มรกตหวนชีวี
หลังจากครอบครัวของหลินฮันออกมาจากโรงเตี๊ยมชมจันทร์ ทั้งสามจึงมุ่งหน้าไปยังร้านค้าตระกูลหลินที่อยู่ไม่ไกลนัก ระหว่างทางแม่หนูน้อยถิงถิงเดินชมสินค้าตามแผงลอยข้างทาง มิว่าจะเป็นหวีหยก กำไลหยก แต่สิ่งที่แม่หนูน้อยถูกใจยิ่งนัก คงจักเป็นหน้ากากแมวสีขาวอันหนึ่งที่วางอยู่มิไกล
“ท่านพ่อเจ้าขา ข้าอยากได้หน้ากากอันนั้น” ถิงถิงกล่าวขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
“ข้าเอาหน้ากากแมวสีขาว 1 อัน” หลินฮันกล่าว
“หน้ากากแมว 1 เหรียญเงินขอรับ” พ่อข้าแผงลอยกล่าวขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
“ไม่เอา ท่านพ่อกับท่านแม่ต้องใส่เป็นเพื่อนถิงถิงด้วย” ถิงถิงกล่าว
“เช่นนั้นขอหน้ากากแมว 3 อันก็แล้วกัน” หลินฮันกล่าวพร้อมกับหยิบหินลมปราณขั้นสูงขึ้นมาก้อนหนึ่ง พ่อค้าเจ้าของแผงลอยเห็นดังนั้นก็ตกตะลึงในทันที
“ข้าน้อยมิมีเงินทอนให้ท่านนะขอรับ ไม่ทราบว่าท่านมีเหรียญเงินหรือไม่ หน้ากาก 3 อันเพียง 30 เหรียญเงินขอรับ” พ่อค้ากล่าวขึ้นมา
ขณะที่หลินฮันกำลังจะกล่าวอันใดออกไปนั้นสายตาพลันเหลือบไปเห็นหินสีเขียวขนาดเท่ากำปั้นก้อนหนึ่งบนแผงลอย หลินฮันยื่นมือไปหยิบขึ้นมาทันใด
ติ่ง! [ท่านได้รับมรกตหวนชีวี มรกตหวนชีวีถือกำเนิดขึ้นมา 1 ล้านปีเพียง 1 ก้อน สามารถฟื้นคืนชีวิตคนที่ตายได้ หมายเหตุ:ต้องมีชิ้นส่วนร่างของผู้ตายและผู้ใช้ต้องมีระดับเหนือเทวะขึ้นไป]
“นะนะนี่มัน.....หลินหงบางทีข้าอาจจะช่วยเจ้าได้” หลินฮันตกตะลึงในทันใด มินานมุมปากจึงค่อยๆยกยิ้มขึ้น
“เป็นอันใดไปรึ” หยางจื่อกล่าวขึ้นมาเมื่อเห็นใบหน้าของหลินฮัน
“มิได้มีอันใด ท่านพ่อค้ามิทราบว่าสิ่งนี้ราคาเท่าใด” หลินฮันกล่าวพร้อมกับยื่นก้อนหินสีเขียวให้ดู
“ข้าขายให้ท่าน 100 เหรียญทองก็แล้วกันขอรับ ” พ่อค้ากล่าวขึ้นมา หินก้อนนี้มันได้มาด้วยความบังเอิญระหว่างเดินทางไปค้าขายที่อาณาจักรทรายโลหิต วางขายอยู่บนแผงมาเกือบ 5 ปีแล้ว แต่ก็มิได้มีผู้ใดสนใจซื้อมันแม้แต่น้อย
“เช่นนั้นหินลมปราณก้อนนี้ข้าให้ท่านไปเลยก็แล้วกันมิต้องทอน” หลินฮันกล่าวขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
“ขอบคุณขอรับนายท่าน เพียงเท่านี้ข้าก็จักสามารถซื้อเม็ดยาในร้านค้าตระกูลหลินได้แล้ว” พ่อค้าแผงลอยกล่าวขึ้นมาด้วยความดีใจ
“ท่านลุงจักซื้ออะไรที่ร้านค้าตระกูลหลินของข้าหรือเจ้าคะ” ถิงถิงกล่าวถามด้วยความสงสัย
“เม็ดยาช้างสารผงาดนะสิ จะเจ้าว่าอันใดนะ ร้านค้าตระกูลหลินของเจ้ารึ” พ่อค้าแผงลอยกล่าวออกมาทันใด หลินฮันและหยางจื่อที่ได้ยินชื่อเม็ดยาช้างสารผงาดพลันจูงมือแม่หนูน้อยถิงถิงเดินออกไปทันที พ่อค้าเห็นดังนั้นยิ่งแปลกใจเข้าไปใหญ่ “ข้าคงหูฝาดไปกระมัง”
“ท่านพ่อเจ้าคะเม็ดยาช้างสารผงาดไว้ทำอันใดหรือเจ้าคะ ทำไมท่านลุงคนนั้นถึงดูตื่นเต้นจัง” แม่หนูน้อยกล่าวขึ้นมาทันใด
“เอ่อคือว่า เอ่อ...” หลินฮันถึงกับกล่าวอันใดมิออก
“ให้เจ้าตัวสูงเท่าแม่เสียก่อน ท่านพ่อถึงจักบอกเจ้า” หยางจื่อกล่าวขึ้นมาทันใด
“เจ้าค่ะ” ถิงถิงกล่าวแต่ในใจของนางนั้นรู้สึกสงสัยเป็นอย่างยิ่ง
หน้าร้านค้าตระกูลหลินคับคั่งไปด้วยผู้คนมากมาย ต่อแถวเพื่อเข้าซื้อสินค้าอย่างเป็นระเบียบโดยมิได้มีผู้ใดกล้าฝ่าฝืนแม้แต่น้อย
“ท่านปู่หวังเจ้าขา หน้ากากแมวของถิงถิงสวยหรือไม่” ถิงถิงกล่าวขึ้นมาด้วยน้ำเสียงอันใสแจ๋วหลังจากเดินเข้ามาภายในร้าน
“งดงามยิ่งงดงามยิ่งนัก มาให้ปู่หอมเจ้าหน่อย” หวังเทากล่าวพร้อมกับอุ้มแม่หนูน้อยขึ้นมา
เมื่อมองไปยังหลินฮันและหยางจื่อ หวังเทาอดกลั่นหัวเราะมิได้ หน้ากากแมวที่หลินฮันสวมใส่นั้นมีขนาดเล็กเกินไป ทำให้ส่วนปากไปอยู่ตรงจมูก ใครจะคิดว่าเจ้าขุนเขาเดียวดายหลินฮันจะสวมหน้ากากแมวอันน่าตลกเช่นนี้เดินรอบเมือง
“คำนับนายท่านและนายหญิงขอรับ” หวังเทากล่าวขึ้นมาหลังจากกลั้นหัวเราะได้แล้ว
“คำนับอันใดกันเล่าท่านปู่ อย่าเกรงใจข้าเลย” “จริงเจ้าคะ” หลินฮันและหยางจื่อกล่าวออกมา
“มิทราบว่า ต้องการสิ่งใดหรือขอรับ” หวังเทากล่าวถาม
“มิได้มีอันใดขอรับท่านปู่ ข้าเพียงพาถิงถิงมาเดินเล่นชมเมืองเท่านั้น” หลินฮันกล่าวขึ้นมา
“มีคนบอกว่าท่านพ่อเป็นชาวนา แถมยังจะทำร้ายถิงถิงด้วย” ถิงถิงกล่าวขึ้นมาโดยพลัน
“มันเป็นผู้ใดกัน” หวังเทากล่าวขึ้นมาโดยพลัน
ทันใดนั้นเอง
ปึก ปึก ปึก........
“ท่านเจ้าขุนเขาเดียวดายโปรดเมตตาไว้ชีวิตบุตรสาวข้าด้วย”
เสียงโขกศีรษะพร้อมกับเสียงร้องครวญครางดังขึ้นมาด้านหน้าร้านค้าตระกูลหลินอย่างต่อเนื่อง
“ผู้ใดบังอาจมาสร้างความวุ่นวายหน้าร้านค้าตระกูลหลิน” ร่างของหวังเทาที่มีถิงถิงนั่งอยู่บนบ่าปรากฎขึ้นทันใด พร้อมกับหลินฮันและหยางจื่อที่ค่อยๆเดิมตามมา
“บุตรข้าไร้เดียงสามิรู้ความ ท่านเจ้าขุนเขาเดียวดายโปรดเมตตาไว้ชีวิตบุตรสาวข้าด้วย” โม่ฉางกล่าวขึ้นมา
“น้องสาวขอข้าสิ้นคิด ล่วงเกินท่านเจ้าขุนเขาและศิษย์พี่ แต่นางยังเด็กนัก ขอโปรดเมตตาด้วยเถิดขอรับ โม่เหยาเจ้ายืนทำอันใดอยู่ยังมิคุกเข่าขอขมาอีกรึ” โม่เฉิน ศิษย์หลักลำดับที่ 4 สำนักเทพกระบี่กล่าวออกมา
“ข้า มิได้ตั้งใจ ข้ามิรู้ว่าเป็นท่านเจ้าคะ” โม่เหยากล่าวขึ้นมาด้วยใบหน้าอันน่าสงสาร พร้อมกับโขกศีรษะลงพื้นเสียงดัง จนทำให้หน้าฝากของนางเกิดรอยแผลขึ้นมา
“ท่านพ่อเจ้าขา อภัยให้พวกเขาเถิด” ถิงถิงกล่าวขึ้นมาเสียงเบา แต่ถึงกระนั้นผู้คนที่อยู่บริเวณโดยรอบก็ยังได้ยินอยู่ดี
“พวกเจ้าหยุดได้แล้ว จงส่งมอบหินลมปราณของตระกูลเจ้ามาครึ่งหนึ่ง ส่วนตระกูลเหอให้พวกมันส่งมอบมาทั้งหมด แล้วเรื่องในวันนี้ข้าจักถือว่ามิเคยเกิดขึ้น” หลินฮันกล่าวขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ที่หลินฮันกล่าวเช่นนั้นเป็นเพราะลำแสงเคลื่อนย้ายยังต้องใช้หินลมปราณเพื่อเติมเต็มพลังอีกเป็นจำนวนมาก หึหึ! ของฟรีมากองอยู่ตรงหน้ามีรึจักมิเอา
“ขอบคุณท่านเจ้าขุนเขาเดียวดายขอรับ”
“ขอบคุณท่านเจ้าขุนเขาเดียวดายที่เมตตา” สามพ่อลูกตระกูลโม่กล่าวขึ้นมาอย่างรวดเร็ว เสียหินลมปราณไปเพียงครึ่งเดียวนับว่าดียิ่งแล้ว
“พวกเราไปกันเถิด” หลินฮันกล่าวขึ้นมาพร้อมกับยื่นมือออกไปรับถิงถิงจากหวังเทา
“ท่านพ่อเจ้าขา ข้าขออยู่เล่นกับท่านปู่หวังได้ไหมเจ้าคะ” แม่หนูน้อยกล่าวด้วยน้ำเสียงออดอ้อน
“เจ้าแน่ใจรึ” หลินฮันกล่าวออกมาด้วยสงสัย ปกติแล้วหลินฮันไปที่ใดถิงถิงจักขอไปด้วยทุกครา มีเพียงครานี้ที่แม่หนูน้อยขออยู่เล่นที่ร้านค้าตระกูลหลิน
“มิเป็นอันใด เดี๋ยวข้าจักอยู่ดูลูกเอง ท่านไปทำงานของท่านเถิด” หยางจื่อกล่าวออกมา
“ท่านแม่ไปกับท่านพ่อเถิดเจ้าคะ ถิงถิงสัญญาว่าจะไม่ดื้อไม่ซน จะเชื่อฟังท่านปู่หวังทุกอย่างเลย” แม่หนูน้อยกล่าวขึ้นมาทันใด
“เช่นนั้นก็เอาตามนั้นก็แล้วกัน ท่านปู่ฝากถิงถิงสักประเดี๋ยวนะขอรับ” หลินฮันกล่าวพร้อมกับส่งสัญญาณให้หยางจื่อ หลังจากมีถิงถิงการที่หลินฮันและหยางจื่อจักมีเวลาสองต่อสองเป็นเรื่องยากเย็นยิ่งนัก หยางจื่อเห็นดังนั้นใบหน้าของนางแดงขึ้นมาโดยพลัน