ช่วงเวลาแห่งการนองเลือด

ตอนที่ 29 ช่วงเวลาแห่งการนองเลือด



ในลานบ้าน หลัวฉางเฟิงมองดูแผ่นหลังของคนทั้งสองที่ค่อยๆ หายลับตาไป



จากนั้นเขาก็เปิดหน้าต่างระบบที่มีเพียงเขาเพียงคนเดียวเท่านั้นที่เห็นขึ้นมา



[ ชื่อ : หลัวฉางเฟิง! ]



[ อายุขัย : 3 วัน ( + ) ]



[ ระดับการบ่มเพาะ : กลั่นกระดูกขั้นสูงสุด ( 270 / 500 ) ]



[ ค่าปราณโลหิต : 1330 ( -83 ) ( ปราณโลหิตที่ใช้ได้อย่างปลอดภัยคือ 50 ) ]



[ ทักษะบ่มเพาะ : ทักษะพยัคฆ์คลั่ง ( ระดับสองขั้นสูงสุด ความเข้าใจ 30% ) ทักษะก้าววายุเงา ( ระดับสองขั้นสูงสุด ( ไม่สมบูรณ์ ) ความเข้าใจ 4% ) ]



ข้อมูลที่เขาคุ้นเคย และอายุขัยที่เหลืออยู่อีกเพียงไม่กี่วันเท่านั้น



ส่วนระดับการบ่มเพาะยังคงเป็น ระดับกลั่นกระดูกขั้นสูงสุด



ส่วนค่าปราณโลหิตรวมก็ยังเท่าเดิมที่ 1330 แต้ม



ดูเหมือนว่านอกเหนือจากค่าประสบการณ์เบื้องหลังระดับการบ่มเพาะ ความเข้าใจเกี่ยวกับทักษะก้าววายุเงาที่เพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อยแล้ว



สิ่งอื่นๆ ก็ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงมากนัก



“ใช้ค่าปราณโลหิต 50 แต้มไปกับการฝึกฝน…”



[ ตรวจพบเจตนาของโฮสต์ หักค่าปราณโลหิต 50 แต้ม…]



[ ระดับการบ่มเพาะมีความก้าวหน้า… ]



เสียงเย็นชาราวกับเครื่องจักรดังขึ้นในจิตใจของหลัวฉางเฟิง



จากนั้น พลังลึกลับก็ปะทุขึ้นอย่างไร้ที่มา พลุ่งพล่านภายในร่างกายของเขาอีกครั้ง



จนกระทั่งพลังลึกลับนั้นได้ทำให้กระดูกทุกส่วนของร่างกายของเขาแข็งแกร่งขึ้น



มันก็ค่อยๆ สลายหายไป ราวกับไม่เคยมีมาก่อน



“แคว้นต้าเฟิงอยู่ท่ามกลางพายุ ความโกลาหล และเพลิงแห่งสงคราม”



“การปล้นชิงอย่างสุดโต่งเช่นนี้จะต้องทำให้เส้นชีวิตของแคว้นต้าเฟิงซึ่งบางอยู่แล้วต้องขาดสะบั้นลงในสักวันหนึ่งอย่างแน่นอน”



“ยุคแห่งความโกลาหลกำลังจะเริ่มต้นขึ้น เมื่อถึงตอนนั้นก็เหมือนม้าหลุดจากบังเหียน ไม่อาจควบคุมได้อีกต่อไป…”



“แต่โชคดีที่ข้ายังพอมีเวลาอยู่”



“อย่างน้อยที่สุด หากข้ามุ่งมั่นมากพอก็น่าจะยกระดับการบ่มเพาะให้ไปถึงระดับกลั่นอวัยวะได้ทันก่อนที่เวลาแห่งความสับสนวุ่นวายจะเยือน”



“เมื่อข้าทะลวงผ่านอีกครั้ง ปัญหาเรื่องอายุขัยก็จะหายไป ข้าก็ไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับเรื่องนี้อีกพักใหญ่”



“เมื่อถึงเวลานั้น ข้าจะสามารถพิจารณาการขยายอำนาจของตระกูลหลัวทีละนิด และนอกจากนี้…”



“ปัญหาเรื่องกายเซียนของหลัวโหยวเว่ยก็ด้วย”




เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว



เพียงพริบตาก็ผ่านไปอีกสามวัน



ภายในสามวันเหล่านี้ ตระกูลเล็กๆ บางส่วนดูเหมือนจะไม่สามารถทนต่อแรงกดดันอันหนักหน่วงได้



พวกเขาจึงได้ขายกิจการบางส่วนของตัวเองไป จากนั้นก็รวบรวมเงินจำนวนหนึ่ง ส่งมอบให้ในนามของการบริจาค



ที่พวกเขาทำเช่นนี้ ก็มุ่งหวังที่จะปกป้องตัว และยังสามารถอยู่ในเมืองศิลาครามต่อไปได้



แน่นอนว่า หากคนที่อาจทนต่อแรงกดดัน และยอมสละทรัพย์สมบัติของตน ก็ต้องมีบางคนที่อยากเสี่ยงโชค กอดเงินของตัวเองไว้ไม่ยอมปล่อย



เดิมพันว่านายพลเถาจี๋จะปรากฏตัวในเมืองศิลาคราม พวกเขาก็คิดว่าอีกฝ่ายไม่กล้าทำอะไรที่หุนหันพลันแล่น



คิดว่านายพลผู้นี้คงไม่กล้าชักดาบออกมาอย่างเปิดเผย และลงมือกับคนที่ต่อต้าน



“เจ้าเมืองเยว่ สถานการณ์ตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง?”



บนกำแพงเมืองศิลาครามซึ่งไม่ได้แข็งแรงหรือสูงเป็นพิเศษ



เถาจี๋สวมชุดเกราะสีเงินแวววาว ท่าทางของอาจหาญ และทรงพลัง



เขายืนเงียบๆ โดยเอามือไพล่หลัง มองลงมาไปยังผู้คนจำนวนนับไม่ถ้วนในเมืองศิลาคราม



“ใต้เท้า ตระกูลส่วนใหญ่ในเมืองศิลาครามต่างก็บริจาคทรัพย์สินของพวกเขามาแล้ว”



“แต่ยังมีตระกูลเล็กๆ บางส่วนที่อ้างว่าพวกเขายากจน จึงไม่อาจเจียดเงินบางส่วนมาให้กับเราได้”



ขณะที่เจ้าเมืองศิลาคราม เยว่จุนพูด เสียงของเขาก็ค่อยๆ เบาลง



เมื่อไม่สามารถเก็บเงินได้ตามเป้า มันก็สะท้อนให้เห็นถึงตัวเขาเองที่ไร้ความสามารถ



“เจ้าเมืองเยว่ เจ้าทำดีที่สุดแล้ว”



“เรื่องที่เหลือ ข้าจะจัดการเอง เจ้าไม่ต้องกังวลอีกต่อไป”



เถาจี๋พูดอย่างไร้อารมณ์ และโบกมือเรียกผู้ช่วยของเขา



หลังจากสั่งการให้ทหารของเขาปิดประตูเมืองศิลาครามทั้งสี่ทิศแล้ว



นายพลเถาจี๋ซึ่งสวมชุดเกราะสีเงินแวววาวก็นำทหารชั้นยอดที่สวมชุดเกราะสีแดงเข้มซึ่งมีไอสังหารอบอวลอยู่รอบตัว ออกเดินทาง



พวกเขาตรงไปยังที่ตั้งของตระกูลต่างๆ ที่อ้างว่าตัวว่าไม่มีเงินทองพอจะบริจาคเพราะความยากจน





เมืองศิลาคราม ดินแดนบรรพบุรุษของตระกูลหลัว



หลัวฉางเฟิงซึ่งกำลังนั่งอ่านคัมภีร์อยู่ใต้ศาลาหิน ในลานบ้าน



จู่ๆ ก็วางหนังสือในมือลง



เขาจ้องมองออกไปไกล มองออกไปนอกลานบ้านของตัวเอง



“เริ่มแล้วเหรอ…”



เขาพึมพำด้วยเสียงต่ำ



จากนั้นเขาก็ยืนขึ้น และก้าวเดินออกไปข้างนอก

อีกด้านหนึ่ง ในห้องที่ผู้นำตระกูลหลัวจัดการเรื่องต่างๆ ภายในตระกูล



หลัวซวนซึ่งเป็นนายน้อย และผู้สืบทอดตำแหน่งผู้นำตระกูลคนต่อไป ได้เข้ามาในห้องนี้อย่างกะทันหัน



“ท่านพ่อ ดาบถูกชักออกจากฝักแล้ว วันนี้น่าจะต้องมีคนจำนวนมากที่ต้องตาย…”



หลัวซวนเดินไปหาพ่อของตน หลัวผิงอย่างช้าๆ และพูดด้วยน้ำเสียงสงบ



“เริ่มขึ้นแล้วเหรอ?” หลัวผิงมองขึ้นมาด้วยความสับสน พร้อมกับขมวดคิ้วเล็กน้อย



“ท่านพ่อ ท่านอยากไปดูมั้ย?”



หลัวซวนยังคงพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ราวกับเขาไม่ได้ใส่ใจกับเรื่องที่กำลังจะเกิดขึ้นเลย



“เจ้ากำลังพูดถึงทหารพวกนั้นเหรอ?”



หลัวผิงดูเหมือนจะจำอะไรบางอย่างได้ และในที่สุดก็พูดถึงหัวข้อเดียวกันกับบุตรชายของตน



“ท่านพ่อ เราจะออกไปดูมั้ย?”



“นี่จะเป็นช่วงเวลาสำคัญที่จะเปิดม่านแห่งการล่มสลายของแคว้นต้าเฟิงโดยสมบูรณ์”



หลัวซวนพูดอย่างใจเย็น ใบหน้าอ่อนเยาว์ของเขาดูสงบมาก ทำให้คนที่มองรู้สึกกดดัน



“ไม่ ข้ายังมี…เรื่องบางอย่างที่ต้องจัดการ”



“ข้ายังออกไปไหนไม่ได้ในตอนนี้”



หลัวผิงกลืนน้ำลายอึกใหญ่ ระงับหัวใจที่กำลังสั่นสะท้าน และความกังวลที่มากล้น



“เป็นอย่างนั้น…จริงเหรอ?”



“น่าเสียดาย น่าเสียดายจริงๆ”



หลัวซวนส่ายหัวอย่างเสียใจ จากนั้นก็หันหลังกลับแล้วเดินออกจากห้องไปอย่างเงียบๆ





ดูเหมือนคนส่วนใหญ่จะมีลางสังหรณ์ว่าพายุเลือด และความรุนแรงกำลังจะมาถึง



ดังนั้น แม้ในช่วงเวลากลางวันแสกๆ



เมืองศิลาครามอันกว้างใหญ่แทบจะร้างผู้คน มีเพียงคนเดินบนท้องถนนไม่กี่คนเท่านั้น



แตะ แตะ…



แตะ แตะ แตะ…



ทันใดนั้นก็มีเสียงฝีเท้าที่เป็นระเบียบ ก็ดังมาจากระยะไกล



เมื่อเวลาผ่านไป เสียงฝีเท้าเหล่านี้ก็ใกล้เข้ามามากขึ้นเรื่อยๆ มากขึ้นเรื่อยๆ



“ซวนเอ๋อร์ เจ้าไม่กลัวรึ?”



นอกดินแดนบรรพบุรุษของตระกูลหลัว บริเวณหน้าประตูใหญ่



หลัวฉางเฟิงมองมาทางหลัวซวนที่ดูอ่อนเยาว์กว่าปกติ



เขาเดินไปข้างหน้าอย่างเงียบๆ และยื่นมือขวาที่แห้งเหี่ยวไปวางไว้บนไหล่ของชายหนุ่ม



“กลัวขอรับ แต่ก็เพียงนิดหน่อยเท่านั้น…”



หลัวซวนหันหัวมามองหลัวฉางเฟิงที่ยืนอยู่ข้างๆ แล้วพูดด้วยท่าทีสงบ



“โอ้?” หลัวฉางเฟิงหรี่ตาลงเล็กน้อย ความสนใจของเขาที่มีต่อชายหนุ่มคนนี้เพิ่มขึ้นอีกระดับหนึ่ง



“กองทัพนี้สุดยอดจริงๆ”



“ไอสังหารที่อบอวลอยู่บนตัวทหารเหล่านั้นช่างหนาแน่นนัก”



“ตามสัญชาตญาณ มันย่อมทำให้เกิดความกลัวอย่างแน่นอน แต่ข้ารู้ว่าพวกเขาไม่ได้เล็งเป้ามาที่ข้า หรือตระกูลหลัวของเรา”



“ข้าจึงรู้สึกกลัวนิดหน่อย ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น…”



หลัวซวนอธิบายอย่างไร้อารมณ์



อย่างไรก็ตาม เมื่อเขาหันหัวกลับมา



เขาก็ได้เห็นใบหน้าอันซีดเผือดของหลัวฉางเฟิง และยังรู้สึกได้ถึงกลิ่นอายแห่งตาย และพลังชีวิตที่เหือดแห้ง ราวกับเวลาชายชราใกล้จะหมดลงเต็มทีแล้ว



คิ้วของเขาจึงขมวดเล็กน้อย ใบหน้าไร้อารมณ์ของเขามีเสี้ยวหนึ่งของความสับสนปรากฏขึ้น



“บรรพบุรุษฉางเฟิง ข้ามีคำถามหนึ่งหวังว่าท่านจะช่วยไขข้อสงสัยได้”



หลัวฉางเฟิงมองหลัวซวนด้วยความสนใจ และรู้สึกสงสัย เขาจึงหัวเราะเบาๆ และกล่าวว่า “ถามมาเถิด”



“บรรพบุรุษฉางเฟิง เมื่อครึ่งเดือนก่อนหรือแม้กระทั่งหนึ่งเดือนก่อน ก็มีข่าวลือแพร่สะพัดในเมืองศิลาครามว่าท่าน…”



“แม้จะยืนอยู่ข้างๆ ท่าน ข้าก็รู้สึกได้ชัดเจนว่าท่านกำลัง…”



“ข้าจึงอยากถามว่าตกลงความจริงเป็นยังไงกันแน่…”



เมื่อมองดูความอยากรู้ที่ปรากฏบนใบหน้าของหลัวซวน หลัวฉางเฟิงก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้ “คำถามของเจ้านั้นดี เพียงแต่ว่า…”



“คำถามเช่นนั้นไม่เอ่ยถึงอีกในอนาคต”




ตอนก่อน

จบบทที่ ช่วงเวลาแห่งการนองเลือด

ตอนถัดไป