ข้าอยากอุ้มหลาน
“นางเพียงหมดสติไปเท่านั้น เจ้ามิต้องกังวลอันใด” หลินฮันที่ได้ดูอาการแล้วจึงได้กล่าวออกมา ทันใดนั้นเองฟ่านปิงลี่พลันพุ่งตัวเข้ามายังบริเวณที่หลินฮันอยู่อย่างรวดเร็ว นางมองใบหน้าของสตรีที่นอนหมดสติอยู่ที่พื้น แล้วสลับกับใบหน้าของหลงซินซิน “ข้าสงสัยตั้งแต่เห็นหน้าเจ้าครั้งแรก ใบหน้าของเจ้าช่างเหมือนกับน้องสาวของข้ายิ่งนัก” ฟ่านปิงลี่กล่าวขึ้นมาด้วยนำเสียงอันสั่นเครือ
หลงซินซินได้ยินดังนั้นถึงกับหยุดนิ่งไปครู่หนึ่ง เส้นผมสีขาว ใบหน้าคลายกับมารดาของตนหรือว่า “ท่านคือผู้ใดกัน” หลงซินซินถามขึ้นมาเพื่อความแน่ใจ
“ข้ามีนามว่าฟ่านปิงลี่ หากสตรีที่นอนหมดสติอยู่ตรงนี้มีนามว่าฟ่านปิงปิง ข้าก็นับว่าเป็นพี่สาวของนางและป้าแท้ๆของเจ้า” ฟ่านปิงลี่กล่าวขึ้นมาพร้อมกับหยาดน้ำตา เย่หยวนที่ได้ยินมารดาตนกล่าวเช่นนั้นก็ตื่นตระหนก แต่ก็ไม่นานก็ปลดปล่อยรอยยิ้มอันสุขใจออกมา
เย่หยวนได้เห็นมารดาทุกทรมานกับการคำนึงถึงน้องสาวที่หายตัวไปทุกวันทุกคืน ยามตื่นสืบหาข่าวจากผู้คนมิได้เว้น ยามนอนละเมอเพ้อพกอยู่ร่ำไป เย่หยวนที่ได้เห็นมารดาของตนเป็นเช่นนี้ก็ทุกข์ใจเป็นอย่างมาก แต่มาในวันนี้สวรรค์ช่างเมตตานัก คาดมิถึงว่าการติดตามท่านหลินฮันมา จักได้พบกับคนที่มารดาตนเองตามหามาเกือบ 20 ปี เย่หยวนเข้าไปประคองมารดาที่ร่ำไห้ แล้วกล่าวกับหลงซินซินว่า
“มารดาของข้าตามหาพวกท่านมาตั้งแต่ข้ายังมิได้ถือกำเนิด นับว่าวันนี้สวรรค์เมตตาพวกเราแล้ว”
หลงซินซินได้ยินดังนั้นจึงกล่าวออกมาเบาๆว่า “ท่านป้า”
ฟ่านปิงลี่ได้ยินดังนั้นก็ถลาเข้าไปกอดหลงซินซินอย่างรวดเร็ว “ดียิ่งนัก ดีจริงๆ” ฟ่านปิงลี่กล่าวขึ้นมาพร้อมน้ำตา
ผู้คนที่อยู่บริเวณโดยรอบต่างยิ้มออกมาเมื่อเข้าใจเหตุการณ์ตรงหน้า นับว่าการย้ายตระกูลหลินเข้ามาอยู่ในเมืองหลวงครานี้ มีเรื่องๆดีๆเกิดขึ้นเป็นการต้อนรับแล้ว
“เข้าไปด้านในตำหนักก่อนเถิด” หลินฮันกล่าวขึ้นมาหลังจากนั้นไม่นาน ตำหนักที่ชิงส่วยอาสาสร้างให้ใหม่นี้มีห้องโถงที่กว้างขวางทีเดียว สามารถจุคนของตระกูลหลินได้อย่างสะบาย เมื่อทุกคนเข้ามากันครบแล้วหลินฮันก็ประกาศจัดงานเลี้ยงขึ้นมา อีกทั้งยังส่งคนไปเชิญเจ้าสำนัก เจ้าขุนเขาและผู้อาวุโสบางส่วนมาร่วมงานเลี้ยงในครั้งนี้อีกด้วย แต่ปัญหาก็เกิดขึ้นจนได้ ในขุนเขานั้นพอมีสุราที่ไอ้โล้นได้หาซื้อไว้จำนวนมาก แต่เนื้อนั้นไม่มีแม้แต่นิดเดียวทำเอาหลินฮันปวดหัวยกใหญ่
“ท่านพี่เจ้าขา เนื้อพวกนี้ใช้ทำอาหารได้หรือไม่” หลินปินกล่าวจบก็ได้มีร่างสัตว์อสูรจำนวนมากกองเต็มขุนเขาเดียวดาย หลินฮันได้เห็นดังนั้นถึงกับพูดมิออก “มิใช่ว่าเจ้าสังหารสัตว์อสูรหมดทั้งขุนเขามรณะเลยรึ”
“เสี่ยวไป๋บอกให้ข้าเก็บไว้ให้เจ้าคะ” หลินปินกล่าวขึ้นมาพร้อมกับชี้นิ้วไปที่เจ้าแมวสีขาวที่อยู่บนไหล่ของหลินฮัน หลินฮันถึงกับดึงหูของเสี่ยวไป๋ทันที “เจ้านี่มันเหตุใดมิบอกกล่าว เห็นทีครานี้ขุนเขามรณะคงได้เปลี่ยนชื่อเป็นขุนเขาเดินชมทุ่งกระมัง” แต่ด้วยความตะกละของพวกมันทำให้งานเลี่ยงในคืนนี้มีเนื้อกินกันอย่างไม่จำกัด หนิงฮวา ฟ่านปิงลี่และเหล่าสตรีทั้งหลายต่างเข้าครัวเพื่อทำอาหารเลิศรส ส่วนบุรุษนั้นได้ร่ำสุรากันแล้วเรียบร้อย มีเพียงหลงซินซินเพียงผู้เดียวเท่านั้นที่ดูแลมารดาของตนที่นอนหลับไหลมิได้สติ
ไม่นานผู้คนทั้งหลายของสำนักเทพกระบี่ต่างเดินทางมาร่วมงานในครานี้ เจ้าสำนักหยางหลง ผู้อาวุโสสูงสุดฉีเย่ว เจ้าขุนเขาโอสถไป๋เฉียง ผู้พิทักษ์ขุนเขาศิษย์สายนอกและศิษย์สายในทั้งสอง ผู้อาวุโสทั้งหลายแม้แต่เจ้าขุนเขายุทธภัณฑ์หลี่กวง ที่หลินฮันมิได้ส่งคำเชิญไปยังมาร่วมงานอย่างหน้าตาเฉย และผู้หลินฮันเฝ้ารอการมาถึงของนางอย่างใจจดใจจ่อ หยางจื่อ นางสวมใส่ชุดสีแดง ท่วงท่ากริยางดงามดูแล้วช่าน่าเอ็นดูนัก
เมื่อหยางจื่อเข้ามาในห้องโถง หลินฮันก็เดินเข้าไปหาทันที “วันนี้เจ้างดยามยิ่งนัก มิเจอกันหลายวันคิดถึงข้าบ้างหรือไม่” หลินฮันที่เริ่มมีอาการกรึ่มๆเพราะฤทธิ์สุรา กล่าวขึ้นมาด้วยน้ำเสียงอันหวานนุ่มราวน้ำเชื่อมก็มิปาน หยางจื่อได้ยินดังนั้นพวงแก้มของนางก็แดงขึ้นมาทันใด แล้วกล่าวขึ้นว่า “ใครคิดถึงเจ้ากัน” หยางจื่อกล่าวเพียงประโยคเดียวก็หันหลังทำท่าจะเดินจากไป หลินฮันจับข้อมือของนางอย่างรวดเร็ว แล้วกล่าวขึ้นมาว่า “ใยเจ้าต้องหลบเลี่ยงข้าไปด้วยเล่า ปะไปหาท่านพ่อกับท่านแม่ของข้ากัน” หลินฮันมิได้ฟังความสมัครใจของนาง จูงมือหยางจื่อที่พวงแก้มแดงระเรื่อไปยังโต๊ะตัวใหญ่ที่บิดามารดาและผู้คนของสำนักเทพกระบี่ทั้งหลายนั่งอยู่ทันที
“ท่านพ่อท่านแม่ขอรับ นางคือหยางจื่อที่ข้าเคยเล่าให้ฟังขอรับ” หลินฮันกล่าวขึ้นมา
หลินเทียนและหนิงฮวาที่ได้ฟังคำกล่าวของหลินฮัน มองสำรวจไปยังหยางจื่อทันที “หยางจื่อสินะ มานั่งข้างๆแม่สิ” หนิงฮวายิ้มแล้วกล่าวขึ้นพร้อมกับผายมือไปยังเก้าอี้ด้านข้างที่ว่างอยู่ หยางจื่อจึงค่อยๆเดินไปนั่งอย่างว่าง่าย เมื่อหยางจื่อนั่งลงไปแล้วหลินฮันก็นั่งลงข้างๆด้วยเช่นกัน
“เจ้าอายุเท่าใด บิดามารดาอยู่ที่ใดหรือ พบกับหลินฮันเมื่อใด ไปเที่ยวด้วยกันบ้างหรือไม่ เจ้าบ่มเพาะพลังอยู่ระดับใด.........?” หนิงฮวาถามออกมาเป็นชุดๆ
หยางจื่อพลันตั้งสติแล้วตอบคำถามต่างๆอย่างว่าง่าย “ข้าอายุ 17 ปีเจ้าคะท่านป้า........”
พออย่างจื่อกล่าวตอบจบ หลินเทียนที่เริ่มเมามายพลันกล่าวขึ้นมาว่า “เมื่อใดพวกเจ้าจักแต่งงานมีหลานให้ข้าอุ้มสักทีเล่า ข้าอยากอุ้มหลายใจจะขาด จริงไหมจ๊ะเมียจ๋า”
หนิงฮวาได้ยินสามรกล่าวเช่นนั้นก็กล่าวว่า “จริงเจ้าคะท่านพี่ ข้าอยากอุ้มหลานแล้ว สินสอดทองมั่นเท่าใดกันเล่าท่านเจ้าสำนัก”
ขณะที่หยางหลงกำลักยกสุราขึ้นมาดื่มพลางครุ่นคิดจะกล่าวอันใดไปนั้น หลินฮันพลันกล่าวขึ้นมาก่อนว่า “สินสอดข้าได้มอบให้กับท่านเจ้าสำนักแล้วขอรับ เป็นเม็ดยาเม็ดหนึ่งที่ประเมินค่ามิได้”
หยางหลงที่กำลังยกแก้วสุราพลันน้ำในปากพุ่งพรวดทันที “เอ่อ” หยางหลงแน่นิ่งอยู่นานกล่าวอันใดมิออกเลยแม้แต่น้อย ผู้คนที่ได้เห็นอาการของหยางหลงก็หัวเราะออกมาดังลั่น หยางจื่อที่มิได้กล่าววาจาอันใดหลังจากตอบคำถามของหนิงฮวานั้น นางได้เป็นโรคหน้าแดงไปเรียบร้อยแล้ว หลินฮันที่จ้องมองนางตลอดเวลาก็พลันมีความสุขที่นางมิได้ปฏิเสธตนเองดังเช่นทุกครั้งที่ผ่านมา