เหตุการณ์วุ่นวาย
เมื่อถิงถิงกินเสี่ยวหลงเปาเสร็จแล้ว หลินฮันวางหินลมปราณระดับสูงก้อนหนึ่งไว้บนโต๊ะ ขณะที่ทั้งสามคนกำลังจะเดินออกไปจากโรงเตี๊ยมชมจันทร์นั้น
“ผู้ใดกล้าทำร้ายบุตรชายข้า ”
เสียงบุรุษอันทรงพลังดังขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ด้านหน้าโรงเตี๊ยมพลันปรากฎบุรุษเส้นผมหงอกขาว ร่างกายผมแห้ง มันมีนามว่า เหอหลาง เป็นผู้นำตระกูลเหอคนปัจจุบันเบื้องหลังของมันมีคุณชายน้อยกระกูลเหอและคุณหนูน้อยสกุลโม่ที่สวมใส่อาภรณ์ชุดใหม่แล้วยืนอยู่
บุรุษเส้นผมสีขาวได้ปลดปล่อยแรงกดดันระดับราชันจักรพรรดิขั้น 1 คลอบคลุมไปทั่วบริเวณโรงเตี๊ยมโดยมิไว้หน้าผู้ใดแม้แต่น้อย
“ท่านพ่อ เป็นพวกชาวนาพวกนั้นขอรับที่ทำร้ายข้าและน้องเหยา” เหอจุนกล่าวออกมาอย่างรวดเร็ว
“ใช่แล้วเจ้าคะท่านน้า” โม่เหยากล่าวสนับสนุน
ทันใดนั้นเอง แรงกดดันของเหอหลางมลายหาไปอย่างรวดเร็ว บุรุษชราไว้เครายาวเฟื้อยผู้หนึ่งค่อยๆก้าวเดินลงมาจากชั้นบนของโรงเตี๊ยม มันมีนามว่า ชิงถาน เป็นผู้ดูแลโรงเตี๊ยมแห่งนี้นั่นเอง
“ผู้ใดบังอาจก่อความวุ่นวายในโรงเตี๊ยมชมจันทร์” ชิงถานกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงอันน่าเกรงขาม
เหอหลางมองเห็นร่างของชิงถาน ก็รีบเร่งเข้าไปหาทันที “ขออภัยท่านผู้ดูแลถานด้วยขอรับ แรงกดดันเมื่อครู่เป็นข้าที่ปลดปล่อยออกมาเอง”
“หึม! ตระกูลเหอของเจ้า ยิ่งใหญ่ถึงขนาดกล้ามาสร้างความวุ่นวายในโรงเตี๊ยมของตระกูลชิงแล้วรึ” ชิงถานกล่าวออกด้วยโทษะ
“มิใช่เช่นนั้นขอรับ เป็นเพราะชาวนาชั้นต่ำพวกนั้นทำร้ายบุตรชายข้าน้อยและถึงกับกล้าทำร้ายคุณหนูโม่เหยาด้วยเช่นกัน” เหอหยางกล่าวออกมา
“ใช่แล้วเจ้าคะ ท่านปู่ถาน ชาวนา 3 คนนั้นทำร้ายข้ากับพี่จุนจริงๆ” โม่เหยากล่าวกล่าวออกมา ตระกูลโม่ของนางนั้นเป็นหนึ่งในตระกูลใหญ่แห่งอาณาจักรรุ่งอรุณ มีความสัมพันธ์อันดีกับตระกูลชิงมิน้อย และตระกูลโม่ยังมีพี่ชายของนาง โม่เฉิน ศิษย์หลักลำดับที่ 4 ของสำนักเทพกระบี่ จึงทำให้เป็นที่นับหน้าถือตามิน้อย
ชิงถานได้ยินดังนั้นพลันมองทางด้านที่หลินฮันยืนอยู่ มันเริ่มตรวจสอบพลังของคนทั้ง 3 ทันที ชายหนุ่มหมวกฟางนั้นมิอาจสัมผัสพลังฝึกตนเลยแม้แต่น้อย สตรีที่อยู่เคียงข้างๆเองก็เช่นกัน สำหรับเด็กน้อยที่อยู่ข้างกายทั้งสองคนนั้นมีพลังระดับก่อเกิดขั้น 1 มองดูแล้วเด็กน้อยคนนั้นสมควรมีอายุมิเกิน 5 ขวบ แต่กลับมีพลังถึงขั้นก่อเกิดเชี่ยวรึ หากมิได้อาศัยเม็ดยาจากร้านค้าตระกูลหลิน ก็ต้องเป็นพรสวรรค์ของสุดยอดอัจฉริยะเป็นแน่
“ท่านพ่อเจ้าขา ทำไมลุงคนนั้นหน้าตาเหมือนคนที่เคยมาหาเราที่บ้านเลยละ” ถิงถิงกล่าวขึ้นมา
ชิงถานได้ยินเสียงของถิงถิงก็รู้คุ้นหูอย่างหน้าประหลาด ไม่นานร่างของมันพลันสั่นสะท้าน
“สะสะเสียงนี้ไม่ผิดแน่นอน คะคะคุณหนูหลินเจิ้งถิงแห่งตระกูลหลิน บุตรสาวท่านเจ้าขุนเขาเดียวดาย” ชิงถานกล่าวออกมาอย่างตะกุกตะกัก แล้วเดินเข้าไปคำนับอย่างนอบน้อม
“ข้าน้อยชิงถาน ผู้ดูแลโรงเตี๊ยมชมจันทร์ คารวะท่านเจ้าขุนเขาเดียวดายหลินฮันและแม่นางหยางจื่อ”
ครั้งหนึ่งเมื่อไม่นานมานี้ ชิงถานได้เดินทางไปยังขุนเขาเดียวดายเพื่อส่งสมุนไพรบางอย่างให้กับหลินฮันตามคำสั่งของชิงส่วยซึ่งเป้นผู้นำตระกูลชิง เป็นเพราะทั้งสามสวมหมวกปิดบังดั่งชาวนาจึงทำให้ชิงถานมิได้สังเกตเห็นแต่แรก
ยามนี้นนั้นมันได้รับรู้ตัวตนของคนทั้งสามที่อยู่เบื้องหน้าแล้ว จักให้ยืนนิ่งเฉยอยู่ได้เช่นไร ใครบ้างมิรู้ว่าท่านเจ้าขุนเขาเดียวดาย เป็นถึงท่านอาจารย์ขององค์จักรพรรดิและจักรพรรดินีของทั้ง 3 อาณาจักร ถือเป็นผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกหล้าแห่งนี้โดยแท้จริง
“อึม ข้าออกไปได้รึยัง” หลินฮันกล่าวเสียงเรียบ
“ขอรับ ข้าน้อยมิกล้า” ชิงถานกล่าวด้วยความน้อบน้อมถึงที่สุด
ทางด้านเหอหลางที่ได้ยินชิงถานกล่าวนามหลินฮันก็ยืนแน่นิ่งดังต้นไม้ก็มิปาน “คะคะคนผู้นั้น จะจะเจ้าขุนเขาเดียวดาย” เหอหลางคิดในใจ ยามนี้มันมิกล้าเปล่งวาจาสามหาวอันใดออกมาแม้แต่น้อย ทันใดนั้นเอง
“ท่านปู่ถาน จักปล่อยชาวนาพวกนี้ออกไปง่ายๆเช่นนี้หรือ พวกมันทำร้ายข้านะเจ้าคะ” โม่เหยากล่าวออกมา
“จริงด้วยขอรับท่าน” เหอจุนกล่าวสนับสนุน
“พวกเจ้ากล่าววาจาเหลวไหลอันใด” ชิงถานและเหอหลางกล่าวขึ้นมาพร้อมกัน โม่เหยาและเหอจุนได้ยินเสียงตะโกนของคนทั้งสองพลันสะดุ้งเฮือก เหตุใดจึงท่านทั้งสองจึงกล่าวเช่นนี้กัน
“สรุปพวกเจ้าจักให้ข้าไปหรือมิให้ไปกันแน่” หลินฮันกล่าวขึ้นมาด้วยน้ำเสียงอันหนักหน่วงกว่าเดิม
เหอหลางที่ได้ยินคำกล่าวของหลินฮันพลันสั่นเป็นเจ้าเข้า มันคุกเข่าลงพร้อมกับโขกศีรษะรัวๆ บึก บึก บึก!!!!...
“ท่านเจ้าขุนเขาเดียวดายโปรดไว้ชีวิตด้วย” เหอหลางกล่าวออกมา
เหอจุนและโม่เหยาเห็นการกระทำของเหอหลางพลันตกตะลึง เจ้าขุนเขาเดียวอายอันใดกันเหตุใดเหอหลางจึงได้หวาดกลัวเช่นนั้น
หนึ่งคือคุณชายเจ้าสำราญผู้เสพโลกีไปวันๆ อีกหนึ่งคือคุณหนูผู้เอาแต่ใจจนเป็นนิสัย พวกมันทั้งสองมิเคยสนใจเรื่องราวภายนอกเลยแม้แต่น้อย ไหนเลยจักเคยได้ยินนามของหลินฮัน
“ท่านพ่อ ท่านทำอันใด เหตุใดจึงโขกศีรษะให้ชาวนาไร้พลังยุทธ์เช่นนี้ด้วย” เหอจุนกล่าวออกมา
เหอหลางได้ยินคำกล่าวของบุตรชายพลันเลือดขึ้นหน้า “ชาวนาบ้านมารดาเอ็งรึ ไอ้ลูกไม่รักดี ข้าจะตีเจ้าให้ตายคามือวันนี้” เหอหลางกล่าวออกมาด้วยความโมโห ไม่นานร่างของเหอจุนก็มีสภาพมิต่างกับขอทานข้างถนน
“ท่านพี่!!!!!! เหตุท่านน้าถึงทุบตีท่านพี่เหอจุนเช่นนี้” โม่เหยากล่าวออกมาด้วยความตกใจ
“เจ้าเองก็เช่นกัน หากมิติดว่าพวกเจ้าเป็นลูกหลานตระโม่ ข้าจักถลกหนังเจ้าออกมาอีกคน” เหอหลางกล่าวขึ้นมา
“กรี๊ดดด!! ใยท่านกล่าวเช่นนี้ ข้าจักไปฟ้องท่านพ่อ” โม่เหยาร้องออกมาพร้อมกับวิ่งออกไปจากโรงเตี๊ยมโดยพลัน นางมิเข้าใจแม้แต่น้อยเหตุใดจึงเป็นเช่นนี้ไปได้ ชาวนา 3 คนนั้นยิ่งใหญ่มาจากไหนกัน ไม่นานหลังจากนั้น
“ผู้ใดรังแกน้องสาวของข้า” โม่เฉินปรากฏตัวออกมาอย่างรวดเร็ว ทันใดนั้นโม่เฉินสังเกตเห็นครอบครัวของหลินฮันจึงเดินเข้าไปหาทันที
“คารวะท่านเจ้าขุนเขาเดียวดายและศิษย์พี่หยาง มิทราบว่าพวกท่านเห็นกลุ่มชาวนา 3 พ่อแม่ลูกที่ทำร้ายน้องสาวของข้าโม่เหยาหรือไม่” โม่เฉินกล่าวออกมา
หลินฮันถอนหายใจออกมาเบาๆ “นี่ข้าเพียงพาถิงถิงมากินเสี่ยวหลงเปา ใยจึงวุ่นวายเช่นนี้กัน” หลินฮันจูงมือหยางจื่อและถิงถิงจากไปโดยมิกล่าวอันใดแม้แต่น้อย
เมื่อหลินฮันและครอบครัวจากไปแล้ว สายตาทุกคู่จึงไปตกอยู่ที่เสี่ยวเอ้อที่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดโดยพลัน
“เอ่อ ผู้ที่ทำร้ายน้องสาวของท่าน คือนายท่านที่เดินออกไปเมื่อครู่ขอรับ” เสี่ยวเอ้อกล่าวออกมาโดยพลัน โม่เฉินได้ยินดังนั้นใบหน้าของมันขาวซีดโดยพลัน "ตระกูลโม่ของข้าจบสิ้นเเล้ว"