เทพแห่งแสง

หลินปินพยายามมองหาเย่หยวน แต่ทันใดนั้นเอง “เสร็จข้าละ” เสียงของเย่หยวนดังขึ้นมาจากด้านหลังของหลินปิน

พลัก!

เสียงฝ่ามือกระทบกับร่างกาย ร่างของหลินปินพลันกระเด็นออกนอกเวทีทันที

“หลินปินออกจากสนามประลอง ผู้ชนะรอบชิงชนะเลิศการประลองรุ่นเยาว์ได้แก่ เย่หยวน” เสียงประกาศของผู้ตัดสินดังสนั่นสนามประลอง ผู้ชมมากมายต่างส่งเสียงเชียร์ดังสนั่น

หลินฮันที่ชมการประลองอยู่นั้นถังกับขมวดคิ้วเป็นปม เมื่อสักครู่เย่หยวนใช้วิชาอันใดก็มิทราบ หลินฮันเห็นเย่หยวนที่กำลังจะถูกบริวารแห่งเทพ หลินเสี่ยวหงทุบนั้น ร่างกายของเย่หยวนได้กลายเป็นลำแสงมาปรากฏที่ด้านหลังของหลินปินและรับชัยชนะไปในที่สุด หลินฮันมองดูค่าสถานะของเย่หยวนทันที

เย่หยวน

พรสวรรค์: 5 ดาว

พลังบ่มเพาะ: หลอมรวมขั้น 2

สายเลือด: เทพแห่งแสง (1%)

“นี่มันเป็นไปได้อย่างไร เมืองแสงดาราแห่งนี้ถึงกับมีสายเลือดเหล่าทวยเทพถึง 2 คน” หลินฮันกล่าวพึมพำ

เย่หยวนที่ได้รับชัยชนะแล้วนั้นพลันเข้าไปช่วยประคองหลินปินที่โดนแรงกระแทกของตนตกออกไปนอกสนามประลอง

“เจ้าบาดเจ็บตรงไหนหรือไม่” เย่หยวนกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงกังวล ที่ผ่านมาเย่หยวนเคยประลองกับบุรุษเท่านั้น การประลองกับสตรีครั้งนี้นับว่าเป็นครั้งแรก

“เจ้าหลอกข้า เจ้าคนสิบแปดมงกุฎ เจ้าคนฉวยโอกาส ข้าน่าจะให้เสี่ยวหงทุบให้ตายไปเลย” หลินปินที่ลุกขึ้นยืนได้ถึงกับกล่าวคำเช่นนี้ออกมาเป็นชุดๆ เย่หยวนที่ได้ยินดังนั้นยิ้มเจือน

“ขออภัยแม่นางด้วย ตัวข้าต้องชนะการประลองนี้ให้ได้ มารดาของข้าล้มป่วยมานานแรมปี ข้าต้องนำเงินรางวัลไปใช้รักษามารดาของข้า” เย่หยวนกล่าวออกมาด้วยความมุ่งมั่น หลินปินที่ได้ยินคำของเย่หยวนถึงกับชะงักคำกล่าวทันที “เจ้าพูดจริงงั้นรึ” หลินปินกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงที่อ่อนนุ่มลงกว่าเดิม ทันใดนั้น

“ลูกหยวน” เสียงสตรีนางหนึ่งดังขั้นมาจากฝูงชนด้านข้างสนามประลอง นางค่อยๆก้าวเดินอย่างยากลำบาก นางมีเส้นผมสีขาว ใบหน้าที่งดงามขาวซีดไร้เลือดฝาด บ่งบอกความอ่อนแอของร่างกายได้อย่างชัดเจน

“ท่านแม่” เย่หยวนกล่าวขึ้นมาพร้อมกับวิ่งเข้าไปประคองนางทันที

“เหตุใดท่านแม่มิรอข้าอยู่ที่บ้านเล่า ร่างกายของท่านอ่อนแอเช่นนี้ หากเป็นอันใดไปลูกจักทำอย่างไร” เย่หยวนกล่าว

“เจ้าเด็กโง่ แม่อยากเห็นเจ้าประลองกับตาตนเองสักครั้งก่อนที่แม่จักมิมีโอกาส วันนี้แม่ได้เห็นกับตาตนเองแล้ว ลูกของแม่เยี่ยมยอดยิ่งนัก ช่างเหมือนกับบิดาของเจ้ามิมีผิด” มารดาของเย่หยวนกล่าวพร้อมกับหยาดน้ำเอ่อล้นดวงตา

นางมีนามว่า ฟ่านปิงลี่ ความจริงแล้วนั้นนางเป็นคนของอาณาจักรเหมันต์ที่ได้หลบหนีมาอาศัยยังอาณาจักรเซียนกระบี่พร้อมกับน้องสาว แต่เกิดเหตุอันมิคาดคิดระหว่างเดินทาง นางและน้องสาวได้พบกับกลุ่มโจรระหว่างการเดินทาง จึงเกิดการต่อสู้ขึ้น นางนั้นใช้พลังของตนเองอย่างเต็มกำลังแต่ก็มิอาจต่อสู้กับโจรกลุ่มนั้นได้เลยแม้แต่น้อย นางจึงเผาผลาญแก่นโลหิตของตนแล้วสั่งให้น้องสาวหนีไปให้ไกล

หลังจากน้องสาวของนางหนีรอดไปได้ ในเวลานั้นพลังของนางกำลังจักมอดดับเนื่องจากการเผาผลาญแก่นโลหิตจนหมดสิ้น มิอาจต่อสู้ได้อีก ทันใดนั้นบุรุษผู้หนึ่งพลันกระโจนเข้ามาช่วยเหลือนางอย่างทันท่างที เป็นบิดาของเย่หยวนนั่นเอง คนทั้งคู่ได้ต่อสู้จนสามารถหลบหนีมาได้

ฟ่านปิงลี่ได้ตามหาน้องสาวของตนเป็นเวลานานแต่ก็มิอาจพบเจอร่องรอยเลยแม้แต่น้อย ด้วยความโดดเดี่ยวในตอนนั้นและบิดาของเย่หยวนนั้นเป็นคนดีอย่างมาก ฟ่านปิงลี่จึงได้ตัดสินใจอยู่กินกับชายตระกูลเย่ในเมืองแสงดาราแห่งนี้ แต่มิทราบด้วยเคราะห์กรรมอันใด ในขณะที่นางตั้งท้องเย่หยวน สามีของนางได้หายตัวไปโดยมิทราบสาเหตุ นางจึงอาศัยอยู่ในตระกูลเย่เพียงลำพังเท่านั้น พลังยุทธ์ของนางเริ่มเสื่อมถอยลงตามกาลเวลาเพราะการเผาผลาญแก่นโลหิตในครานั้น หลังจากนั้นไม่นานฟ่านปิงลี่ได้ให้กำเนิดเย่หยวน แต่ด้วยความไร้พลังยุทธ์ของนาง จึงทำให้ถูกรังแกโขกสับจากคนตระกูลเย่สารพัด สุดท้ายแล้วสองแม่ลูกจึงถูกขับออกจากตระกูลเย่ไปในที่สุด

ฟ่านปิงลี่นับว่าโชคดียิ่งนัก ที่เฒ่าแก่โรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งในเมืองแสงดารารับนางเข้าทำงานเป็นเด็กล้างจาน พร้อมกับให้ที่พักพิงแก่นาง ถึงแม้มันจะเล็กราวกับรูหนูเมื่อเทียบกับบ้านพักในตระกูลเย่ แต่ก็นับว่าดียิ่งแล้วในเวลานั้น นางกัดฟันล้างจานชามเลี้ยงเย่หยวนมาจนเติบใหญ่ ร่างกายของนางเองก็ทรุดโทรมลงเรื่อยๆ แต่นับว่าโชคดียิ่งนักที่เย่หยวนเป็นเด็กว่านอนสอนง่าย ผู้ใดพบเห็นก็เอ็นดูจึงได้มีวาสนาเรียนวรยุทธกับจอมยุทธ์พเนจรผู้หนึ่ง บุตรชายของนางนั้นเป็นคนกตัญญูรู้คุณอย่างมาก มิว่างานอันใดก็รับทำทั้งหมดเพื่อหาเงินมารักษานาง

ตัวฟ่านปิงลี่นั้นรู้ดีว่าตนเองคงอยู่ได้อีกไม่นาน ตอนนี้เย่หยวนอายุ 15 ปี นับว่านางนั้นได้วางใจลงได้บ้าง มีเพียงเรื่องน้องสาวที่หายตัวไปของนางเท่านั้นที่ติดค้างในใจของนางอยู่จนถึงบัดนี้ แต่ทำเช่นไรได้นางคงมิอาจอยู่สืบหาน้องสาวของนาง ฟ่านปิงปิง ได้อีกแล้ว

“เจ้ากล่าวความจริงเช่นนั้นรึ” หลินปินกล่าวออกมาโดนพลันทำให้ฟ่านปิงลี่ที่กำลังระลึกความหลังอยู่นั้นพลันได้สติ

“ข้าเป็นบุรุษมิเคยกล่าววาจาโป้ปด” เย่หยวนกล่าวได้น้ำเสียงอันหนักแน่น

หลินปินที่ได้มองดวงหน้าอันซีดเซียวของฟ่านปิงลี่แล้วนั้น ก็กล่าวขึ้นมาทันทีว่า “ข้าจะขอให้พี่ชายช่วยรักษาท่านแม่ของเจ้าก็ได้ แต่เจ้าต้องมาประลองกับข้าอีกครั้ง เจ้าจักยอมรับข้อเสนอข้องข้าหรือไม่”

เย่หยวนที่ได้ยินดังนั้นถึงกับใจเต้นระส่ำ พี่ชายของนางมิใช่ว่าเป็นท่านเจ้าขุนเขาเดียวดายหลินฮันผู้เก่งกาจผู้นั้นหรอกรึ หากได้ท่านเจ้าขุนเขาหลินฮันช่วยด้วยตนเอง มารดาของเย่หยวนคงต้องหายดีด้วยเวลาอันรวดเร็วเป็นแน่

“ข้าตกลง” การประลองของทั้งสองจึงเริ่มขึ้นอีกครั้งทันที





ตอนก่อน

จบบทที่ เทพแห่งแสง

ตอนถัดไป