลินฮันเจ้าขุนเขาเดียวดาย อีกทั้งพลังของนางยังเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลราวกับเป็นคนละคน หางมียาที่สามารถรักษาความเสียใจได้ เกรงว่าหลงซานคงต้อนกินหลายสิบเม็ดเลยทีเดียว หลงซินซินไม่สนใจหลงซานผู้เป็นบิดาเลยแม้แต่น้อย นางเพียงนำหีบใบใหญ่มาวางตรงหน้า แล้วเดินจากไปอยู่กับศิษย์พี่ของนางเช่นเดิม
“ของในหีบนั่นคงเพียงพอให้ท่านฟื้นฟูอาณาจักรเซียนกระบี่ในเวลาอันรวดเร็ว” หลินฮันกล่าว หลงซานที่ได้สติกลับมาก็เริ่มพิจารณาของในหีบอย่างถีถ้วน พบว่าแหนมิติแต่ละวงนั้นล้วนเป็นแหวนระดับสูง อีกทั้งด้านในมีหินลมปราณเป็นล้านก้อนอันแน่นอยู่ภายในแหวน หากใช้ทรัพยากรที่หลินฮันให้มาฟื้นฟูอาณาจักร คงใช้เวลาเพียง 1 เดือนเท่านั้น หลินฮันเจ้าขุนเขาเดียวดายร่ำรวยถึงเพียงนี้ตั้งแต่เมื่อใด เท่าที่สืบทราบมาตระกูลของหลินฮัน เป็นเพียงตระกูลธรรมดาๆเท่านั้นหากเทียบกับเมืองหลวง นี่มันยังไงกันแน่
“บร๊ะ!! เจ้าขุนเขาหลินมิธรรมดาเลยหนา ร่ำรวยยิ่งนักว่างๆแวะไปเดินเล่นที่สำนักสราณรมย์บ้างนะ ” จางหยูกล่าวออกมา
“ไปสำนักโลหิตดีกว่า สำนักสราณลมมีแต่หิมะหนาวเย็นยิ่ง เจ้าไปก็มิได้มีอันใดดี” ฟงจี้หรินกล่าวออกมาเช่นกัน
“เจ้าว่าอันใดนะ เจ้ายักษ์หน้าปลาดุก สำนักโลหิตของเอ็งมีเพียงทะเลทรายอันแห้งแล้ง ไปให้อดน้ำตายหรือไร” จางหยูกล่าวออกมาอย่างไม่ยอมแพ้ ทั้งสองคนจ้องตากันอย่างมิมีใครยอมใคร
“เอาละ พวกเจ้าอย่าทำให้เจ้าขุนเขาหลินลำบากใจเลย หลินฮันเจ้าคงยังมิรู้จักพวกมันทั้งสองกระมัง ข้าจะแนะนำให้รู้จัก เจ้าเฒ่าชุดขาวหัวหมา ชื่อจางหยู เป็นเจ้าสำนักสราณรมย์ ส่วนเจ้ายักษ์หน้าปลาดุกนั่นชื่อฟงจี้เหริน เป็นบิดาของฟงสืออี้เจ้าสำนักโลหิตคนปัจจุบัน” หยางหลงกล่าวออกมาพร้อมกับใบหน้าอันมีชัย
“เจ้าว่าผู้ใดหัวหมา เจ้าว่าผู้ใดหน้าปลาดุก” จางหยูและฟงจี้เหรินกล่าวขึ้นมาพร้อมกับจ้องมองหยางหลง
หลินฮันเกาหัวพลางพูดขึ้นว่า “มีโอกาศข้าจักไปเยี่ยมเยือนท่านทั้งสองแน่ขอรับ”
“ดี วันนี้ข้าเหนื่อยยิ่งนัก เจ้าเฒ่าหยาง เจ้าต้องเลี้ยงเหล้าข้า” จางหยูกล่าวขึ้นมา
“ได้ ไม่เมาไม่เลิกรา เชิญ” หยางหลงตอบรับ แล้วเดินนำไปยังสำนักเทพกระบี่ ลั่วจวินและฟงสืออี้เห็นดังนั้นจึงเดินตามไปด้วย หลงซานได้แต่จ้องมองอย่างตกตะลึง นี่ขุมอำนาจของหลินฮันยิ่งใหญ่เพียงใดกันถึงได้ทำให้คนที่มีตำแหน่งใหญ่โตเช่นนั้นมาเชิญชวนได้ เมื่อตั้งสติได้ก็กลับไปยังราชวังทันที ยังมีเรื่องอีกมากมายให้จักรพรรดิเช่นมันจัดการ