อ้าอ้อยอังอี้อิน
ขณะที่ทุกคนกำลังสนุกสนานรื่นเริงกับงานเลี้ยงอยู่นั้น ได้มีทหารคนหนึ่งวิ่งหน้าตั้งเข้ามาหาหลงเสวียนห่าว “นายท่าน แย่แล้วขอรับ คนที่นายท่านให้ไปรับตัวมาถูกลักพาตัวไปแล้วขอรับ” ทหารนายนั้นกล่าว
“เรื่องเป็นมาเช่นไรกันแน่ เล่ามาให้ละเอียด” หลงเสวียนห่าวกล่าวถาม
“ตอนที่ข้าน้อย กำลังไปเชิญช่างตีเหล็กและบุตรสาวแซ่ถังนั้นก็ได้เห็นทั้งสองคน ขึ้นอยู่บนหลังนกเพลิงสีแดงตัวยักษ์ บินหายไปบนท้องฟ้าขอรับ”
หลงเสวียนห่าวได้ยินดังนั้นก็ตกใจเป็นอย่างมาก คนสนิทของเจ้าขุนเขาเดียวดายแห่งสำนักเทพกระบี่ถูกลักพาตัวไปโดยนกยักษ์เช่นนั้นหรือ หลงเสวียนห่าวขึ้นไปหาหลินฮันเพื่อบอกกล่าวเรื่องราวนี้ทันที
หลินฮันได้ยินดังนั้นก็อมยิ้มที่มุมปาก “มิต้องตกใจอันใด คนของเจ้าทำงานเชื่องช้ายิ่งนัก ข้าเลยให้วิหคเพลิงพาคนทั้งสองบินเล่นบนท้องฟ้าแล้วจึงพาตัวมาที่นี่เท่านั้น
หลงเสวียนห่าวได้ยินดังนั้นถึงกับตกตะลึง “วะวะวิหคเพลิงในตำนานตนนั้นหรือขอรับ” หลงเสวียนห่าวกล่าวขึ้นมาด้วยสีหน้าอันมิอยากจักเชื่อ
“แค่นกกระจิบตัวหนึ่งเจ้ายังตกใจขนาดนี้ หากข้าและเสียวไป๋คืนร่างเดิม เจ้ามิหยุดหายใจไปเลยรึ” หลินหงกล่าวขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเชิงดูถูก
“นั่นมันวิหคเพลิงแห่งอาณาจักรเซียนกระบี่เชียวนะ แมวอย่างพวกเจ้ากล่าววาจาอันใด” หลงเสวียนห่าวกล่าว
หลินปินที่ได้ยินดังนั้นก็เริ่มโกรธ นางเดินเข้าไปอุ้มหลินหงขึ้นมาพร้อมกับลูบหัวมันอย่างเอ็นดู “ท่านอย่าดูถูกหลินหงเชียวนะ ตอนที่ปีศาจบุกเมืองเขียวอรุณของพวกเรา หลินหงเป็นคนช่วยข้า ท่านพ่อท่านแม่และท่านตากับคนอื่นๆไว้” หลินปินกล่าวเข้าข้างหลินหงอย่างเต็มกำลัง ทันใดนั้น
“นายท่าน ข้ามาแล้วขอรับ” เสียงหนึ่งดังขึ้นมาจากประตูห้องโถง เป็นหมาเชี่ย ถังเอ้อหลางและถังอี้ซินนั่นเอง หมาเชี่ยบินเข้ามาเกาะที่แขนของหลินฮันแล้วมองดูหลินหงที่หลินปินอุ้มอยู่และหลินเสี่ยวไป๋ที่นอนพุงกางอยู่นั้นก็อดน้อยใจมิได้ อีกทั้งยังมีเจ้าเด็กหัวแดงที่มาจากที่ใดมิรู้กำลังทำความสะอาดจานชามด้วยลิ้นอย่างไร้ยางอาย
“นายท่านแล้วอาหารของข้าเล่า” หมาเชี่ยกล่าวขึ้นมาด้วยท่านางน้อยใจ
หลินฮันหันหน้าไปมองหลงเสวียนห่าวด้วยดวงตาอันสื่อความหมาย หลงเสวียนห่าวเห็นดังนั้นก็รู้สึกจนปัญญา “อาหารที่พวกท่านกินไปเป็นอาหารที่จวนของข้าน้อยใช้กินดื่มได้ 10 ปีแล้วขอรับ” หลงเสวียนห่าวชักจะไม่แน่ใจว่าควรรู้สึกดีใจหรือเสียใจกันแน่ที่ได้เชิญหลินฮันมางานเลี้ยงในวันนี้
หลินฮันได้ยินหลงเสวียนห่าวกล่าวเช่นนั้นก็อดที่จักรู้สึกเห็นใจมิได้ เจ้าหลินหงกับหลินเสียวไป๋นั้นกินจุเป็นอย่างมาก เรียกได้ว่าสัตว์อสูรทั้งหลายในเขตสำนักเทพกระบี่ต้องสูญสิ้นเผ่าพันธุ์เพราะเจ้าสองตัวนี้ก็ว่าได้ อีกไม่นานก็จักมีเจ้าเด็กน้อยผมแดงนี่ไปอยู่บ้านตระกูลหลินอีกตน เกรงว่าหมูเห็ดเป็ดไก่ในเมืองหลวงคงได้สูญพันธ์เป็นแน่
“เจ้าเอาแร่ก้อนนี้ไปก็แล้วกัน” หลินฮันกล่าวขึ้นมาพร้อมกับมอบแร่สีแดงก้อนหนึ่งให้กับหมาเชี่ย ถังเอ้อหลางที่กำลังเดินเข้ามาหาหลินฮันพร้อมถังอี้ซินพลันได้เห็นแร่ก้อนสีแดงนั้นถึงกับชะงัก “แร่เพลิงอัคคี เป็นแร่เพลิงอัคคีในตำนาน” ถังเอ้อหลวงกล่าวพรวดออกมา แร่ชนิดนี้นั้นเป็นแหล่งสะสมพลังความร้อนชั้นยอดสามารถนำมาหลอมยุทธภัณฑ์ได้อยางดีเยี่ยม
วิหคเพลิงที่รับแร่มาแล้วก็กลืนลงท้องไป “ขอบคุณขอรับนายท่าน” หมาเชี่ยกล่าวขึ้นมาอย่างมีความสุข ความจริงแล้วสำหรับหมาเชี่ยนั้น เนื้อสัตว์อสูรพวกนั้นมิได้อร่อยเลยสักนิด แร่สีแดงเพลิงก้อนนี้ต่างหากที่อร่อยของจริง
ถังเอ้อหลางได้เห็นหมาเชี่ยกลืนแร่เพลิงอัคคีก็ถึงกับตาโต นั่นมันแร่หายากในตำนานเชียวนะ ว่ากันว่าหมื่นปีจึงจะเกิดขึ้นมาสักก้อนแต่หลินฮันกลับมอบให้วิหคเพลิงตนนั้นไปอย่างง่ายดายราวกับหญ้าริมทาง มันถึงกับพูดอันใดมิออก
“เจ้าตื่นแล้วเช่นนั้นรึ พลังของเจ้ามันเพิ่มขึ้นได้เช่นไร” หลินฮันกล่าวขึ้นมาพร้อมกับมองถังอี้ซินด้วยใบหน้าอันสงสัย เมื่อไม่นานมานี้หลงอี้ซินมีพลังเพียงก่อเกิดขั้น 4 เท่านั้นแต่ยังมิเกินข้ามวัน พลังของนางเข้าสู่ระดับก่อเกิดขั้น 9 ซึ่งไม่ต่างอันใดกับหลินปินที่ได้รับทรัพยากรจากหลินฮันเลยแม้แต่น้อย
“ข้าก็มิทราบเช่นกันเจ้าค่ะ พอข้าตื่นขึ้นมาพลังของข้าก็เพิ่มขึ้นมาเช่นนี้แล้ว” ถังอี้ซินกล่าว หรือว่าเป็นเพราะสายเลือดเทพแห่งการสรรสร้างในตัวนางกัน หลินฮันมองดูค่าสถานะของถังอี้ซินทันที
ถังอี้ซิน
พรสวรรค์: 5 ดาว
พลังบ่มเพาะ: ก่อเกิดขั้น 9
สายเลือด: เทพแห่งการสรรสร้าง (1%)
เป็นอย่างนี้นี่เอง สายเลือดของนางตื่นขึ้นหลังจากตีกระบี่เล่มนั้น หลินฮันหยิบกระบี่ที่ถังอี้ซินขึ้นมาทันที หลินฮันมองดูกระบี่ที่ถังอี้ซินสร้างขึ้นมาอย่างละเอียด ถึงแม้มันจะยังมิอาจเทียบเท่ากับยุทธภัณฑ์ที่หลินฮันสร้างขึ้นมาจากเตาหลอมกลั่นจักรวาลได้ แต่ด้วยความตั้งใจของนางแล้วถือว่ายอดเยี่ยมนัก หลินฮันคืนกระบี่ที่ถังอี้ซินสร้างขึ้นมาให้นาง ถังอี้ซินเห็นดังนั้นแล้วถึงกลับดวงตาพล่ามัว นางได้เข้าใจไปแล้วเรียบร้อยว่าหลินฮันมิได้ยอมรับนางจึงคิดคืนกระบี่ให้ ทันใดนั้นเอง
“ถังอี้ซินเจ้าอยากเป็นศิษย์ของข้าหรือไม่” หลินฮันกล่าวขึ้นมาด้วยน้ำเสียงอันน่าเกรงขาม
ถังอี้ซินที่ได้ยินประโยคนี้ของหลินฮันนางถังกับหลั่งน้ำตามากขึ้นกว่าเดิม “อ้าอ้อยอังอี้อิน อาอาอะ อ้านอาอาน” ถังอี้ซินกล่าวขึ้นมาด้วยวาจาฟังมิรู้ความ