ค่ำคืนสีเลือด
บทที่ 1 ค่ำคืนสีเลือด
ในจักรวาลอันกว้างใหญ่ ทวีปเทียนหยวนเป็นเพียงจุดเล็ก ๆ ที่ไร้ความสำคัญ หากมองจากเบื้องบน แผ่นดินนี้ช่างจิ๋วราวกับเมล็ดทรายในมหาสมุทร แต่ในคืนหนึ่งทุกอย่างกลับเปลี่ยนไป เมื่อพระจันทร์สีเลือดสาดแสงแดงฉานบนท้องฟ้า เมฆสีเลือด ก่อตัวขึ้นราวกับพายุที่พร้อมจะกลืนกินทุกสิ่ง พวกมันปกคลุมไปทั่วฟากฟ้า เปลี่ยนโลกทั้งใบให้กลายเป็นทะเลสีเลือด บรรยากาศหนาทึบนี้กดดันจนผู้คนรู้สึกหายใจไม่ออก
ความหวาดกลัวแผ่ขยายออกไป ทุกชีวิตบนแผ่นดินต่างสั่นสะท้าน แม้แต่ชาวบ้านผู้เปรียบเสมือนมดปลวกยังรู้สึกถึงเงื้อมมือแห่งความตายที่คืบคลานเข้ามา เสียงร้องไห้และคำอ้อนวอนดังขึ้นไม่ขาดสาย ผู้คนต่างพนมมือขอความเมตตาจากสวรรค์ ราวกับหวังว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์จะช่วยคลายทุกข์เข็ญนี้ได้
ณ ภูเขาเทียนหยวน ซึ่งสูงเสียดเมฆ เงาร่างของ ผู้ฝึกตน หลายคนปรากฏตัวกลางอากาศ พวกเขายืนตระหง่านเหนือพื้นดิน สง่างามดุจเทพเซียนลงมาจากฟากฟ้า เสียงตะโกนร้องขอความช่วยเหลือจากชาวบ้านเบื้องล่างดังขึ้นราวจะสะท้อนถึงความหวังที่เหลือเพียงน้อยนิด
“เฮอะ! พวกเราก็แค่พวกผู้ฝึกตนที่ไร้พลัง ยังจะกล้ามาเรียกเราว่าเทพเซียนอีก พวกโง่เง่าเอ๊ย!” เสียงของชายในชุดคลุมสีฟ้าดังก้อง ดวงตาเย็นชาของเขามองลงมายังกลุ่มชาวบ้านข้างล่าง ก่อนที่จะหันสายตาขึ้นสู่ฟากฟ้า “แมลงฤดูร้อนอย่างพวกเจ้าอย่ามาสนทนาเรื่องน้ำแข็ง ท่านเจ้าสำนักจะใส่ใจเรื่องนี้หรือไม่ก็มิอาจรู้ได้... แต่ดูทวีปเทียนหยวนของเราเถอะ อ่อนแอถึงเพียงนี้ หากเหตุการณ์ทะเลสีเลือดนี้นำมาซึ่งภัยร้ายแรง เราก็อาจจะต้านทานไม่ไหว”
ในขณะที่เมฆสีเลือด ยังคงก่อตัวเป็นวงกว้าง ชายชุดคลุมสีฟ้าอีกคนก็พูดด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเคร่งขรึม
“อย่ามัวคาดเดาเรื่องไร้สาระอีกเลย ส่งคำสั่งลงไปให้ศิษย์ของพวกเราระวังตัวไว้ให้มาก หากออกไปสำรวจและพบสิ่งเจอใดผิดปกติ โดยเฉพาะศัตรูที่คล้ายกับเหตุการณ์นี้... ให้ลงมือกำจัดได้ทันที อย่าลังเล!” คำสั่งของเขาชัดเจนและน้ำเสียงเยือกเย็นนั้นเผยให้เห็นถึงความแน่วแน่และไร้ปรานี ดวงตาคมกริบของเขายังคงจ้องไปยังทะเลเลือดบนฟากฟ้า สายตานั้นเปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่นและความหวาดระแวงในคราเดียวกัน ราวกับจะสามารถมองทะลุผ่านทะเลหมอกสีแดงนี้ได้
...
\\\"อือ... นี่มันที่ไหนกัน? เกิดอะไรขึ้น?\\\" หวังเฉินครางออกมาเบา ๆ ขณะที่ความปวดร้าวแล่นผ่านหัวอย่างรุนแรง ทว่า สิ่งที่ทำให้เขาตกใจยิ่งกว่าคือการที่ร่างกายของเขาหายไป ราวกับเหลือเพียงจิตวิญญาณที่กำลังล่องลอยในความว่างเปล่า รอบตัวเต็มไปด้วย หมอกสีเลือด ข้นหนา คล้ายหยดน้ำเชื่อมที่กำลังไหลวนอย่างช้า ๆ
\\\"นี่มันที่ไหนกัน? ข้า... ยังไม่ตายงั้นเหรอ?\\\" เสียงของเขาดังก้องในความว่างเปล่า ความทรงจำเก่า ๆ ค่อย ๆ ไหลย้อนกลับมาในหัวราวกับภาพยนตร์ที่ฉายซ้ำ
หวังเฉินจำได้ดีว่า เขาเป็นเพียงนักศึกษาภาควิชาประวัติศาสตร์ที่เพิ่งจบการศึกษาใหม่หมาด ๆ และได้เข้าร่วมทีมสำรวจแหล่งโบราณคดีที่หยุนเหมิงกับเพื่อนร่วมทีม ระหว่างการสำรวจในป่าทึบเขาพลัดหลงกับพวกพ้องและเผลอตกลงไปในหลุมลึกโดยไม่ทันตั้งตัว
ความทรงจำสุดท้ายที่เขาจำได้คือความมืดที่เข้าปกคลุมและแสงสีดำวูบวาบที่พุ่งผ่านร่างของเขา ความเจ็บปวดสุดขีดแล่นไปทั่วจนรู้สึกเหมือนตัวเองถูกฉีกออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย หวังเฉินมั่นใจว่าเขาต้องตายแน่ ๆ แล้ว... แต่ใครจะคิดว่า เมื่อเขาลืมตาขึ้นอีกครั้ง จะพบว่าตัวเองอยู่ในโลกที่แปลกประหลาดแห่งนี้
\\\"หรือว่าที่นี่คือปรโลก?\\\" เขาพึมพำ ความหวาดกลัวผสมปนเปไปกับความสับสน
“เอาเถอะ! ในเมื่อมาถึงที่นี่แล้ว ก็ต้องอยู่ให้ได้” หวังเฉินพยายามปลอบใจตัวเองด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น เขาเหลือบมองรอบ ๆ ตัว พลางมองเห็นหมอกสีเลือดที่หนาทึบเหมือนกำลังพยายามจะกลืนกินทุกสิ่ง เมื่อเห็นเช่นนั้นแล้วกลับทำให้เขาเกิดความมุ่งมั่นขึ้นมา \\\"ข้าจะค้นหาความลับของที่นี่ให้ได้ ข้าจะไม่มีวันยอมเป็นแค่คนตายทั้งที่ยังมีชีวิตอยู่!\\\"
หวังเฉินเริ่มควบคุมจิตวิญญาณที่เปลือยเปล่าของตัวเอง ค่อย ๆ สำรวจโลกอันพิศวงที่ล้อมรอบไปด้วยหมอกสีแดงฉาน เวลาผ่านไปนานเท่าใดไม่มีใครบอกได้ แต่เขากลับรู้สึกว่าโลกนี้ทั้งกว้างใหญ่และเต็มไปด้วยสิ่งลึกลับอันน่าทึ่ง
\\\"หืม?\\\" หวังเฉินหยุดชะงักเมื่อสัมผัสได้ถึงบางสิ่งที่แตกต่างออกไป เขาตื่นเต้นทันทีเมื่อพบว่า หมอกสีเลือดรอบตัวของเขาไม่ใช่สิ่งธรรมดา ทุกครั้งที่เขารู้สึกอ่อนล้า หมอกเหล่านี้จะหลอมรวมเข้ามาในจิตวิญญาณของเขาอย่างช้า ๆ ทำให้เขารู้สึกสดชื่นคล้ายกับได้รับพลังงานจากยาบำรุงวิ่งพล่านไปทั่วร่างกาย
\\\"นี่มันอะไรกัน? หมอกพวกนี้... ดูเหมือนจะไม่ได้เป็นอันตรายกับตัวข้าเลย แถมยังช่วยข้าฟื้นฟูพลังได้อีกด้วย!\\\" หวังเฉินคิดในใจก่อนจะฉีกยิ้มออกมาด้วยความยินดี เขาเริ่มทดลองดึงหมอกสีเลือดเข้ามาในจิตวิญญาณของตัวเอง ความเร็วในการดูดซับค่อย ๆ เพิ่มขึ้นทีละนิดจนกลายเป็นเหมือนหลุมดำที่ปล่อยแรงดึงดูดมหาศาล กระแสหมอกสีเลือดรอบตัวของเขาหมุนวนและถาโถมเข้าหาเขาอย่างบ้าคลั่ง
เวลาผ่านไปเนิ่นนานเพียงใดเขาไม่รู้ แต่อยู่ในสภาวะนี้ หวังเฉินลืมเลือนทั้งกาลเวลาและทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวไปหมดสิ้น จิตวิญญาณของเขาจมลึกลงไปในความรู้สึกที่เหมือนได้กลับสู่ครรภ์ของมารดา -- เงียบสงบ ปลอดภัย และเต็มไปด้วยพลัง เขาไม่ทันได้สังเกตเลยว่าตัวเองกำลังถูกพาหมุนเข้าไปสู่ใจกลางของหมอกสีเลือดโดยไม่รู้ตัว
วูบ! ทันใดนั้นจิตสำนึกของหวังเฉินก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ราวกับได้ยินเสียงระฆังใหญ่ดังก้องผ่านความว่างเปล่า ความถี่ของเสียงนั้นค่อย ๆ ทวีความชัดเจน จนทำให้เขาตื่นจากภวังค์ในทันที
หวังเฉินสะดุ้งเฮือก หัวใจเต้นระรัวในขณะที่พยายามรวบรวมสติ เขาพลางมองไปรอบ ๆ ตัวด้วยความระแวง ก่อนสายตาจะหยุดนิ่งอยู่ที่บางสิ่งที่อยู่เบื้องหน้าของเขา “อะไรกัน? นี่มันอะไร?” เขาพึมพำเบา ๆ
ตรงหน้าของเขา คือ ลูกบอลสีแดงเข้ม ขนาดเท่ากำปั้น มันลอยอยู่ในความว่างเปล่าอย่างเงียบงัน แต่สิ่งที่ทำให้หวังเฉินตกตะลึงไปกว่านั้นก็คือ หมอกสีเลือดจำนวนมากกำลังหลั่งไหลเข้าสู่ลูกบอลนั้นอย่างต่อเนื่อง ราวกับมันเป็นศูนย์กลางของแรงดึงดูด ทุกการเคลื่อนไหวของหมอกสีเลือดช่างสง่างามและน่าขนลุกไปในเวลาเดียวกัน
หวังเฉินเห็นแล้วก็รู้สึกอับอายลึก ๆ ในใจเมื่อเปรียบเทียบความสามารถของตัวเองกับลูกบอลลึกลับนี้ “หมอกสีเลือดที่ข้าดูดซับเช้ามายังช้าและกระจัดกระจายเหมือนหิ่งห้อย... แต่เจ้านี่กลับทรงพลังดุจแสงจันทร์ที่กลืนกินทุกสิ่ง”
เขามองลูกบอลสีแดงเข้มอย่างพินิจพิเคราะห์ เส้นลวดลายซับซ้อน ที่ปรากฏบนผิวของมันชวนให้งงงันและลึกลับจนเขาไม่อาจละสายตา แต่ยิ่งมองนานเข้า เขากลับรู้สึกเวียนหัว ราวกับลวดลายนั้นพยายามสะกดจิตใจของเขา
“นี่มันอะไรกันแน่?” หวังเฉินพึมพำ วัสดุที่ประกอบขึ้นเป็นลูกบอลช่างคล้ายกับหมอกสีเลือดที่เขาดูดซับ แต่กลับกลายเป็นของแข็งที่มีพลังงานมหาศาลอย่างไม่น่าเชื่อ
ด้วยแรงผลักดันจากสัญชาตญาณที่ไม่อาจควบคุม หวังเฉินรู้สึกอยาก กลืนลูกบอลสีแดงเข้มนี้เข้าไป \\\"ช่างมันเถอะ! ดูดซับมันให้หมด!\\\" เขาพูดกับตัวเอง ก่อนจะเริ่มดูดซับลูกบอลสีแดงเข้มอย่างรวดเร็ว
\\\"ว่าแต่จะต้องดูดไปถึงเมื่อไหร่กันเนี่ย? ลูกบอลนี่ดูไปก็ไม่น่าจะมีอันตรายอะไร งั้นข้ากลืนมันเข้าไปซะเลยดีกว่า!\\\"
ทันใดนั้นเอง จิตวิญญาณของหวังเฉินเริ่มเปล่งแสงสีแดงอ่อน ที่ค่อย ๆ ส่องสว่างขึ้นมา มันเจิดจ้าราวกับสิ่งที่งดงามที่สุดในโลก เบื้องลึกในจิตใจ เขารู้สึกว่าตัวเองกำลังหลอมรวมกับบางสิ่งอยู่
ในตอนนี้หวังเฉินสัมผัสได้ว่าร่างวิญญาณของเขา เหมือนคนตัวจิ๋ว ที่ก้าวเข้าไปในลูกบอลโดยไม่มีสิ่งใดมาขัดขวาง แม้ว่าลูกบอลนี้ข้างนอกจะดูแข็งแกร่ง แต่มันกลับปล่อยให้จิตวิญญาณของเขาแทรกซึมเข้าสู่ภายในได้อย่างง่ายดาย
\\\"นี่มัน...?\\\" หวังเฉินแทบไม่เชื่อสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัว แต่ในตอนนี้เขาก็หยุดไม่ได้อีกต่อไป จิตวิญญาณของเขาถูกดึงดูดเข้าสู่ลูกบอลสีแดงเข้มอย่างสมบูรณ์ เขารู้สึกราวกับโลกทั้งใบกำลังบีบอัดเข้ามาหาเขาเพียงลำพัง