เตรียมปรุงยา
บทที่ 99 เตรียมปรุงยา
แทบจะเป็นเวลาเดียวกันกับที่อารมณ์ของหยุนซานพุ่งขึ้นสูงจนควบคุมไม่ได้ ทำให้พลังปราณเล็ดลอดออกมา ในทันใดนั้น เงาร่างสามสายก็ปรากฏขึ้นที่ถ้ำบำเพ็ญเพียรของเขา หยุนเพียนเพียน หยุนลู่ และโจวชิง ปรากฏตัวพร้อมกันแทบจะทันที
"ท่านอาจารย์? เกิดอะไรขึ้น?"
"ท่านพ่อ ท่านเป็นอะไรไป?"
"พี่ซาน ข้ารู้สึกได้ว่าท่านมีอารมณ์แปรปรวนรุนแรง เกิดอะไรขึ้นกันแน่?"
พวกเขาถามออกมาพร้อมกัน สีหน้าของทั้งสามเต็มไปด้วยความกังวล
"พวกเจ้าอย่าตกใจไปเลย นี่เป็นเรื่องดีต่างหากล่ะ หวังเฉินกลับมาแล้ว แถมการลงจากเขาในครั้งนี้ของเขาก็ประสบความสำเร็จอย่างมาก เขานำสมุนไพรอมตะในตำนานกลับมาได้ ทำให้มีโอกาสที่ข้าจะสามารถฟื้นฟูแขนที่ขาดไปได้แล้ว"
แม้หยุนซานจะพยายามทำให้ตัวเองดูสงบนิ่ง แต่ประกายตาอันร้อนแรงที่ซ่อนอยู่กลับเผยให้เห็นถึงความตื่นเต้นที่ไม่อาจปิดบัง
"อะไรนะ? สมุนไพรอมตะจริง ๆ งั้นหรือ?"
โจวชิงหน้าแดงก่ำ พอเขาเห็นหวังเฉินที่ยืนอยู่ข้าง ๆ เขาก็รีบพุ่งเข้าไปคว้าข้อมือหวังเฉินด้วยแรงมหาศาล แรงนั้นเหมือนจะบีบให้แขนของหวังเฉินหัก
หวังเฉินเองก็รู้สึกดีใจเป็นอย่างมาก เขาจึงความเข้าใจอย่างมากต่อการเสียมารยาทของโจวชิงเป็นอย่างดี ศิษย์พี่ของเขาเติบโตในสำนักชิงหยุนตั้งแต่ยังเล็ก และถูกหยุนซานรับเลี้ยงมาก่อนที่จะกลายเป็นศิษย์ของสำนัก ความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาจึงลึกซึ้งยิ่งกว่าเขาเสียอีก ราวกับทั้งสองเป็นพ่อกับลูกกันจริง ๆ
ทุกคนต่างก็เต็มไปด้วยความยินดี หากเปรียบยอดเขาหยุนหลิงเป็นเหมือนครอบครัวใหญ่ หยุนซานก็คือผู้นำของครอบครัว การที่เขาแข็งแรงขึ้น ย่อมนำพาความรุ่งเรืองมาสู่ยอดเขาหยุนหลิง หากเขาอ่อนแอลง แสงสว่างของยอดเขาก็จะหมองลง นี่คือความจริงที่ชัดเจน
การปรุงยาเม็ดอมตะ ไม่ใช่สิ่งที่จะสามารถทำได้ในเวลาอันสั้น ดังนั้นหยุนซานจึงสั่งให้จัดงานเลี้ยงฉลอง เขานำผลไม้ล้ำค่ามาวางเรียงบนถาดทองคำหลากหลายใบ และยังนำเหล้าวิเศษหลายไหที่ถูกหมักบ่มมาหลายสิบหรือร้อยปีออกมา เหล้าเหล่านี้แม้กระทั่งหยุนซานเองยังไม่กล้าดื่มในวันปกติ แต่วันนี้เขาดีใจมากจนยอมนำออกมาเลี้ยงฉลองอย่างไม่เสียดาย
ไม่นานนัก เหล่าศิษย์และเพื่อนร่วมสำนักอย่าง หวังเต้า จ้าวฉางชิง หวงเจิ้ง จ้าวกวง หลี่ฮ่าวหราน และหลี่เมิ่ง ก็ทยอยมาถึงยอดเขาหยุนหลิง ทุกคนต่างมาร่วมแสดงความยินดี บรรยากาศการเฉลิมฉลองแบบนี้ เป็นบรรยากาศที่บนยอดเขาหยุนหลิงไม่ได้สัมผัสมานานแล้ว
เมื่อดวงจันทร์ลอยสูงขึ้นกลางฟ้า แสงสีเงินขาวนวลสาดส่องลงมา ยอดเขาหยุนหลิงค่อย ๆ สงบลงอีกครั้ง หวังเฉินกลับไปยังถ้ำหินที่เขาปิดด่านบำเพ็ญของตนเอง นั่งลงเพื่อปรับจิตใจและขัดเกลาพลังปราณ
หลังจากที่เขาได้พูดคุยกับหยุนซาน ทั้งสองคนตัดสินใจว่าจะเริ่มปรุงยาเม็ดอมตะในวันรุ่งขึ้น ยาศักดิ์สิทธิ์ชนิดนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยให้แขนขาที่ขาดฟื้นคืนได้เท่านั้น แต่สำหรับคนส่วนใหญ่แล้ว สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าคือมันสามารถเพิ่มอายุขัยได้ถึงสองร้อยปี
ในโลกแห่งการฝึกตน อายุขัยถือเป็นหัวข้อที่ไม่มีวันล้าสมัย เพราะมีเพียงอายุขัยที่ยืนยาวเท่านั้นที่จะเปิดโอกาสให้ผู้ฝึกตนมีเวลาพัฒนาพลังฝีมือเพื่อก้าวไปสู่เส้นทางแห่งความเป็นอมตะ การมีอายุยืนยาวเพิ่มขึ้นสองร้อยปีไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย ตัวอย่างเช่น บรรพบุรุษแห่งตระกูลเฟิ่งที่บรรลุถึงระดับจุดสูงสุดของขั้นหลอมจิตแต่กลับใกล้สิ้นอายุขัยเต็มที แม้เขาจะมั่นใจว่าจะสามารถทะลวงเข้าสู่ระดับอมตะได้ แต่เวลาก็ไม่รอใครเช่นกัน ความรู้สึกอัดอั้นที่ไม่อาจก้าวต่อไปได้ในเวลาอันจำกัดนั้นถือเป็นสิ่งที่น่าสลดที่สุดในหมู่ของผู้ฝึกตน
แต่สำหรับหวังเฉินแล้ว เขาไม่ได้มีความคิดซับซ้อนเช่นนี้มากนัก เนื่องจากอายุขัยของอาจารย์หยุนซานยังคงเหลืออีกยาวไกล สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับเขาในตอนนี้คือการฟื้นฟูแขนที่ขาดไปเท่านั้น
ในค่ำคืนเดียวกัน บนยอดเขาหยุนหลิงที่เต็มไปด้วยบรรยากาศแห่งความยินดี แต่ในอีกมุมหนึ่งของสำนักชิงหยุนกลับไม่สงบเท่าใดนัก ใกล้ยอดเขาหลักของเทือกเขาชิงหยุน มีกระท่อมหลังหนึ่งยอดเขา ภายในกระท่อมนั้น มีชายวัยกลางคนนั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียง ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความเยือกเย็นและทรงพลัง เบื้องล่างของเขา มีชายหนุ่มผู้มีใบหน้าหล่อเหลากำลังรายงานข่าวสารอย่างระมัดระวัง
"ท่านพ่อ ข้าได้ยินมาว่าวันนี้ยอดเขาหยุนหลิงเกิดเรื่องใหญ่ขึ้น ศิษย์ของหยุนซาน นามว่าหวังเฉิน ลงจากเขาไปครั้งนี้ ได้นำสมุนไพรอมตะในตำนานกลับมาเพื่อปรุงยาเม็ดอมตะให้กับหยุนซาน หวังฟื้นฟูแขนที่ขาดของเขาให้กลับคืนมา"
ชายหนุ่มผู้นั้นคือเจียงจื่อเฉิน ลูกชายของชายวัยกลางคน เขาเป็นศิษย์หลักผู้โดดเด่นและได้บรรลุระดับสูงสุดของขั้นสร้างฐานแล้ว ส่วนชายวัยกลางคนผู้เป็นพ่อของเขาคือเจียงไห่ ผู้อาวุโสของหอลงทัณฑ์แห่งสำนักชิงหยุน ผู้ควบคุมอำนาจแห่งชีวิตและความตายของศิษย์ในสำนัก เมื่อเจียงไห่ได้ยินเรื่องนี้ ใบหน้าของเขาพลันเคร่งขรึม ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ลึกล้ำ
"สมุนไพรอมตะ? นั่นเป็นสมุนไพรในตำนานที่สามารถเพิ่มอายุขัยได้ถึงสองร้อยปี... บนแผ่นดินเทียนหยวน ไม่รู้ว่านานแค่ไหนแล้วที่มันไม่ปรากฏตัวออกมา ข้าต้องขอบใจเจ้ามากจื่อเฉิน นี่เป็นข่าวที่สำคัญมาก หากปู่ของเจ้า ได้รับสมุนไพรอมตะนี้มาและยืดอายุขัยออกไปอีกสองร้อยปี ย่อมสามารถทะลวงเข้าสู่ขั้นอมตะได้อย่างแน่นอน และก็จะกลายเป็นผู้ฝึกตนในระดับอมตะเพียงคนเดียวในสำนักชิงหยุน เมื่อถึงเวลานั้น ตระกูลเจียงของเราจะครองอำนาจเหนือสำนักชิงหยุนทั้งหมด แม้แต่การเรียกประชุมผู้อาวุโสสูงสุด เพื่อเลือกตั้งเจ้าสำนักใหม่ก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้"
"ใช่แล้ว ท่านพ่อ หยุนซานก็แค่แขนขาดไปข้างหนึ่งเท่านั้น มันไม่ได้ถึงตายซักหน่อย เราควรนำสมุนไพรอมตะมาให้ปู่ของข้าใช้ เพื่อประโยชน์สูงสุดแก่สำนัก! เมื่อถึงตอนนั้นสำนักชิงหยุนของเราก็จะมีบรรพบุรุษในระดับอมตะ หยุนซานที่เป็นแค่ผู้ฝึกตนระดับกำเนิดแก่นแท้ จะคู่ควรกับสมบัติล้ำค่าเช่นนี้ได้อย่างไร?"
เจียงไห่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าเห็นด้วยกับคำพูดของลูกชาย
"อืม ถ้าเช่นนั้นวันพรุ่งนี้ เจ้าพาลูกศิษย์จของหอลงทัณฑ์ไปยังยอดเขาหยุนหลิง บอกให้หยุนซานมอบสมุนไพรอมตะมาให้แก่สำนัก สมุนไพรล้ำค่าเช่นนี้ควรมอบให้กับสำนักจึงจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด สำหรับแขนที่ขาดของเขา เมื่อเทียบกับความเจริญรุ่งเรืองของสำนักชิงหยุนทั้งหมดแล้ว จะมีความหมายอะไร การเสียสละของเขาเพื่อส่วนรวมย่อมเป็นสิ่งที่สมควรแล้ว!"
แม้คำพูดของเจียงไห่จะดูเหมือนยุติธรรม แต่ความจริงแล้วเขากำลังใช้อำนาจในตำแหน่งเพื่อประโยชน์ส่วนตัวของตระกูลเจียงอย่างชัดเจน
"ขอรับครับ ท่านพ่อ ข้าจะจัดการเรื่องนี้ให้เรียบร้อย!"
หลังจากเจียงจื่อเฉินและเจียงไห่พูดคุยกันในห้องที่มืดสลัวอยู่อีกครู่หนึ่ง เจียงจื่อเฉินก็ออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว ดูเหมือนว่าเจียงจื่อเฉินกำลังจะไปเตรียมการเรียกคนมารวมตัวกัน เพื่อเตรียมลงมือชิงสมุนไพรอมตะในวันรุ่งขึ้น
วันถัดมา หวังเฉินที่ผ่านการทำสมาธิทั้งคืน ปรับจิตใจของตนให้กลับมาอยู่ในสภาพสงบนิ่งอย่างสมบูรณ์ ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความสงบ เขาดูมีความหนักแน่นมั่นคง ไม่หวั่นไหวต่อความเปลี่ยนแปลงใด ๆ คล้ายภูเขาไท่ซานถล่มลงมาตรงหน้าแต่ก็ยังคงสงบนิ่งได้
ในถ้ำฝึกตนของหยุนซาน ทุกคนในยอดเขาหยุนหลิง รวมถึงหวังเต้าและพรรคพวกอีกห้าคน ได้มารวมตัวกันอย่างพร้อมหน้า พวกเขามีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับหวังเฉินและโจวชิง จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะมาปรากฏตัวที่นี่ในช่วงเวลาเช่นนี้
"ท่านอาจารย์ ข้าพร้อมแล้ว! คราวนี้ข้ามั่นใจว่าจะสามารถปรุงยาเม็ดอมตะได้สำเร็จอย่างแน่นอน"
หวังเฉินกล่าวด้วยใบหน้าสงบนิ่ง แต่แฝงด้วยความมั่นใจอันแรงกล้า
"ดี เจ้าอยู่ที่นี่ปรุงยาไป ส่วนพวกเราจะออกไปคุ้มกันให้"
หยุนซานกล่าวพร้อมออกคำสั่งอย่างเฉียบขาด ทุกคนจึงถอยออกจากถ้ำและมารวมตัวกันที่ปากทางเข้า เพื่อปกป้องการปรุงยาครั้งสำคัญนี้
หวังเฉินมองไปยังนกตัวน้อยในชุดคลุมของเขาแล้วเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ ว่า
"ปี้ฟาง การปรุงยาเม็ดอมตะครั้งนี้ต้องพึ่งเจ้าแล้ว"
ทันใดนั้น นกตัวน้อยสีสันสดใสก็โผล่ออกมาจากเสื้อของเขา มันโยกหัวไปมาอย่างเกียจคร้าน เห็นได้ชัดว่ามันเพิ่งตื่นจากการนอนหลับ โดนหวังเฉินปลุกขึ้นมาก็ทำให้มันหงุดหงิดจนต้องหาวออกมา ไฟสีทองลุกพรึบพุ่งออกมาอย่างไม่ตั้งใจจนเผาอากาศเป็นรอยไหม้ ทำเอาหวังเฉินถึงกับขนลุก ความกระหายที่จะเพิ่มพูนพลังฝึกตนก็ยิ่งทวีคูณมากขึ้น เมื่อคิดว่าต้องพกพาสัตว์อสูรตัวนี้ไว้ข้างกายตลอดเวลา มันทำให้เขารู้สึกทั้งประหลาดใจและหวาดหวั่นไปพร้อม ๆ กัน
"ฮ่าฮ่า เจ้าหนูหวังเฉิน ยาเม็ดอมตะแค่เม็ดเดียวเองหรือ? เรื่องแค่นี้ข้าทำได้ง่าย ๆ อยู่แล้ว! แต่ข้าล่ะสงสัย เจ้าไม่ได้บอกอาจารย์ของเจ้าไปว่าเจ้าทำได้เองหรือไง? ทำไมตอนนี้ถึงต้องมาขอให้ข้าช่วยล่ะ? ฮิฮิ"
หวังเฉินถึงกับพูดไม่ออก เพราะคำโกหกเล็ก ๆ ที่บอกหยุนซานว่าเขาสามารถปรุงยาเม็ดอมตะได้ด้วยตัวเอง นั้นสร้างปัญหาให้เขาไม่น้อย แท้จริงแล้ว เขาเคยหลอมพลังมารอมตะเพียงเสี้ยวหนึ่งเท่านั้น จึงพอมีความรู้เกี่ยวกับพลังระดับนี้อยู่บ้าง หยุนซานที่มองดูหวังเฉินเติบโตขึ้นทีละก้าวมานาน จึงมีความมั่นใจในตัวเขาอย่างมากและไม่ได้ถามรายละเอียดมากนัก แต่ในสถานการณ์จริงแล้ว ถึงแม้จะเป็นไปตามที่หวังเฉินพูด แต่ยาเม็ดอมตะเป็นเรื่องที่สำคัญมาก หากทำผิดพลาดก็อาจทำให้สมุนไพรทั้งหมดสูญเปล่า โชคดีที่เขามีปี้ฟางอยู่ข้างกาย มันจึงทำให้เขามั่นใจได้
"หึ ถ้าข้าทำได้เอง ข้าจะไม่ขอร้องเจ้าเด็ดขาด!"
หวังเฉินตอบกลับด้วยน้ำเสียงเย็นชา จากนั้นก็ไม่สนใจปี้ฟางอีก เขารู้ดีว่าถ้าจริงจังกับนกตัวนี้ มันจะยั่วโมโหเขาไม่จบสิ้น แต่หากปล่อยมันไว้เฉย ๆ ทุกอย่างก็จะง่ายขึ้น คำเดียวที่หวังเฉินใช้บรรยายลักษณะนิสัยของปี้ฟางได้คือ "กวน" นี่เป็นเพียงความคิดในใจที่เขาไม่กล้าเอ่ยออกมา เพราะหากพูดออกไป มีหวังได้ถูกมันเผาจนเกรียมแน่นอน