นายพลเถาจี๋
ตอนที่ 28 นายพลเถาจี๋
เมืองศิลาคราม ณ จวนเจ้าเมือง
เจ้าเมืองศิลาครามมักจะอาศัย และทำงานอยู่ในที่แห่งนี้ ทุกวันมักจะเหล่าขุนนางท้องถิ่น และเจ้าหน้าที่เดินเข้าออก
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่แตกต่างไปจากวันอื่นๆ ก็คือ
นอกจวนหลังนี้ มีทหารกลุ่มหนึ่งที่ร่างกำยาราวเสือยืนอยู่
พวกเขาสวมชุดเกราะเหล็กสีแดงเข้ม มีดาบเหล็กที่ผ่านการตีขึ้นรูป 10 เล่มอยู่ที่เอว
แรงกดดันของทหารชั้นยอดเหล่านี้ แผ่ภัยคุกคามถึงชีวิตออกมาอย่างแผ่วเบา พวกเขายืนเฝ้าอยู่อย่างเงียบๆ
“ใต้เท้า ท่านคิดว่าตระกูลต่างๆ ในเมืองจะตอบรับคำสั่งของเรา และยอมบริจาคเงินตามที่เราเสนอไปมั้ยขอรับ?”
ภายในจวนเจ้าเมือง ภายในห้องที่ค่อนข้างหรูหรา
เยว่จุน ผู้มีผมยาวสีขาวเงินเต็มหัว ซึ่งเป็นเจ้าเมืองศิลาคราม
กำลังก้มหลังลงในลักษณะที่เหมือนคนรับใช้ผู้ต่ำต้อย ใบหน้าเต็มไปด้วยความกระตือรือร้นที่จะเอาอกเอาใจ
“พวกเขาจะเห็นด้วยมั้ยงั้นเหรอ?”
เมื่อได้ยินคำพูดของเยว่จุน เถาจี๋ นายพลแห่งแคว้นต้าเฟิงที่มีทหารใต้บัญชานับพันคนอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมาเบาๆ เขาสวมชุดเกราะสีเงินแวววาว และดาบเหล็กที่ตีขึ้นเป็นอย่างดีแขวนอยู่ที่เอว
“นั่นเป็นคำสั่งจากขุนนาง เหมือนเป็นตัวแทนของราชสำนัก”
“ตั้งแต่แรกเริ่ม ทุกตระกูลในเมืองศิลาครามต่างไม่มีทางเลือกอื่น”
"พวกเขาต้องจ่ายเงิน หรือไม่ก็ต้องถูกกวาดล้าง"
“ไม่มีทางเลือกอื่น นอกเหนือจากนี้…”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ เยว่จุนก็อดขมวดคิ้วไม่ได้ หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็ยังอดไม่ได้ที่จะพูดออกมา “ใต้เท้า อำนาจของตระกูลต่างๆ ในเมืองศิลาครามไม่ควรถูกประเมินต่ำเกินไป”
“ถ้าเรากดดันให้พวกเขาบริจาคเงินก้อนโต…”
“บางที มันอาจไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุด”
เมื่อได้ยิน เถาจี๋ก็กล่าวว่า “เจ้าเมืองเยว่ วิสัยทัศน์ของเจ้าแคบลง เนื่องจากการอยู่ในสถานที่เล็กๆ แบบนี้ เป็นเวลานานเกินไปหรือเปล่า?”
“เจ้าคิดว่าดาบของข้าไม่คมพองั้นรึ?”
“หรือเจ้าคิดว่ากองทัพภายใต้การบังคับบัญชาของข้าไม่แข็งแกร่งพอ?”
“แค่พวกมดปลวกในเมืองศิลาคราม เพียงแค่โบกมือ ข้าก็สามารถปราบปรามพวกมันได้ด้วยกำลัง”
“หากพวกเขายอมทำตาม ข้าก็ยินดีละเว้น แต่ถ้าไม่ พวกเขาก็ต้องตาย”
“หลังจากเชือดไก่ให้ลิงดูแล้ว คนอื่นๆ ก็จะไม่กล้าต่อต้านอีกต่อไป แล้วเรื่องนี้ก็จะค่อยๆ เข้าที่เข้าทางเอง”
เยว่จุนมองไปที่เถาจี๋ที่สวมชุดเกราะสีเงินแวววาว เช่นเดียวกับทหารชั้นยอดที่ยืนอยู่นอกห้องด้วยใบหน้านิ่งเฉย ดูไร้ความรู้สึกเหมือนต้นสน
เขาส่ายหัวอย่างยอมแพ้ ถอนหายใจเบาๆ แล้วพูดด้วยเสียงทุ้มต่ำว่า “เนื่องจากท่านได้ตัดสินใจแล้ว ข้าก็ยินดีจะทำตามนั้น”
ดังนั้น ภายใต้การผลักดันของนายพลเถาจี๋ และเจ้าเมืองศิลาคราม เยว่จุน
การบริจาคของตระกูลใหญ่ทั้งสี่แห่งเมืองศิลาครามได้ดำเนินการไปอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย
เนื่องจากชื่อเสียงของพวกเขานั้นโด่งดังเกินไป
ไม่ว่าจะเป็นตระกูลหลัว ตระกูลจ้าว ตระกูลจิ่ง หรือตระกูลหู ไม่มีใครกล้าที่จะมองข้าม และหาเรื่องใส่ตัว
เพราะพวกเขารู้ว่าดีไม่ว่าจะเป็นฝ่ายขุนนางหรือตระกูลอื่นๆ ในเมือง ทุกสายตาจะจับจ้องมาที่พวกเขา
ดังนั้น แทนที่จะมัวแต่ชักช้ากับข้ออ้างไม่รู้จบ
เป็นการดีกว่าที่จะกัดฟัน และยอมเฉือนเนื้อเพื่อให้แต่ใจว่าตระกูลของตัวเองจะอยู่รอด
อย่างไรก็ตาม แม้การบริจาคจากตระกูลใหญ่ทั้งสี่แห่งเมืองศิลาครามจะค่อนข้างตรงไปตรงมา แต่สำหรับตระกูลอื่นๆ ที่มีอำนาจรองลงมานั้น
พวกเขาค่อนข้างลังเลว่าจะบริจาคเงินดีหรือเปล่า
พวกเขาต่างจากตระกูลใหญ่ทั้งสี่ที่มีกิจการมากมายอยู่ในเมือง
แม้จะต้องควักเนื้อ และหลั่งเลือดจนทำให้อ่อนแอลงมากก็ตาม แต่เมื่อเวลาผ่านไป พวกเขาก็จะฟื้นตัวกลับมาได้อย่างรวดเร็ว
แต่สำหรับตระกูลอื่นๆ ที่อ่อนแอกว่านั้น ไม่เหมือนกัน
หากพวกเขาต้องหลั่งเลือดสักครั้ง ก็ไม่ทราบว่าจะสามารถฟื้นคืนกลับมาได้หรือไม่
…
เพียงพริบตาก็ผ่านไปหลายวันแล้ว
เมืองศิลาคราม ดินแดนบรรพบุรุษของตระกูลหลัว
ภายในลานบ้านอันเงียบสงบ ร่มรื่น และเย็นสบาย
ใต้ศาลาหิน หลัวฉางเฟิงกำลังนั่งอยู่อย่างเงียบๆ โดยพลิกอ่านคัมภีร์ ‘บทนำสู่ศาสตร์แห่งการปรุงยา’ อย่างใจเย็น
แต่เขาไม่ได้อยู่ที่นี่เพียงลำพังข้างๆ มีผู้นำตระกูลหลัว หลัวผิงยืนอยู่
สายตาของหลัวผิงมักจะค่อยๆ หันเหมาทางคัมภีร์เก่าๆ ที่ถืออยู่ในมือของหลัวฉางเฟิงโดยไม่ได้ตั้งใจ
“บทนำสู่ศาสตร์แห่งการปรุงยา?”
“เล่มเดียวกับตอนนั้นเลย…”
เมื่อใดก็ตามที่เขาเข้ามาเยี่ยมเยือนถึงลานบ้านของบรรพบุรุษ เขามักจะเห็นอีกฝ่ายอ่านคัมภีร์เล่มนี้อยู่เสมอ
“เป็นยังไงบ้าง?”
“ความคืบหน้าการบริจาคเป็นอย่างไร?”
“ยังมีตระกูลใดที่ยังไม่ได้บริจาคเงินอีกหรือเปล่า?”
หลัวฉางเฟิงเหลือบมองไปที่หลัวผิงที่ยืนอยู่ข้างๆ และหลัวซวน ชายหนุ่มที่เดินตามเขามา ชายหนุ่มคนนี้ยังดูอ่อนเยาว์ และยังไม่มีเค้าโครงของผู้ใหญ่มากนัก
จากนั้น หลังละสายตาจากคัมภีร์ในมือ เขาก็ถามด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ
“บรรพบุรุษ เรื่องของการบริจาคใกล้จะจบลงแล้ว” หลัวผิงกล่าว
ตระกูลใหญ่ทั้งสี่แห่งเมืองศิลาครามได้บริจาคเงินล่วงหน้าไปแล้ว ด้วยจำนวนเงินที่พอๆ กัน
“ตระกูลส่วนใหญ่ที่อยู่ได้เมืองได้ร่วมบริจาคแล้ว”
“ยกเว้นตระกูลขนาดกลาง และขนาดเล็กบางส่วนที่ดูเหมือนว่าจะอยากลองเสี่ยงโชค จึงยังหาข้ออ้างเพื่อยื้อเวลาออกไป”
หลัวฉางเฟิง “แค่นั้นเหรอ?”
หลัวผิง “หะ?”
เมื่อเห็นความสับสนบนใบหน้าของหลัวผิง หลัวฉางเฟิงก็อดถอนหายใจเบาๆ จากนั้น หันไปหาหลัวซวน “เจ้ามาพูดแทน อธิบายให้ข้าฟังอย่างละเอียด”
หลัวซวนก้มหัวลงด้วยความเคารพ จากนั้นเขาก็เดินออกมาข้างหน้า
เริ่มอธิบายเรื่องการบริจาคให้กับหลัวฉางเฟิงที่นั่งอยู่ตรงหน้า ฟังอย่างละเอียด
“ถ้าสิ่งที่เจ้าพูดเป็นความจริง นั่นหมายความว่าไม่เกินสามวัน พายุเลือด และความรุนแรงจะพัดกระหน่ำเมืองศิลาคราม เจ้าคิดงั้นสินะ”
“ขอรับบรรพบุรุษ” หลัวซวนพยักหน้าเล็กน้อย
“เจ้าได้ตรวจสอบแล้วหรือเปล่าว่าตระกูลเหล่านั้นไม่มีเงินจริงๆ หรือพวกเขาเพียงแค่…ไม่เต็มใจ”
“บรรพบุรุษ ไม่ว่าพวกเขาจะเงินหรือไม่ นั่นไม่สำคัญ ท่าทีของพวกเขานั้นถือว่าเกินพอแล้ว”
ทันทีที่หลัวซวนพูดจบ
ลานบ้านตกอยู่ในความเงียบ ใต้ศาลาหินไม่มีเสียงใดๆ เล็ดลอดออกมา
อย่างไรก็ตาม ความเงียบนี้ไม่ได้คงอยู่นานก่อนที่หลัวฉางเฟิงจะทำลายมันลง
“เจ้าเด็กนี่…”
หลัวฉางเฟิงมองไปที่หลัวซวน ซึ่งแม้ว่าใบหน้าของเขาจะยังดูอ่อนเยาว์ แต่ก็แสดงให้เห็นถึงความสามารถที่เกินอายุ เขาจึงยิ้มออกมาเล็กน้อย “ถ้าไม่มีอะไรแล้ว พวกเจ้าก็ออกไปเถิด”
“ขอรับบรรพบุรุษ”
หลัวซวนโค้งคำนับเล็กน้อย กล่าวอำลาด้วยความเคารพ
จากนั้นเขาก็เดินออกจากลานบ้านไป
สำหรับหลัวผิง ผู้นำตระกูลหลัวคนปัจจุบัน เขามองไปที่สีหน้าของบรรพบุรุษ และจากนั้นก็มองไปที่บุตรชายของตนที่กำลังเดินจากไปอย่างช้าๆ
หลังจากที่ตกตะลึงอยู่ชั่วขณะหนึ่ง เขาก็โค้งคำนับต่อหลัวฉางเฟิงด้วยความเคารพ
จากนั้น เขาก็เดินตามรอยบุตรชาย ค่อยๆ หายลับตาไป
หลังจากที่ทั้งสองคนออกจากลานบ้านของบรรพบุรุษ และกลับมาที่ลานบ้านของตัวเอง
หลัวผิงซึ่งยังคงไม่ค่อยเข้าใจเกี่ยวกับสถานการณ์ จึงเอ่ยปากถามหลัวซวน บุตรชายที่นั่งอยู่ข้างๆ ทันทีว่า
“ซวนเอ๋อร์ คำพูดของเจ้าที่เอ่ยกับบรรพบุรุษเมื่อกี้นี้หมายความว่ายังไง?”
หลัวซวนตอบ “สิ่งที่ข้าอยากจะบอกก็คือ หากภายในสามวันนี้ตระกูลใดยังไม่บริจาคเงิน กองทัพก็จะลงมือจัดการกับพวกเขา”
“อะไรนะ?” หลัวผิงขมวดคิ้วเล็กน้อย และถามต่อว่า “ซวนเอ๋อร์ ก่อนหน้านี้ เจ้าไม่ได้บอกหรือว่าถ้าพวกเขาไม่ได้มีเงินจริงๆ ก็จะไม่มีปัญหาอะไร”
“ท่านพ่อ นั่นมันก่อนที่…”
ขณะที่หลัวซวนเดิน เขาก็หยุดกะทันหัน และมองไปที่พ่อของตน หลัวผิง ที่ยืนอยู่ข้างๆ
เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็ถอนหายใจ และพูดด้วยเสียงแผ่วเบา
“จากสิ่งที่ข้ารู้เกี่ยวกับนายพลเถาจี๋ เขาค่อนข้างโหดเหี้ยม คนแบบนั้นคงไม่คิดจะสอบสวนทีละตระกูลเพื่อดูว่าพวกเขามีเงินบริจาคหรือเปล่า”
“นอกจากนี้ยังมีอีกเรื่องหนึ่ง…”
“ยังมีอะไรอีก?” หลัวผิงถามพร้อมกับกดดัน
“เอ่อ มันก็แค่…” หลัวซวนหยุดพูดกลางคัน แล้วส่ายหัวด้วยรอยยิ้ม “ไม่มีอะไรหรอก ท่านไม่ต้องกังวลไป”
ท้ายที่สุดแล้ว คนตรงหน้าก็เป็นพ่อแท้ๆ ของเขาเอง
เขาจะกล้าบอกได้ยังไงว่าบรรพบุรุษเริ่มไม่พอใจมากขึ้นทุกที
นั่นทำให้ บางทีตำแหน่งผู้นำตระกูลอาจจะสั่นคลอน และอาจนั่งได้อีกไม่นาน
แม้ว่าสิ่งเหล่านี้จะเป็นความจริง
แต่หากพูดออกไปก็ต้องทำให้พ่อของเขาต้องเจ็บปวดใจอย่างแน่นอน