อดีตของฟ่านปิงปิงและฟ่านปิงลี่

3 วันผ่านไปอย่างรวดเร็ว ในวันนี้ทุกคนได้มารวมตัวกันที่ห้องของหลินฮันเหมือนอย่างเช่นทุกวัน ด้วยสายเลือดแห่งเทพบรรพกาลที่ไหลเวียนอยู่ในร่าง หลินฮันกลับมาแข็งแกร่งดังเดิม แต่กลับมิอาจสัมผัสถึงพลังปราณแม้แต่น้อย

“พวกเรากลับบ้านกันเถิด” หลินปินกล่าวขึ้นมา ยามนี้นั้นนางคิดถึงห้องนอนที่คุ้นเคยของตนเองยิ่งนัก

“บ้านที่ใดเล่า เมืองหลวงล้วนพังทลายไปหมดสิ้นแล้ว” เย่หยวนที่ยืนอยู่ข้างๆหลินปินกล่าวออกมา

“ก็บ้านของพวกเราที่เมืองเขียวอรุณไงเล่า เจ้านี่มันสมองน้อยจริงๆ” หลินปินกล่าวกับเย่หยวน

“พ่อก็คิดว่าพวกเราควรกลับไปยังเมืองเขียวอรุณก่อน ที่นั่นคงปลอดภัยดี” หลินเทียนกล่าว

“ขอรับ ข้าก็คิดเช่นนั้น พวกเรารบกวนเจ้าสำนักจางมามากพอแล้ว” หลินฮันกล่าว

เมื่อจางหยูได้ยินเช่นนั้นจึงรีบกล่าวขึ้นมาทันใด “มิได้รบกวนแม้แต่น้อย พวกเจ้าจักอยู่ที่นี่นานเท่าใดก็ย่อมได้”

“ขอบคุณท่านเจ้าสำนักจางมากขอรับ นี่เป็นน้ำใจเล็กๆน้อยๆที่ข้าจะมอบให้ท่านได้ เม็ดยาเหล่านี้คนหนึ่งใช้ได้เพียง 10 เม็ดเท่านั้น มันสามรถทำให้ผู้ที่มีระดับต่ำกว่าเทวะสามารถทะลวงขั้นพลังได้ทันที” หลินฮันกล่าวจบก็ได้ยืนแหวนมิติวงหนึ่งให้กับจางหยู ด้านในแหวนนั้นมีขวดหยกที่บรรจุเม็ดยาทะลวงพลังขั้นกลาง 10 เม็ดด้วยกัน จางหยูที่ได้เห็นเม็ดยาเหล่านั้นถึงกับตกตะลึง

“มะมะเม็ดยาในตำนาน” จางหยูกล่าวขึ้นมาทำเอาผู้คนสำนักสราณรมย์และสำนักโลหิตจ้องมองด้วยความสงสัย ลั่วจวินได้ยินดังนั้นก็แย่งแหวนมิติในมือของจางหยูทันที

“เม็ดยาทะลวงพลังขั้นกลาง แถมยังมีตั้ง 10 เม็ด” ลั่วจวินกล่าวขึ้นมาเสียงดัง ฟงสืออี้ที่ได้ยินดังนั้นก็แสดงความอิจฉาบนใบหน้าทีนที ตอนที่ยังมิได้เกิดการต่อสู้กับเทพแห่งความตาย ร้านค้าตระกูลหลินจัดประมูลเพียงเม็ดเดียว ราคาของมันยังพุ่งไปถึง 11 ล้านหินลมปราณขั้นสูง และอาจจะมากกว่านั้นอีกหลายเท่าหากมิเกิดการขัดขวางขึ้นมาก่อน แต่ในตอนนี้หลินฮันถึงกับมอบให้จางหยูถึง 10 เม็ด

“เหอะๆพวกเจ้าตกใจอันใดกัน ข้าใช้เม็ดยาพวกนี้จนเบื่อแล้ว” หยางหลงกล่าวขึ้นมาด้วยใบหน้าของผู้มีชัย

“จริงรึ มิน่าเล่าเมื่อก่อนพลังของเจ้าเท่ากันกับข้าแต่ในยามนี้ข้ามิอาจสัมผัสพลังของเจ้าได้แม้แต่น้อย” ฟงจี้เหรินที่เงียบขรึมตลอดเวลากล่าวออกมา

“พลังของข้ายามนี้เป็นถึงสู่เทวะขั้น 3 ราชันจักรพรรดิเช่นเจ้า ข้าเป่าเบาๆ ก็กระเด็นไปพันลี้แล้ว ฮ่าฮ่าฮ่า” จางหลงกล่าว

“จะจะเจ้า” จางหยูและฟงจี้เหรินได้ยินดังนั้นถึงกับกล่าวอันใดมิออก

“เช่นนั้นข้าขอตัวก่อนนะขอรับ ทุกท่านโปรดรักษาตัวด้วย” หลินฮันกล่าวพร้อมกับเดินนำเหล่าผู้คนตระกูลหลินและสำนักเทพกระบี่ออกไปทันที ทันใดนั้นเองผู้อาวุโสคนหนึ่งของสำนักสราณรมย์ได้วิ่งเข้ามาหาจางหยู

“ท่านเจ้าสำนักขอรับ จักรพรรดิเสวี่ยตงมาขอเข้าพบขอรับ ข้าได้ให้คนพาไปรอที่ห้องโถงใหญ่แล้ว” ผู้อาวุโสคนนั้นกล่าว

ฟ่านปิงลี่และฟ่านปิงปิงที่ได้ยินชื่อจักรพรรดิเสวี่ยตงพลันสั่นสะท้านขึ้นมาทันใด หลงซินซินที่ได้เห็นอาการของคนทั้งสองจึงกล่าวขึ้นมา

“ท่านแม่เป็นอันใดไปหรือเจ้าคะ”

“เจ้ารู้แล้วใช่หรือไม่ว่าแม่เป็นคนจากอาณาจักรเหมันต์แห่งนี้ ในอดีตตระกูลฟ่านของเราเป็นหนึ่งในตระกูลใหญ่ทั้ง 5 ของอาณาจักรเหมันต์” ฟ่านปิงปิงกล่าว

“เจ้าค่ะ” หลงซินซินกล่าวตอบรับ

“เมื่อ 20 ปีก่อนในวันครบรอบการครองราชย์ 1 ปีของจักรพรรดิเสวี่ยตง แม่กับท่านป้าของเจ้าก็ได้เข้าร่วมงานพร้อมกับท่านตาและท่านยายของเจ้าด้วย ในตอนนั้นจักรพรรดิเสวียตงเห็นใบหน้าของแม่กับท่านป้าของเจ้า ก็หมายที่จักเอาพวกเราไปเป็นนางสนม บำเรอกามารมณ์ของตน แต่ท่านตาของเจ้ามิยินยอม มิว่าจักรพรรดิเสวี่ยตงจักบีบบังคับเช่นไร ท่านตาของเจ้าก็ยังคงปฏิเสธออกไปทุกครา จนในวันหนึ่งตระกูลฟ่านของเราถูกกล่าวหาว่าเป็นกบฏ โทษสังหารล้างตระกูล ท่านตาและท่านยายของเจ้า ใช้สมบัติทุกอย่างที่มีส่งแม่กับท่านป้าของเจ้าไปยังอาณาจักรเซียนกระบี่ แม่กับป้าจึงรอดมาได้” หลิงปิงปิงกล่าวด้วยน้ำเสียงอันโกรธแค้นและเศร้าโศก

ฟ่านปิงลี่ที่ได้ยินน้องสาวตนเองกล่าว น้ำตาของนางก็ไหลนองโดยพลัน “ใช่แล้ว เป็นดังเช่นปิงเอ๋อกล่าวมา” ฟ่านปิงลี่กล่าวเสริม

“ท่านแม่ ข้าจักล้างแค้นให้ท่านตาและท่านยายเอง” เย่หยวนกล่าวออกมาพร้อมกับปลดปล่อยพลังระดับสู่เทวะขั้น 1 ออกมา

หลงซินซินได้ยินเช่นนั้นเลือดในกายพลันเดือนพล่าน พลังระดับเทวะขั้น 1 ของนางปะทุขึ้นมาอย่างรวดเร็วผู้คนที่อยู่บริเวณโดยรอบพลันหายใจติดขัด

“ใจเย็นๆก่อนเถิด พวกเจ้าอยากให้ข้าตายเพราะแรงกดดันหรืออย่างไร” หลินฮันกล่าว ในบรรดาศิษย์ทั้ง 3 คนที่ได้รับทรัพยากรที่หลินฮันมอบให้อย่างมิขาดสาย หลงซินซินเป็นผู้ที่มีพลังฝึกตนสูงที่สุด นางสามารถทะลวงถึงระดับเทวะขั้น 1 ได้ ส่วนหลินต่งและไอ้โล้นนั้น มีพลังเพียงสู่เทวะขั้น 5 เท่านั้น แต่ที่น่าประหลาดใจที่สุดคือเย่หยวน เพราะหลินฮันมิค่อยได้มอบทรัพยากรให้มากเท่าใดนัก แต่พลังของมันกลับพุ่งพรวดอย่างน่าอัศจรรย์ ต้องเป็นฝีมือหลินปินเป็นแน่ เพราะไม่ว่าหลินปินอยากได้อันใด หลินฮันจักมอบให้นางโดยทันที

หลงซินซินได้ยินคำของหลินฮันก็ค่อยๆลดพลังของตนเองลง ผู้คนโดยรอบจึงหายใจหายคอได้อย่างสะดวก

“ท่านเจ้าสำนักจางคงได้ยินแล้วนะขอรับ เชิญท่านนำทางหน่อยเถิด” หลินฮันกล่าวพร้อมกับรอยยิ้ม

จางหยูได้ยินดังนั้นถึงกับกลืนน้ำลายเสียงดัง พลังของเย่หยวนและหลงซินซินเมื่อครู่ ต่อให้ตัวมันเองถึงพันคนก็มิอาจต่อกรได้แม้แต่น้อย จางหยูนึกสภาพของจักรพรรดิเสวี่ยตงในอนาคตออกทันที..

ตอนก่อน

จบบทที่ อดีตของฟ่านปิงปิงและฟ่านปิงลี่

ตอนถัดไป