กล่องเเห่งโชคชะตา

หลินฮันและครอบครัวได้เดินทางมาถึงเมืองเขียวอรุณในเวลาอันรวดเร็ว เมืองเขียวอรุณในตอนนี้นั้นนับว่าพื้นฟูได้อย่างรวดเร็ว ทุกอย่างกลับมาเป็นเหมือนก่อนที่ปีศาจจะบุกเข้ามา หลินฮันได้แจ้งแก่ผู้คนของตระกูลหลินถึงเรื่องการย้ายถิ่นฐาน ส่วนตระกูลหนิงที่เป็นตระกูลมารดาของหลินฮันนั้นได้ตัดสินในที่จักอยู่ยังเมืองเขียวอรุณนี้ต่อ มิได้ตามไปยังเมืองหลวงแต่อย่างใด

เมื่อทุกคนในตระกูลหลินรับรู้ถึงการย้ายถิ่นฐานครั้งนี้ก็อดที่จักใจหายมิได้ ตระกูลหลินตั้งรกรากอยู่ที่เมืองแห่งนี้มาหลายชั่วอายุคน แต่เมื่อคุณชายใหญ่หลินฮันได้มีตำแหน่งอันยิ่งใหญ่ในสำนักเทพกระบี่ หากตระกูลหลินยังคงอยู่ในเมืองเขียวอรุณต่อไป เกรงว่าคงเป็นเรื่องให้ชาวบ้านนินทาปล่าวๆ เป็นถึงเจ้าขุนเขาผู้ยิ่งใหญ่แต่กลับปล่อยให้ผู้คนในตระกูลอยู่ในเมืองเล็กๆที่แสนชนบทแห่งนี้

หลินฮันให้เวลาผู้คนในตระกูลเตรียมตัวเก็บข้าวของ 1 คืน เมื่อจัดการทุกอย่างเสร็จสิ้นจะออกเดินทางไปยังเมืองหลวงทันที เวลาผ่านล่วงเลยไปจนถึงเย็น หนิงฮวา ฟ่านปิงลี่และถังอี้ซิน ก็ได้ลงมือเข้าครัวทำอาหารรสเลิศ ส่วนหลินปินนั้นกำลังวุ่นกับการเก็บของที่มากมายจนเลือกมิถูกว่าจัดเอาสิ่งใดไปบ้าง โดยมีเย่หยวนเป็นคนช่วยยกย้ายสิ่งของต่างๆให้

เมื่อรับประทานอาหารกันเสร็จทุกคนก็แยกย้ายไปพักผ่อน บนโต๊ะอาหารเหลือเพียงบุรุษ 2 พ่อลูกเท่านั้นที่นั่งสนทนากันอยู่

“พ่อคิดว่าถึงเวลาแล้วละ ที่จักให้เจ้าเป็นหัวหน้าตระกูลหลินของเรา” หลินเทียนกล่าวขึ้นมา

“ข้าว่ายังเร็วเกินไปนะขอรับท่านพ่อ ท่านพ่ออยู่ได้อีกอย่างน้อยๆก็ 500 ปี จะถึงเวลาเร็วขนาดนี้ได้อย่างไร ส่วนท่านแม่ท่านพ่อมิต้องเป็นห่วง ไม่นานท่านแม่จักสามารถทะลวงเข้าสู้ระดับจักรพรรดิได้แน่นอน” หลินฮันกล่าวขึ้นมาด้วยใบหน้าอันจริงจัง

หลินเทียนได้ยินดังนั้นก็ถอนหายใจเบาๆ แล้วกล่าวขึ้นมาว่า “เจ้ารู้หรือไม่ ความจริงแล้วตระกูลหลินของเรา มิได้เป็นชาวอาณาจักรเซียนกระบี่โดยกำเนิด”

หลินฮันได้ยินดังนั้นก็เกิดสงสัยขึ้นมาทันที หลินเทียนที่ได้เห็นอาการสงสัยบนใบหน้าของบุตรชายนั้นก็ได้หยิบของบางอย่างขึ้นมาทันทีแล้วกล่าวขึ้นว่า

“ก่อนที่ข้าจักรับตำแหน่งหัวหน้าตระกูลนั้น ท่านปู่ของเจ้าได้บอกว่า พวกเราเป็นลูกหลานของเทพองค์หนึ่งในอีกมิติหนึ่ง ในครานั้นเกิดมหาสงครามอันยิ่งใหญ่ขึ้น พวกเราจึงได้ถูกส่งลงมายังอาณาจักรเซียนกระบี่แห่งนี้นับแต่นั้น เรื่องนี้อาจจะฟังดูมิน่าเชื่อถือนัก พ่อเองก็มิทราบว่าเป็นความจริงหรือไม่ แต่ว่าของสิ่งนี้ท่านปู่ของเจ้าได้ส่งต่อมาให้พ่อเก็บรักษาไว้ พ่อคิดว่ามันถึงคราที่ต้องส่งต่อให้กับเจ้าดูแลแล้ว”

หลินเทียนกล่าวจบก็มีกล่องสี่เหลี่ยมขนาดเล็กใบหนึ่งปรากฎขึ้นมาบนฝ่ามือ หลินฮันยื่นมือไปรับกล่องสี่เหลี่ยมใบเล็ก

ติ่ง! [ท่านได้รับกล่องแห่งโชคชะตา ไม่สามารถบอกรายละเอียดได้]

หลินฮันได้ยินดังนั้นก็พยายามที่จะเปิดฝากล่อง แต่มิว่าจักพยายามอย่างไรก็ไม่สามารถเปิดกล่องใบนั้นออกได้เลยแม้แต่น้อย เมื่อเห็นหลินฮันพยายามที่จะเปิดกล่อง หลินเทียนจึงกล่าวขึ้นมาว่า

“ท่านปู่ของเจ้าได้บอกกับพ่อว่า กล่องใบนี้จักเปิดออกเองเมื่อถึงเวลา”

หลินฮันเมื่อได้ฟังคำของหลินเทียนก็หันไปหาเจ้าหลินหงทันที ซึ่งคำตอบที่ได้ก็คือ “ข้ามิทราบขอรับว่ากล่องใบนี้มันคืออะไร” กล่องใบนี้แม้แต่หลินหงเองก็ยังมิรู้จักหลินฮันจึงเก็บกล่องใบนี้เอาไว้ในแหวนมิติด้วยความสงสัยต่อไป

รุ่งเช้าวันต่อมา เมื่อทานอาหารเช้าเสร็จสิ้นก็ได้มีวิหคเพลิงตัวใหญ่ เหินขึ้นไปบนท้องฟ้าเหนือเมืองเขียวอรุณ มีผู้คนอยู่บนหลังของมันจำนวนมาก เป็นคนของตระกูลหลินนั่นเอง เดินทางมาได้สักพักก็ใกล้ที่จักถึงเมืองหลวง “นายท่านข้าสัมผัสได้ถึงบางอย่างอยู่ด้านล่าง” หลินหงที่อยู่บนไหล่ของหลินฮันกล่าว

ด้านล่างในตอนนี้นั้นเป็นบริเวณของขุนเขามรณะที่หลินฮันได้มาทำภารกิจในตอนแรก “เช่นนั้นพวกเราไปสำรวจดูหน่อยจักดีกว่า หมาเชี่ยเจ้าพาคนของตระกูลหลินไปรอข้าที่ขุนเขาเดียวดาย” หลังจากกล่าวจบ หลินฮันก็ทะยานตัวลงไปยังขุนเขามรณะทันที หลินฮันเลือกที่จะเดินไปในขุนเขามรณะเรื่อยๆ ระหว่างทางก็ได้พบเจอสัตว์อสูรมากมายนัก แต่ว่าสัตว์อสูรเหล่านั้นมีระดับเพียงราชันลงไปเท่านั้น แต่อย่างไรก็ตามเมื่อได้สังหารพวกมันไปแล้วระบบก็ยังให้หินลมปราณและเม็ดยาฟื้นฟูจำนวนมากอยู่ดี ร่างของสัตว์อสูรพวกนั้นยังถูกหลินหงและหลินเสี่ยวไป๋เก็บไปอย่างรวดเร็ว แถมพวกมันทั้งสองตัว ยังกำชับหลินฮันให้สังหารสัตว์อสูรเหล่านั้นด้วยกระบวนท่าที่มิทำให้ร่างกายของสัตว์อสูรเสียหาย “เจ้าจอมตะกละสองตัวนี่” ทันใดนั้นเองหลินฮันก็ยกยิ้มที่มุมปากแล้วกล่าวขึ้นว่า

“เจ้าจักตามพี่ไปอีกนานเท่าไหร่กัน” ร่างของดรุณีและเด็กหนุ่มพลันปรากฏตัวออกมา

“แฮะๆ ท่านพี่รู้ว่าข้าตามมานานแล้วหรือเจ้าคะ” หลินปินกล่าวขึ้นมา นางเดินออกมาพร้อมกับเย่หยวน

หลินฮันมิได้ตอบคำ เพียงมองคนทั้งคู่ด้วยแววตาสงสัย หลินปินเห็นดังนั้นจึงกล่าวขึ้นอีกว่า “ก็ข้าอยากออกมาเดินเล่นนี่นา เลยขอให้เย่หยวนพาข้าตามท่านพี่มาด้วย ข้ากลับไปก็ได้”

“เจ้ารู้หรือไม่ว่าทำให้ท่านพ่อท่านแม่เป็นห่วงเสียแล้ว ตอนนี้คงกำลังตามหาเจ้ากันยกใหญ่ ช่างเถิดในเมื่อมากันแล้วก็ถือซะว่ามาเปิดหูเปิดตา” หลินฮันกล่าวออกมา

“เย้ ท่านพี่ใจดีที่สุด”

“เช่นนั้นเจ้าเรียกบริวารเทพออกมาต่อส้ก็แล้วกัน พี่จะคอยดูอยู่ห่างๆ” หลินฮันกล่าว

หลินปินได้ยินเช่นนั้นก็ผงกหัวรับทันที “จงออกมา” ทันทีที่จบคำ หลินเสี่ยวหงได้ปรากฎตัวออกมาทันที หลินปินได้สั่งให้มันออกไปต่อสู้กับสัตว์อสูรระดับราชันตนหนึ่ง หลินเสี่ยวหงกลายร่างเป็นยักษ์ตัวใหญ่แล้วบุกจู่โจม ไม่นานก็สามารถสังหารอสูรระดับราชันตนนั้นได้ ทันใดนั้นเอง พลังของบริวาลแห่งเทพหลินเสี่ยวหงก็เพิ่มขึ้นเป็นขั้นก่อเกิดขั้น 1 ทันที จากพื้นฐานขั้น 1 ส่วนหลินปินที่เป็นเจ้านายก็เลื่อนระดับเป็นหลอมรวมขั้น 1 จากก่อเกิดขั้น 9 นับว่าเป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์นัก สมแล้วที่เป็นถึงบริวารแห่งเทพ เพียงหลินเสี่ยวหงสังหารพวกสัตว์อสูรลง หลินปินก็สามารถเลื่อนระดับได้โดยง่าย ไม่นานนักเสียงร้องโหยหวนของบรรดาสัตว์อสูรทั้งหลายก็ดังขึ้นทั่วขุนเขามรณะ





ตอนก่อน

จบบทที่ กล่องเเห่งโชคชะตา

ตอนถัดไป