ให้เขาออกมาคุยกันหน่อย
“แค่กๆๆ…”
อวี๋ เหวยเจ๋อ ไอแห้งๆ หนึ่งที ต่อจากนั้นจึงวางหนังสือพิมพ์ และซิการ์ในมือลงอย่างช้าๆ ก่อนจะหันไปมอง เย่เฉิน กับจู๋ เย่ชิง
“ไม่ทราบว่าทั้งสองท่านมีธุระอันใดถึงได้มาหา ..แซ่อวี๋ผู้นี้ ได้กันล่ะ?”
แม้ อวี๋ เหวยเจ๋อ จะรู้อยู่แก่ใจดีว่าทำไมคนจากตระกูลจูในปักกิ่งถึงได้มาหาตน แต่เขาก็ยังแกล้งถามไปตามมารยาท และในฐานะคนเจนสนาม เขาก็จำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าจนถึงตอนนี้มีคนจากตระกูลจูกี่คนแล้วที่มาหาเขาเพื่อทวงหนี้
และขณะนี้ ตระกูลจูในปักกิ่งก็ได้ส่งแค่คนรุ่นใหม่มาทวงหนี้ฉัน จะหวังให้ฉันคืนเงินให้งั้นเหรอ? ฮ่าฮ่าๆๆ ฝันไปเถอะ!
“ก็ไม่มีเรื่องใหญ่อะไรหรอก แค่อยากถามว่า ประธานอวี๋ สนใจจะ ‘ยืมเงิน’ บ้างไหม…”
เย่เฉิน ตอบกลับเสียงเรียบๆ
เดี๋ยวนะ ยืมเงิน?! ไม่ใช่ว่ามาทวงเงินเหรอ?
คำพูดของ เย่เฉิน ทำเอาทั้ง อวี๋ เหวยเจ๋อ และจู๋ เย่ชิง งงเป็นไก่ตาแตก – บทมันไม่ใช่แบบนี้นี่!
อวี๋ เหวยเจ๋อ คิดเร็วจี๋ในหัว พยายามคิดวิเคราะห์ว่าไอ้เด็กนี่กำลังขุดหลุมพรางอะไรให้เขากระโดดลงไปรึเปล่า แต่คิดแล้วคิดอีกก็ไม่พบจุดพิรุธอะไร สุดท้ายเลยตอบกลับไปว่า :
“ขอบคุณในความหวังดีของ คุณเย่ แต่ฉันไม่จำเป็นต้องยืมเงินอะไรทั้งนั้น เงินที่ฉันมีตอนนี้ก็ยังเพียงพอใช้อยู่…”
อวี๋ เหวยเจ๋อ ปฏิเสธ เย่เฉิน อย่างสุภาพ
มีเงินใช้ แต่ไม่คิดจะคืนหนี้นี่นะ! ดูเหมือน อวี๋ เหวยเจ๋อ คนนี้ตั้งใจจะเป็นคนเบี้ยวหนี้จริงๆ!
ในใจของ จู๋ เย่ชิง เริ่มมีไฟขึ้นมาแล้ว แต่เธอก็อดกลั้นไว้ เพราะอยากดูว่า เย่เฉิน จะเล่นอะไรต่อ จากที่ตกลงกันมา บทบาทนี้เธอเป็นฝ่ายสนับสนุน เย่เฉิน
“ไม่ๆๆ… ผมว่า ประธานอวี๋ ควรจะพิจารณาข้อเสนอของผมอีกทีนะครับ ยืมเงินจากผมไว้ก่อนเถอะ ไม่อย่างนั้น ถ้าบริษัทของคุณใกล้ล้มละลายเมื่อไหร่ คุณจะไม่มีปัญญาใช้หนี้เอานะ…”
เย่เฉิน เสนอด้วยน้ำเสียง ‘หวังดี’ กับ อวี๋ เหวยเจ๋อ
หลังจากที่ฟังคำพูดของ เย่เฉิน จบ อวี๋ เหวยเจ๋อ ขมวดคิ้วทันที
“คุณครับ พูดแบบนี้มันเกินไปหน่อยไหม นี่คุณกำลังสาปแช่งให้บริษัทของฉันล้มละลายอยู่นะ”
สีหน้าของ อวี๋ เหวยเจ๋อ เริ่มมืดครึ้ม
“มาเยือนบ้านคนอื่นแต่กลับพูดจาแบบนี้ มันไม่ใช่สิ่งที่แขกที่มีมารยาทควรทำเลยนะ…”
อวี๋ เหวยเจ๋อ พูดจาเหน็บแนม เย่เฉิน
แต่ยังไม่ทันที่คำพูดของ อวี๋ เหวยเจ๋อ จะจบ เย่เฉิน ก็สวนกลับทันควัน
“คนที่ติดหนี้คนอื่นมาสามปีแล้วยังไม่คืน บางคนที่เป็นแบบนี้อย่ามาพูดเรื่องมารยาทเลยจะดีกว่านะครับ…”
“จริงด้วยสิคะ…”
จู๋ เย่ชิง แสร้งยกมือป้องปาก ก่อนจะรีบกล่าวเสริมทันที
เมื่อเห็นเช่นนี้ ใบหน้าของ อวี๋ เหวยเจ๋อ พลันแข็งค้าง แปรเปลี่ยนไปเป็นสีหน้าเย็นชาจนถึงขีดสุด
“พวกคุณก็มาที่นี่เพื่อทวงหนี้กันชัดๆ งั้นฉันจะพูดตรงๆ ล่ะกัน ตอนนี้ฉันมีเงินก็จริง แต่เงินพวกนี้ฉันมีเรื่องต้องใช้ ยังไงก็ไม่มีให้ใช้หนี้!”
อวี๋ เหวยเจ๋อ เริ่มเผยธาตุแท้ ไม่แคร์ใดๆ ทั้งนั้นเหมือนหมูตายที่ไม่กลัวน้ำเดือด.. มีเงิน แต่ไม่ให้ ใครจะทำไม!!!
“พูดมาตรงๆ เลยก็แล้วกัน คนที่หนุนหลังคุณอยู่คือใคร? ให้เขาออกมาคุยกันหน่อยสิ…”
เย่เฉิน พูดออกไปอย่างเปิดเผยเช่นกัน
เย่เฉิน มั่นใจว่า ถ้า อวี๋ เหวยเจ๋อ กล้าติดหนี้ตระกูลจูในปักกิ่งมานานถึงสามปีแล้วไม่คืน ไม่ใช่เพราะสมองของเขามีปัญหาแน่นอน แต่ต้องเป็นเพราะมีใครบางคนหนุนหลังอยู่ และคนๆ นั้น อาจจะมีอิทธิพลเทียบเท่า หรือเหนือกว่าตระกูลจูในปักกิ่งด้วยซ้ำ ถึงได้ไม่เกรงกลัวแบบนี้
ถ้าหากว่าเป็นอย่างแรก คือ อวี๋ เหวยเจ๋อ มีปัญหาทางสมอง แล้วในตอนแรกตระกูลจูจะให้เขายืมเงินไปทำไม? แล้วทำไมถึงปล่อยให้เขาไม่จ่ายหนี้มาตลอดสามปีโดยไม่ทำอะไรเลย แถมยังให้เขาอยู่ในคฤหาสน์หรูหรา ใช้ชีวิตเยี่ยงเศรษฐีเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น?
เพราะงั้น สาเหตุที่ อวี๋ เหวยเจ๋อ ไม่ยอมใช้หนี้ มีความเป็นไปได้ถึง 99% ว่าข้างหลังเขาต้องมี ‘แบ็กใหญ่’ หนุนหลังอยู่ และตระกูลจูในปักกิ่งก็ไม่อยากปะทะตรงๆ กับอีกฝ่าย เรื่องหนี้ก้อนนี้จึงกลายเป็น ‘หนี้เสีย’ ไปโดยปริยาย
“ในเมื่อคุณพูดขนาดนี้ งั้นฉันก็บอกให้ก็ได้…”
เมื่อพูดมาถึงตรงนี้ อวี๋ เหวยเจ๋อ ก็เผยสีหน้าทะนงออกมาอย่างชัดเจน เขาค่อยๆ เอนตัวพิงโซฟา แล้วยกขาขึ้นไขว้แบบสบายๆ
“ผู้สนับสนุนของฉันน่ะชื่อ... กัว... ซิง... หมิง...”
กัว ซิงหมิง?
หนึ่งในแปดตระกูลใหญ่ของปักกิ่ง ไม่มีตระกูลไหนนามสกุล ‘กัว’ เลย แล้ว กัว ซิงหมิง เป็นใครกัน?
ข้างๆ จู๋ เย่ชิง ที่เพิ่งมาปักกิ่งได้แค่สองวัน ทำหน้าฉงนทันที ไม่รู้จัก และไม่เคยได้ยินชื่อของคนคนนี้เลยด้วยซ้ำ
ในทางตรงกันข้าม เย่เฉิน กลับเผยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ขึ้นมา แม้เขาเองจะเพิ่งมาที่ปักกิ่งได้ไม่นาน แต่โชคดีที่เขาบังเอิญรู้จักคนที่ชื่อ ‘กัว ซิงหมิง’ พอดี
“คุณคิดจริงเหรอว่า กัว ซิงหมิง จะช่วยให้คุณไม่ต้องใช้หนี้ก้อนนี้ได้?”
เย่เฉิน ย้อนถามกลับ
“แน่นอนอยู่แล้ว…”
อวี๋ เหวยเจ๋อ พยักหน้ายืนยันอย่างมั่นใจสุดๆ พูดง่ายๆ เลยก็คือ ถึงแม้พี่ใหญ่ฉันจะไม่แกร่งเท่าตระกูลจูในปักกิ่งในแง่ของอำนาจ และอิทธิพลโดยตรง แต่เบื้องหลังของเขากลับไม่ธรรมดาเลย
ซึ่งถ้าฉันติดหนี้หลายหมื่นล้าน ตระกูลจูในปักกิ่งอาจจะคิดหนัก
แต่แค่หกพันล้านแค่นี้ เล็กน้อยเกินไป ตระกูลจูในปักกิ่งไม่มีทางเสี่ยงถึงขั้นแตกหักกับพี่ใหญ่ของฉันหรอก.. อวี๋ เหวยเจ๋อ ยิ่งมั่นใจมาก และสามปีที่ผ่านมา ก็เป็นเครื่องพิสูจน์แล้วว่าเขาคิดไม่ผิด
“ถ้าอย่างนั้น คุณกล้าพนันกับผมไหมล่ะ?”
เย่เฉิน ถามด้วยท่าทางลึกลับ
“พนัน? พนันอะไรดีล่ะ? บอกมาเลย!”
อวี๋ เหวยเจ๋อ เริ่มสนใจขึ้นมาเล็กน้อยแล้ว
“อย่างนี้ละกัน คุณโทรหาพี่ใหญ่คุณได้เลย ให้ผมคุยกับเขาหน่อย ถ้าหลังจากที่คุยกันแล้ว พี่ใหญ่คุณยังกล้าหนุนหลังคุณอยู่ หนี้หกพันล้านนี่ ผมจะยกให้เลย คุณไม่ต้องคืนอีกต่อไป แล้วพวกเราจะทิ้งใบรับรองหนี้สินไว้...”
เย่เฉิน ตอบกลับ
หา?!
คำพูดของ เย่เฉิน ทำเอาทั้ง อวี๋ เหวยเจ๋อ และจู๋ เย่ชิง ตกใจไปตามกัน
“ได้สิ ไม่มีปัญหา…”
อวี๋ เหวยเจ๋อ ตอบรับทันที เขาเริ่มมั่นใจว่า หนี้หกพันล้านนี่ไม่ต้องคืนแล้วแน่ๆ
“แต่.. เดี๋ยวก่อน ผมยังพูดไม่จบ ถ้าหลังจากคุยกันแล้ว พี่ใหญ่คุณไม่กล้าหนุนคุณต่อไป คุณไม่เพียงแค่ต้องคืนหนี้หกพันล้านเท่านั้น แต่คุณจะต้องจ่ายเพิ่มเป็นสองเท่า เป็นหนึ่งหมื่นสองพันล้าน!!!”
เย่เฉิน กล่าวเสริม
ถ้าแพ้ เท่ากับต้องจ่ายเพิ่มอีกหกพันล้าน
แต่ถ้าชนะ เท่ากับไม่ต้องจ่ายใดๆ เลยแม้แต่หยวนเดียว
อวี๋ เหวยเจ๋อ เริ่มตกอยู่ในภวังค์ ใจหนึ่งก็ลังเล แต่อีกใจก็ถูกล่อลวงด้วยข้อเสนออันหอมหวานนี้
ข้างๆ ฝั่งของ จู๋ เย่ชิง แม้จะเริ่มรู้สึกเป็นห่วงเกี่ยวกับแผนการของ เย่เฉิน แต่ก็ไม่พูดอะไรออกมา เพราะเธอเชื่อว่า เย่เฉิน ต้องมีเหตุผลของเขาในการกระทำเช่นนั้น
เนื่องจาก จู๋ เย่ชิง เองไม่มีทางเอาเงินก้อนนี้กลับมาได้แน่ ถ้าไม่ได้ เย่เฉิน ช่วย เมื่อเชิญเขามาแล้ว ก็ต้องเชื่อมั่นในตัวเขาให้ถึงที่สุด
เวลาผ่านไปวินาทีแล้ววินาทีเล่า… หลังจากผ่านไปสองถึงสามนาที ในที่สุด อวี๋ เหวยเจ๋อ… ก็ตัดสินใจได้แล้ว!!!