ห้องลับ
บทที่ 63 ห้องลับ
เสียงการต่อสู้บนวิหารทองคำ ณ ยอดเขาเหยียนซาน ดังกึกก้องสะท้านไปทั่วบริเวณ ทำให้เหล่าผู้ฝึกตนอิสระระดับล่างที่อยู่โดยรอบต่างตื่นตระหนก แต่เพราะพวกเขาเป็นเพียงเศษสวะในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียร จึงรู้ดีว่าต้องทำอย่างไรเมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น นั่นก็คือการหนีเอาชีวิตรอด เมื่อข่าวแพร่กระจายออกไป พวกเขาพากันเผ่นหนีอย่างไม่คิดชีวิต ไม่มีใครสนใจความภักดีหรือมิตรภาพอีกต่อไป
หวังเฉินเดินค้นหาทรัพย์สมบัติจากซากศพของพวกที่เขาสังหารลงไปเมื่อครู่ เมื่อรวมเศษเล็กเศษน้อยเข้าด้วยกัน หินวิญญาณที่ได้รับมามีมากถึงหนึ่งแสนก้อน แม้ว่าจะเป็นเพียงหินวิญญาณระดับต่ำ แต่ด้วยจำนวนที่มหาศาลขนาดนี้ ก็แสดงให้เห็นถึงความมั่งคั่งของเหล่าโจรแห่งยอดเขาเหยียนซานได้ว่ามีมากเพียงใด ทว่าบัดนี้ ทรัพย์สมบัติทั้งหมดกลับตกอยู่ในมือของเขาแต่เพียงผู้เดียว
นอกจากหินวิญญาณแล้ว ยังมีอาวุธวิเศษมากมาย แม้ส่วนใหญ่จะเป็นเพียงอาวุธระดับกลางที่ไม่ได้มีค่ามากนักสำหรับเขา แต่หวังเฉินก็คิดจะนำพวกมันไปขายแลกเป็นหินวิญญาณ หรือไม่ก็แลกเปลี่ยนเป็นเม็ดยาเพื่อใช้ในการฝึกฝนของตนแทน หวังเฉินครุ่นคิดว่าหลังจากกลับไปยังสำนักชิงหยุนคราวนี้ เขาจะหาโอกาสแวะเมืองเฮยสือเพื่อนำสิ่งของเหล่านี้ไปแลกเปลี่ยนให้เกิดประโยชน์สูงสุด
หลังจากที่เก็บกวาดทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย หวังเฉินก็เดินออกจากวิหารทองคำทันที บัดนี้ยอดเขาเหยียนซานกลับกลายเป็นสถานที่อันเงียบสงัด ไร้ซึ่งผู้คน
“ช่างเถอะ...พวกเศษสวะพวกนี้ ไม่น่าจะมีอะไรให้รีดไถมากนัก ไม่จำเป็นต้องไปเสียเวลากำจัด” เขาคิดในใจและตัดสินใจที่จะไม่เสียเวลาไล่ล่าผู้ที่หลบหนี เพราะต่อให้เขาสามารถสังหารพวกมันได้ทั้งหมด ก็ไม่มีประโยชน์ใด ๆ ต่อเขาอยู่ดี สิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้คือ หลังจากการต่อสู้ในครั้งนี้ พลังบำเพ็ญด้านจิตวิญญาณของเขากำลังขยายตัวขึ้นอย่างมหาศาล!
ความรู้สึกที่คล้ายกับ \"สมองบวม\" เริ่มเกิดขึ้น นั่นเป็นสัญญาณว่าระดับพลังจิตวิญญาณของเขานั้นสูงส่งเกินกว่าที่ร่างกายของเขาจะรองรับได้แล้ว หากเขาไม่รีบเพิ่มพลังบำเพ็ญของร่างกายให้สมดุลกับพลังของจิตวิญญาณที่เพิ่มขึ้นมา เขาอาจต้องเผชิญกับหายนะร้ายแรง นั่นคือจิตแตกสลายและสูญเสียร่างเนื้อไปตลอดกาล
ภายใต้จิตสัมผัสที่ทรงพลังของหวังเฉิน ไม่มีสิ่งใดบนยอดเขาเหยียนซานที่สามารถหลบซ่อนจากสายตาของเขาได้ ในตอนนี้จิตวิญญาณของเขากำลังก้าวเข้าสู่ขอบเขต \"กำเนิดแก่นแท้\" อย่างไม่มีที่สิ้นสุด เพียงรอเวลาที่เหมาะสมก็สามารถที่จะทะลวงผ่านไปยังระดับต่อไปได้ในทันที ในเวลานั้นจิตวิญญาณก็จะปรากฏเป็นรูปธรรมอย่างแท้จริง กลายเป็นตัวอ่อนวิญญาณและได้รับคุณสมบัติที่จะเข้าใจวิถีแห่งสวรรค์และโลกอย่างแท้จริง
บนยอดเหยียนซาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิหารทองคำนั้นถูกหวังเฉินสแกนไปทีละนิ้ว ๆ ความรู้สึกของเขาในตอนนี้เหมือนกับจ้องมองจอแสดงผลสามมิติที่แม่นยำที่สุด แม้แต่บนพื้นดินทุกนิ้วมีมดกี่ตัวก็สามารถ “มอง” เห็นได้อย่างชัดเจน ในไม่ช้า เขาก็พบความผิดปกติใต้บัลลังก์ของจี้ซื่อสงในวิหารทองคำ
ใต้บัลลังก์ทองคำของจี้ซื่อสง มีคลื่นพลังปราณบางอย่างแผ่ออกมาอย่างน่าประหลาด! หวังเฉินเดินเข้าไปใกล้ ก่อนที่จะออกแรงผลักบัลลังก์ทองคำไปด้านข้าง
ทันใดนั้นเอง ม่านพลังสีทองอร่ามพลันปรากฏขึ้นตรงหน้าเขา แสงสีทองอ่อนส่องประกายระยิบระยับ ไหลเวียนไปมาราวกับเกลียวคลื่นแห่งพลังปราณ หากมองด้วยตาเปล่า อาจถูกเข้าใจว่าเป็นเพียงแค่แสงสะท้อนธรรมดาที่ช่วยเพิ่มความโอ่อ่าของบัลลังก์เท่านั้น แต่ในสายตาของหวังเฉิน มันไม่ใช่แค่ความงาม แต่เป็นค่ายกลปิดผนึกอาคมระดับสูง
เขาเอื้อมมือไปสัมผัสม่านพลัง แม้ว่ามันจะดูบางเบา แต่กลับให้ความรู้สึกยืดหยุ่นและแน่นหนาเป็นพิเศษ สัมผัสที่ได้รับให้ความรู้สึกแปลกประหลาด ทันทีที่มือของเขาแตะลงไป ม่านแสงก็ส่องประกายระยิบระยับ อักษรศักดิ์สิทธิ์ \"卍\" พลันปรากฏขึ้นเหนือม่านพลัง แสงแห่งพุทธธรรมเปล่งประกายเจิดจรัส พร้อมกับเสียงสวดมนต์แผ่วเบาแทรกซึมเข้าสู่จิตใจ ราวกับเป็นเสียงแห่งพุทธธรรมก้องกังวานอยู่ในห้วงสำนึก ดั่งพระพุทธเจ้ากำลังแสดงธรรมอยู่ตรงหน้า
\"วิชาของจี้ซื่อสงดูเหมือนจะไม่เลวเลยทีเดียว แนวคิดเกี่ยวกับ ‘การโปรดสรรพสัตว์’ และ ‘พลังวัชระ’ นั้นมีประโยชน์กับข้าอย่างมาก หากข้าได้มันมาและทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้ ย่อมเป็นผลดีแก่ข้าไม่น้อย\" ในตอนนี้หวังเฉินเริ่มสนใจในเคล็ดวิชาของจี้ซื่อสงขึ้นมา
หวืด!
พลังปราณหมุนเวียนในร่าง ฝ่ามือของเขาแปรเปลี่ยนเป็นสีเขียว คล้ายถูกห่อหุ้มด้วยชั้นน้ำสีมรกต ใสกระจ่างแต่เหนียวแน่น ปลายนิ้วทั้งห้ากางออกเป็นกรงเล็บ ก่อนจะตะปบไปข้างหน้า
ปัง!
เสียงคล้ายฟองอากาศแตกดังขึ้น การป้องกันที่จี้ซื่อสงวางไว้ถูกทำลายลงด้วยพลังอันมหาศาลของหวังเฉิน ม่านแสงสีทองที่ขวางกั้นอยู่พลันจางหาย เผยให้เห็นเส้นทางลับด้านใน
เส้นทางนี้เป็นเพียงทางเดินแคบ ๆ ความยาวราวสิบกว่าเมตร ทั้งหมดถูกสร้างขึ้นจากทองคำแข็งแกร่ง บนผนังยังจารึกอักขระเวทมากมาย หวังเฉินเดินผ่านเส้นทางนี้อย่างรวดเร็ว แล้วมาถึงห้องลับห้องหนึ่ง
ห้องลับแห่งนี้มีขนาดไม่ใหญ่มากนัก และตกแต่งอย่างเรียบง่าย ผนังด้านหนึ่งมีโต๊ะหมู่บูชาเล็ก ๆ ตั้งอยู่ บนโต๊ะนั้นมีรูปปั้นพระพุทธองค์สีทองส่องแสงเรืองรองไปทั้งร่าง คล้ายถูกหล่อขึ้นจากทองคำบริสุทธิ์
หวังเฉินสัมผัสได้ถึงรสนิยมของจี้ซื่อสง บุรุษผู้นี้ดูจะมีความหลงใหลในทองคำเป็นพิเศษ ตั้งแต่วิหารทองคำ ทางเดินทองคำ จนถึงพระพุทธรูปทองคำ ทุกสิ่งล้วนทำจากทองทั้งหมด
แต่เรื่องนี้ก็ไม่ใช่สิ่งที่น่าประหลาดใจนัก เพราะสำหรับพุทธศาสนา \"ทองคำ\" เป็นสัญลักษณ์แห่งความเป็นนิรันดร์และความสว่างไสว ตามตำนานกล่าวว่าในดินแดนสุขาวดี ดินแดนแห่งพระพุทธเจ้านับล้าน พื้นดินล้วนเป็นทองคำแก้วผลึก แม้แต่พืชพันธุ์ก็มีสีทอง และยังมีอริยบุคคลของพุทธศาสนาที่บำเพ็ญจนสามารถเหยียบดอกบัวเดินเหินไปในอากาศได้ ที่ใดที่พวกเขาเหยียบย่างผ่าน สถานที่แห่งนั้นก็กลายเป็นดินแดนบริสุทธิ์ของพุทธองค์ ปูพื้นด้วยทองคำ เปรียบได้กับการร่ายมนตร์เปลี่ยนศิลาเป็นทองคำเลยทีเดียว
ที่พื้นเบื้องหน้าตรงแท่นบูชา มีเบาะรองนั่งสีเหลืองสดวางอยู่ ดูแล้วน่าจะเป็นที่ที่จี้ซื่อสงใช้สำหรับนั่งสมาธิและบำเพ็ญตน
เมื่อก้าวเข้ามาในห้องลับแห่งนี้ กลิ่นหอมอ่อน ๆ ก็โชยเข้าสู่จมูกของหวังเฉิน ทำให้จิตใจปลอดโปร่ง สงบเย็นขึ้นโดยพลัน เมื่อสอดส่ายสายตาไปรอบ ๆ เขาพบว่าบนแท่นบูชามี กระถางธูปสามขาตั้งอยู่ ข้างในปักธูปจันทน์สามก้านที่มีขนาดเท่าหัวแม่มือ ควันที่บางเบายังคงลอยเอื่อย ๆ ราวกับพึ่งจุดขึ้นไม่นาน
แม้ที่นี่จะเป็นเพียงห้องลับ แต่กลับมีบรรยากาศร่มรื่น สงบเงียบ ทำให้หวังเฉินอดไม่ได้ที่จะชื่นชม จี้ซื่อสงเป็นเพียงผู้ฝึกตนอิสระ แต่สามารถฝึกบำเพ็ญจนทะลวงเข้าสู่ขั้นสร้างฐาน สร้างแก่นทองคำ และก้าวสู่เส้นทางแห่งพลังอาคมได้ นับว่าไม่ใช่เรื่องง่ายเลยทีเดียว อีกทั้งวิชาที่เขาฝึกฝนนั้นยังเต็มไปด้วยความล้ำลึก แข็งแกร่งอย่างมาก มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวมากมาย
หากไม่ใช่เพราะได้เผชิญหน้ากับเขาในวันนี้ อนาคตของจี้ซื่อสงคงจะเป็นเรื่องที่ยากจะคาดเดา