เทพเจ้าผู้สร้างโลก (ตอนพิเศษ)
ตำรวจจราจรได้ยินคำกล่าวของหลินฮันก็เข้าใจได้ทันที คนทั้งสามที่มายืนอยู่กลางถนนต้องเป็นคนสติไม่สมประกอบอย่างแน่นอน อีกทั้งการแต่งตัวแบบคนโบราณนั่นอีก
คิดได้ดังนั้นตำรวจหนุ่มก้มหน้าหมายจะหยิบวิทยุสื่อสารที่อยู่ข้างเอว เมื่อเงยหน้าขึ้นมากลับไม่พบเห็นคนทั้งสามแล้ว ตำรวจจราจรคนนั้นถึงกับเหวอ “เอาเเล้ว...ผีหลอกกกก!!!”
ร่างของคนทั้งสามปรากฎเหนือหมู่เมฆสีขาว หลินฮันถึงกับถอนหายใจยาว “กลับมาแล้วจริงๆสินะ...”
“ที่นี่คือโลกที่ท่านพ่อเคยอยู่หรือเจ้าคะ น่าสนุกจัง แล้วก้อนโลหะที่วิ่งเร็วๆนั่นเรียกว่าอันใดเจ้าคะ” ถิงถิงกล่าว
“เป็นมิติที่แปลกประหลาดเสียจริง แถมพลังปราณเบาบางยิ่งนัก” หยางจื่อก็กล่าวออกมาเช่นกัน
หลินฮันได้ยินดังนั้นจึงได้เริ่มบอกกล่าวเรื่องราวของโลกในปัจจุบันให้ทั้งสองฟังในทันที หยางจื่อได้ฟังคำกล่าวของหลินฮันถึงกับตกตะลึง มนุษย์ในโลกแห่งนี้สามารถสร้างสิ่งของต่างๆมากมายโดยมิได้อาศัยพลังปราณได้เช่นไรกัน ส่วนแม่หนูน้อยถิงถิงนั้น กำลังจินตนาการถึงสวนสนุกที่มีของเล่นมากมายตามคำกล่าวของหลินฮัน
“พวกเจ้าเป็นใคร เหตุใดจึงล่วงล้ำเข้ามายังโลกแห่งนี้” เสียงอันแก่ชราตังเข้าโสตประสาทของคนทั้งสาม เบื้องหน้าราวๆร้อยเมตรปรากฏบุรุษชราผมขาวสวมใส่อาภรณ์ดั่งผู้ทรงศีล ในมือถือไม้เท้ารูปทรงโบราณพร้อมกับปลดปล่อยแรงกดดันระดับเทวะขั้น 9 ออกมา
“ข้าคือจักรพรรดิแห่งดินแดนสงบจิต ข้าเพียงพาภรรยาและบุตรสาวมาเดินชมนกชมไม้เท่านั้น” หลินฮันกล่าวออกมาอย่างรวดเร็ว
บุรุษชราผู้นั้นถึงกับชะงัก ตัวมันคือผู้พิทักษ์ที่ทำหน้าที่ปกปักรักษาโลกมนุษย์แห่งนี้มาอย่างยาวนาน ไหนเลยจักรู้จักดินแดนสงบจิตได้ แต่การที่คนเบื้องหน้าของมันนี้มิสะทกสะท้านต่อพลังกดดันที่ได้ปลดปล่อยออกไปแม้แต่น้อย เห็นได้ชัดว่าจักต้องมิใช่ธรรมดาเป็นแน่ หากเพียงมาชมนกชมไม้ดังคำกล่าวออกมาเมื่อครู่ก็ดีไป แต่ว่าหากคิดจักทำลายโลกใบนี้นั้นเกรงว่าตัวมันคงมิอาจต้านทานได้
“ท่านพ่อเจ้าขา ถิงถิงอยากไปสวนสนุกแล้ว” แม่หนูน้อยกล่าวออกมา แต่คำกล่าวของนางนั้นกลับแฝงไปด้วยพลังระดับราชันเทวะขั้น 9 อย่างเต็มเปี่ยม บุรุษชราที่ได้สัมผัสแรงกดดันจากพลังของถิงถิงที่ปล่อยออกมาโดยมิตั้งใจถึงกับหน้าซีด “ระดับพลังอันใดกัน...”
“เจ้าได้ยินหรือไม่ ลูกสาวข้าอยากไปเล่นสวนสนุก รีบนำทางไปได้แล้ว” หลินฮันกล่าวพร้อมกับปลดปล่อยแรงกดดันของจักรพรรดิเทวะออกมา
บุรุษชราถึงกับสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัว พลังที่หลินฮันปลดปล่อยออกมาเมื่อครู่รุนแรงเสียงยิ่งกว่าดรุณีน้อยผู้นั้นเสียอีก เกรงว่าลำบากเพียงสะบัดมือ โลกมนุษย์ใบนี้คงได้กลายเป็นผุยผง แถมยังมีสตรีใบหน้างดงามที่ยังมิได้สำแดงพลังผู้นั้นอีก
“เชิญนายท่านขอรับ” บุรุษชรากล่าวออกมาด้วยความนอบน้อมถึงขีดสุด แล้วเร่งรีบเหาะนำไปอย่างรวดเร็ว
ไม่นานเบื้องหน้าก็ปรากฎเขาสูงเสียดฟ้าลูกหนึ่ง บนยอดเขามีสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่รูปทรงคล้ายเจดีย์โบราณ 7 ชั้น ชายชราเหาะนำคนทั้งสามเข้าไปในเจดีย์นั้นอย่างรวดเร็ว
“ไหนสวนสนุก ไม่เห็นจะมีเลย” ถิงถิงกล่าวออกมาด้วยใบหน้าที่เริ่มบึ้งตึง หลินฮันได้ยินดังนั้นก็มองไปยังบุรุษชราด้วยสายตาอันต้องการคำอธิบาย
“ใจเย็นๆขอรับ ก่อนอื่นข้าขอแนะนำตัว ตัวข้ามีนามว่า เหยาหมิง เป็นผู้พิทักษ์โลกมนุษย์ในมิติแห่งนี้ หากพวกท่านต้องการเข้าไปในโลกมนุษย์จริงๆ จำต้องเปลี่ยนเสื้อผ้าอาภรณ์ก่อนขอรับ” บุรุษชรากล่าวออกมาแล้วโบกสะบัดมือ ผนังเจดีย์แปรเปลี่ยนเป็นตู้เก็บเสื้อผ้าขนาดยักษ์ ภายในเต็มไปด้วยอาภรณ์ของบุรุษและสตรีในยุคปัจจุบันวางเรียงรายนับพันตัว
“เชิญนายท่านเลือกได้ตามสบาย ข้าน้อยขอตัวออกไปรอที่ด้านนอก” ชายชราเหยาหมิงกล่าวออกมาแล้วเคลื่อนกายออกไปในทันที
หลินฮันกางม่านพลังเอาไว้โดยรอบอย่างรวดเร็ว ทั้งสามคนจึงได้เปลี่ยนชุดเป็นเหมือนคนในยุคปัจจุบัน หลินฮันสวมเสื้อยืดกางเกงยืนราคาถูกอันคุ้นเคย หยางจื่อใส่ชุดเดรสสีแดงชวนมองเป็นอย่างยิ่ง ถิงถิงสวมใส่ชุดและกระโปรงสีชมเข้ากับใบหน้าอันงดงามตั้งแต่ยังเยาว์ของนางยิ่งนัก ไม่นานทั้งสามก็ก้าวเท้าออกมาจากเจดีย์
ชายชราเหยาหมิงเห็นดังนั้นจึงยกยิ้มขึ้นมาแล้วยืนบัตรสีทองใบหนึ่งให้กับหลินฮันแล้วกล่าวว่า “ในบัตรนี้มีเงินอยู่จำนวนหนึ่ง ขอท่านโปรดรับไว้”
หลินฮันได้ยินดังนั้นจึงรับบัตรสีทองกับชายชราเหยาหมิงมาแล้วสะบัดมือคราหนึ่งหินลมปราณระดับสูงนับหมื่นก้อนร่วงลงมาจากท้องฟ้าในทันที
“ข้ามิรับของผู้ใดฟรีๆ อีกอย่างเจ้ามิต้องตามพวกเราไปแล้ว ข้าเคยอยู่อาศัยอยู่บนโลกใบนี้มาก่อน” หลินฮันกล่าวจบก็ได้นำหยางจื่อและถิงถิงทะยานร่างออกไปโดยพลัน ทิ้งให้ชายชราเหยาหมิงยืนใบ้กินอยู่บนยอดเขานั้นแล
ชายชราเหยาหมิงที่นิ่งค้างเพราะหินลมปราณจำนวนมหาศาลที่หลินฮันนำออกมา คำกล่าวของหลินฮันยิ่งทำให้ตัวมันแทบหยุดหายใจก็ว่าได้
“หมายความว่าเช่นไรกัน ตัวตนอันทรงพลังเช่นนั้นเคยอาศัยอยู่บนโลกใบนี้รึ เหตุใดข้าจึงมิเคยรับรู้มาก่อน… หรือว่าเขาจักเป็นเทพเจ้าผู้สร้างโลกใบนี้กัน..”
.
