ยิ่งต่อสู้ยิ่งแข็งแกร่ง

บทที่ 46 ยิ่งต่อสู้ยิ่งแข็งแกร่ง

หวังเฉินระเบิดพลังการต่อสู้ออกมาอย่างเต็มที่ ทุกหมัดและทุกเท้าของเขาแฝงไปด้วยพลังอันมหาศาล ไม่มีปีศาจราตรีโลหิตตัวไหนต้านทานการโจมตีของเขาได้ และพวกมันต่างก็ถูกทำลายล้างอย่างสิ้นเชิง

ทุกครั้งที่เขาสังหารปีศาจราตรีโลหิต เขาจะนำลูกแก้วในจุดตันเถียนของพวกมันออกมากลืนลงไปทันที ในตอนแรกเขายังไม่รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงเท่าใดนัก แต่เมื่อเขาฆ่าไปได้ประมาณยี่สิบตัว เขาก็เริ่มสัมผัสถึงการเปลี่ยนแปลงในร่างกาย

พลังชีวิตอันมหาศาลและบริสุทธิ์ปะทุขึ้นในร่างกายของเขา แปรเปลี่ยนเป็นพลังปราณสีเขียวบริสุทธิ์ไหลเข้าสู่พื้นที่ทะเลทุกข์ของเขาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเทียบเท่ากับการที่เขาดูดซับพลังปราณธรรมชาติตลอดระยะเวลาหนึ่งเดือนในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง นั่นทำให้เขายินดีเป็นอย่างมาก

พลังปราณที่อยู่ในลูกแก้วเหล่านี้มีพลังชีวิตเข้มข้นกว่ายาเม็ดพลังปราณถึงร้อยเท่า และยังมีความบริสุทธิ์กว่ามาก เมื่อเห็นผลลัพธ์นี้จึงทำให้หวังเฉินตื่นเต้นจนแทบอยากหัวเราะออกมาเสียงดัง การค้นพบนี้สำหรับเขาแล้วช่างเป็นข่าวดีมาก

“ดูเหมือนว่ายิ่งมีปีศาจราตรีโลหิตมากเท่าไร ก็ยิ่งดีเท่านั้น! หากมีปีศาจราตรีโลหิตเพียงพอ ข้าก็จะสามารถเพิ่มพลังปราณได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด นี่มันเร็วกว่าและมีประสิทธิภาพกว่าการดูดซับพลังปราณธรรมชาติด้วยตัวเองเสียอีก”

เมื่อหวังเฉินหันไปมองคนอื่น ๆ ในกลุ่ม ก็พบว่าพวกเขาล้วนมีสีหน้าซีดเผือด บ่งบอกถึงการใช้พลังปราณไปอย่างมหาศาล แต่เมื่อเทียบกับตัวเขาแล้วกลับดูยิ่งสู้ยิ่งคึกคัก พลังชีวิตภายในพลุ่งพล่าน ร่างกายพัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้การฆ่าปีศาจราตรีโลหิตของเขายิ่งรวดเร็วและเฉียบคมยิ่งขึ้น

ในระหว่างการต่อสู้ หวังเฉินยังคอยช่วยเหลือโจวชิงและคนอื่น ๆ เป็นครั้งคราว โดยเขาลงมืออย่างรวดเร็วและเด็ดขาด จึงทำให้เกิดภาพที่น่าตื่นตาตื่นใจขึ้นในสนามรบ ร่างเงาสีเขียวเคลื่อนไหวรวดเร็วราวกับภูตผีเคลื่อนผ่าน จนเกิดเสียงระเบิดอากาศดังสนั่นตามมา พร้อมกับปีศาจราตรีโลหิตที่ค่อย ๆ ล้มตายลงไปเรื่อย ๆ

ภายในเวลาไม่ถึงครึ่งก้านธูป ปีศาจราตรีโลหิตจำนวนกว่าห้าสิบตัว ที่ล้อมรอบพวกเขาก็ถูกสังหารจนหมดสิ้น ไม่เพียงแต่โจวชิงและคนอื่น ๆ จะตกตะลึง แม้แต่กลุ่มของหวังไห่ที่กำลังต่อสู้อยู่ห่างออกไป เมื่อเห็นเหตุการณ์นี้ก็ต่างสูดลมหายใจลึกด้วยความตกใจ และแสดงสีหน้าตื่นตะลึง

“ศิษย์น้อง! เจ้าทำได้อย่างไร!”
โจวชิงมองหวังเฉินด้วยความตื่นตระหนก ในใจก็อดไม่ได้ที่จะคิดว่า หรือว่าตอนนี้ความสามารถของศิษย์น้องหวังเฉินจะเหนือกว่าตนเองที่เป็นผู้ฝึกตนระดับเหนือฟ้าขั้นสมบูรณ์ไปเสียแล้ว

เมื่อเห็นว่าหวังเฉินสังหารปีศาจราตรีโลหิตอย่างง่ายดายราวกับฆ่าไก่ ความคิดนี้ก็ยิ่งแน่นแฟ้นขึ้นภายในใจของเขา และยิ่งคิดก็ยิ่งมั่นใจ ในใจเกิดความรู้สึกปั่นป่วน จนเริ่มไม่รู้จะรู้สึกอย่างไรดี

“ศิษย์พี่! ยังจะยืนตะลึงกันอยู่ทำไม? ปีศาจราตรีโลหิตพวกนี้คือสมบัติล้ำค่า! ในตันเถียนของพวกมันมีแก่นโลหิตชนิดหนึ่ง ซึ่งอัดแน่นไปด้วยพลังชีวิตมหาศาล มากกว่าพลังปราณในยาเม็ดพลังปราณเสียอีก รีบเก็บและกลืนกินเพื่อฟื้นฟูพลังปราณที่สูญเสียไปเถอะ” หวังเฉินเห็นคนอื่นยังยืนงงงันอยู่ จึงรีบตะโกนเตือนในทันที

“อะไรนะ? ศิษย์น้อง เจ้าพูดถึงแก่นโลหิตแห่งความมืดงั้นหรือ? เป็นไปไม่ได้! ถึงแม้มันจะเต็มไปด้วยพลังชีวิต แต่ก็ไม่สามารถกลืนกินได้โดยตรง เพราะมันเป็นพลังที่สะสมทั้งชีวิตของปีศาจราตรีโลหิต มีรอยประทับวิญญาณของพวกมันอยู่ หากไม่ผ่านการปรุงเป็นเม็ดยา การกลืนกินอาจจะทำให้เสียสติได้นะ”
โจวชิงหน้าถอดสี รีบอธิบายอย่างร้อนรน เพราะก่อนที่จะมาถึงใต้พิภพแห่งนี้ เขาได้ศึกษาข้อมูลมาอย่างละเอียด มีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับเผ่าพันธุ์ใต้ภิภพ และรู้ถึงความอันตรายของแก่นโลหิตแห่งความมืดในร่างกายของปีศาจราตรีโลหิตเป็นอย่างดี

เขาไม่คาดคิดว่าหวังเฉินจะกล้ากลืนมันลงไปตรง ๆ ทำให้เขาตกใจจนแทบพูดไม่ออก

หวังเฉินได้ยินดังนั้นก็ชะงักไปชั่วขณะ เขาเองก็ไม่ได้รู้เรื่องนี้มาก่อน การที่เขากลืนกินแก่นโลหิตเหล่านี้ เป็นเพราะรู้สึกว่าแก่นโลหิตนี้พลังชีวิตมหาศาล ส่วนเรื่องเสียสติกลับไม่มี แต่เมื่อครุ่นคิดอย่างละเอียด เขาก็พอจะเข้าใจว่าเพราะเหตุใดตนเองถึงไม่ได้รับผลกระทบอันใด ตราประทับวิญญาณในแก่นโลหิตอาจเป็นปัญหาใหญ่สำหรับคนที่ระดับจิตวิญญาณเทียบเท่ากับโจวชิง แต่สำหรับเขาซึ่งมีจิตวิญญาณระดับสร้างฐานขั้นสมบูรณ์ ก็เพียงพอแล้วที่จะบดขยี้เศษวิญญาณเหล่านั้นให้เป็นผุยผง

แม้จะเข้าใจเหตุผล แต่หวังเฉินก็ไม่ได้บอกความจริงออกไป เพียงแต่ตอบไปอย่างกำกวมว่าตนไม่ได้รู้สึกผิดปกติใด ๆ เมื่อโจวชิงและคนอื่น ๆ เห็นว่าเขาไม่ได้รับอันตราย จึงไม่ได้พูดอะไรเพิ่มเติม แต่พวกเขาก็เริ่มช่วยกันเก็บเกี่ยวแก่นโลหิตแห่งความมืดจากร่างปีศาจราตรีโลหิตที่ตายแล้ว

ทว่าหัวหน้าของปีศาจราตรีโลหิต เมื่อเห็นลูกน้องของตนที่ล้อมโจมตีหวังเฉินและคนอื่น ๆ ถูกฆ่าตายหมดภายในเวลาไม่นาน ก็ร้องคำรามอย่างเดือดดาล ก่อนจะนำปีศาจราตรีโลหิตกลุ่มใหม่บุกเข้ามาอีกครั้ง!

ในขณะนั้น เนื่องจากโจวชิงและคนอื่น ๆ ได้แบ่งเบากองกำลังของปีศาจราตรีโลหิตออกไปบางส่วน ทำให้กลุ่มของหวังไห่ไม่ต้องเผชิญแรงกดดันมากเหมือนก่อนหน้า พวกเขากลับสามารถแสดงพลังได้เต็มที่ สังหารปีศาจราตรีโลหิตที่ล้อมรอบไปได้เป็นจำนวนมาก เดิมทีมีปีศาจราตรีโลหิตมากกว่าร้อยตัวที่ล้อมโจมตีพวกเขา แต่เมื่อหัวหน้าของปีศาจราตรีโลหิตนำกองกำลังบางส่วนไปโจมตีหวังเฉินและคนอื่น ๆ ก็กลายเป็นว่ากลุ่มของหวังไห่มีโอกาสให้พลิกสถานการณ์ จนเริ่มได้เปรียบในสนามรบ ปีศาจราตรีโลหิตล้มตายลงเรื่อย ๆ และหากสถานการณ์นี้ดำเนินต่อไปอีกไม่นาน พวกเขาก็อาจจสามารถฝ่าวงล้อมออกมาได้ หรืออาจสังหารปีศาจราตรีโลหิตจนหมดสิ้น

“ศิษย์พี่! พวกท่านตั้งค่ายกลป้องกันไว้ก่อน อย่าแยกกัน ข้าจะไปจัดการหัวหน้าปีศาจราตรีโลหิตสองตัวนั้นก่อน!”
หวังเฉินมองเห็นว่าหัวหน้าปีศาจราตรีโลหิตสองตัวที่เฝ้าดูการต่อสู้อยู่ห่าง ๆ ตอนนี้กลับกำลังนำปีศาจราตรีโลหิตอีกกว่าสิบตัวพุ่งเข้ามาโจมตี พวกมันมีพลังการต่อสู้นี้ไม่ธรรมดา ซึ่งกลุ่มของโจวชิงที่พลังปราณถูกใช้ไปมากแล้วก่อนหน้า อาจไม่สามารถรับมือได้ เขาก็ไม่สามารถที่จะสังหารสิ่งมีชีวิตเหล่านี้ได้ในคราวเดียว ทำได้เพียงจับหัวหน้าก่อน สังหารหัวหน้าทั้งสองเพื่อลดแรงกดดันของโจวชิงและคนอื่น ๆ เขาจึงตะโกนออกมาและพุ่งออกไปทันที

โจวชิงและคนอื่น ๆ ที่ยังคงอ่อนแรงจากการต่อสู้ครั้งก่อน ก็ไม่ประมาทเช่นกัน การต่อสู้เมื่อครู่ใช้พลังปราณไปไม่น้อย พลังปราณไม่เพียงพอ จึงไม่กล้าทำอะไรผลีผลาม ทั้งหกคนจึงรีบรวมตัวกันตั้งค่ายกล \"หกประสาน\" ซึ่งเป็นค่ายกลพื้นฐานที่มุ่งเน้นการป้องกันมากกว่าการโจมตี เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายเพิ่มเติม

เมื่อเห็นว่าพวกเขาปลอดภัยชั่วคราว หวังเฉินจึงโล่งใจ ตะโกนเสียงดังลั่น พร้อมพุ่งตัวไปยังหัวหน้าปีศาจราตรีโลหิตในพริบตา

ปัง!
ด้วยความเร็วอันเหลือเชื่อ หวังเฉินฟาดฝ่ามือโจมตีใส่หัวหน้าปีศาจราตรีโลหิตตัวหนึ่ง แต่มันกลับแสดงฝีมือที่เหนือชั้น ใช้การเคลื่อนไหวอย่างชาญฉลาดในการปัดป้องการโจมตีของเขาได้อย่างเหลือเชื่อ

แม้ความเร็วของหวังเฉินจะรวดเร็วจนแทบมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า แต่หัวหน้าปีศาจราตรีโลหิตก็สามารถต้านรับการโจมตีได้อย่างง่ายดาย บ่งบอกถึงความแตกต่างระหว่างมันกับปีศาจราตรีโลหิตธรรมดา

แรงปะทะส่งผลให้หวังเฉินรู้สึกเหมือนฝ่ามือตนฟาดลงบนใบมีดที่แหลมคมจนฝ่ามือของเขารู้สึกเจ็บแปลบ นี่เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกเช่นนี้ตั้งแต่เริ่มต่อสู้ในใต้พิภพมา

“อืม? หัวหน้าปีศาจราตรีโลหิตนี่เก่งกาจจริง ๆ พลังของมันเหนือกว่าผู้ฝึกตนระดับเหนือฟ้าขั้นสมบูรณ์อยู่หลายขุม”
เขาคิดในใจพร้อมตัดสินอย่างรวดเร็ว

จากนั้นหวังเฉินหันไปเห็นว่าหัวหน้าปีศาจราตรีโลหิตอีกตัวกำลังพุ่งตรงไปยังกลุ่มของโจวชิง เขาจึงส่งเสียงฮึดดังลั่น ก่อนจะทะยานตัวขึ้นฟ้าด้วยความเร็วที่ทำให้เกิดเสียงแหวกอากาศ แล้วพุ่งเตะอย่างรุนแรงใส่หัวหน้าปีศาจราตรีโลหิตตัวนั้นเพื่อสกัดมันไว้

ณ ตอนนี้ หวังเฉินต้องเผชิญหน้ากับหัวหน้าปีศาจราตรีโลหิตถึงสองตัวพร้อมกัน!

ตอนก่อน

จบบทที่ ยิ่งต่อสู้ยิ่งแข็งแกร่ง

ตอนถัดไป