สถานการณ์เกินคาดฝัน

ตอนที่ 30 สถานการณ์เกินคาดฝัน



การนองเลือด และสังหารหมู่กำลังดำเนินอยู่



ในขณะนั้น เมืองศิลาครามอันกว้างใหญ่ก็เกิดเสียงกรีดร้องอันแสนเจ็บปวด และเสียงร้องขอความเมตตา



จากนั้นก็มีคำสาปแช่ง และเสียงก่นด่าตามมาติดๆ



เมื่อเสียงต่างๆ ค่อยๆ เบาลง เบาลง และจางหายไป



อากาศในเมืองศิลาครามค่อยๆ มีกลิ่นเลือดรุนแรงโชยออกมาอย่างช้าๆ



เลือดสีแดงสดไหลลงสู่ท้องถนน ก่อตัวเป็นแม่น้ำสายหนึ่งที่มีสีแดงเข้ม



แรงกดดันที่หนักหน่วงทำให้หลายคนแทบจะทนไม่ไหว และหายใจแทบไม่ทัน



“ซวนเอ๋อร์ สูดหายใจเข้าลึกๆ”



“หากรับไม่ไหว เจ้าจะกลับเข้าไปก่อนก็ได้”



ที่หน้าประตูใหญ่ของดินแดนบรรพบุรุษของตระกูลหลัวในเมืองศิลาคราม



หลัวฉางเฟิงมองไปทางหลัวซวนที่อยู่ข้างๆ ซึ่งใบหน้าอ่อนเยาว์เริ่มซีดลงเล็กน้อย ทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา



“ข้าไม่เป็นไร…”



หลัวซวนกัดฟันอย่างแรง และตอบด้วยเสียงต่ำ ใบหน้าของเขาซีดเผือดราวกับคนป่วยอย่างหนัก



“ในช่วงเวลาแห่งโกลาหล เราต้องยืนหยัดด้วยตัวเอง จะเอาชีวิตไปอิงแอบกับโชคชะตาไม่ได้”



“อย่างไรก็ตาม การสังหารหมู่ครั้งนี้ก็ไม่ได้ปราศจากประโยชน์สักทีเดียว”



“ด้วยการกวาดล้างตระกูลที่ทรงพลังอำนาจในเมืองศิลาคราม พวกเขาก็ได้อ้างสิทธิ์ในทรัพย์สมบัติมากมาย”



“แต่ในทำนองเดียวกัน การสังหารหมู่ครั้งนี้ยังทำให้อายุขัยของแคว้นต้าเฟิงหดสั้นลงไปอีก”



“ช่วงเวลาแห่งความโกลาหล ยุคสมัยแห่งคมดาบ และการนองเลือดกำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว…”



หลัวฉางเฟิงพูดถ้อยคำเหล่านี้ด้วยความสงบ



ราวกับว่าเขากำลังพูดกับตัวเอง หรือบางทีอาจจะให้พูดให้หลัวซวนที่ยืนอยู่ข้างๆ ฟัง



“บรรพบุรุษฉางเฟิง เนื่องจากท่านบอกว่าช่วงเวลาแห่งความโกลาหลกำลังจะมาถึง ข้าขอถามได้มั้ยว่าท่านมีแผนการยังไงสำหรับลุงสามของข้า”



ทันใดนั้น หลัวซวนก็หันหัวมามอง



ใบหน้าของเขาซีดขาวเล็กน้อย ขณะที่เขาถามหลัวฉางเฟิงเบาๆ



“ลุงของเจ้า หลัวหย่งน่ะเหรอ เขามักจะพูดอยู่เสมอว่าอยากไปประทับรอยเท้าของตัวเองในที่ต่างๆ”



“หากเขาต้องการจริงๆ ข้าก็ไม่รังเกียจที่จะเติมเต็มความปรารถนาของเขา”



“อย่างงี้นี่เอง” เมื่อได้ยินเช่นนี้ หลัวซวนก็เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยโดยไม่ได้ตั้งใจ



แม้ว่าบรรพบุรุษฉางเฟิงที่อยู่ข้างๆ เขาจะไม่ได้พูดอะไรมากมาย



แต่เขาก็สามารถอ่านความนัยจากคำพูดเหล่านั้นได้



ลุงสามของเขา หลัวหย่งเป็นผู้ฝึกตนที่แข็งแกร่งทึ่สุดของตระกูลหลัว



อีกอย่าง เขายังควบคุมสั่งการผู้ฝึกตนที่แข็งแกร่งที่สุดที่คอยรับใช้ตระกูลหลัวมาเป็นเวลานาน



ตามหลักตรรกะ เมื่อต้องเผชิญหน้ากับความโกลาหลที่กำลังจะมาถึง



บรรพบุรุษของเขาไม่ควรปล่อยให้ลุงสาม หลัวหย่งออกจากตระกูลเพื่อทำตามความฝัน และเสี่ยงโชค



แต่เมื่อกี้ บรรพบุรุษของเขาเพิ่งจะพูดว่า ‘หากเขาต้องการจริงๆ ข้าก็ไม่รังเกียจที่จะเติมเต็มความปรารถนาของเขา’



นอกจากนี้ จากคำตอบของคำถามก่อนหน้านี้ที่ว่า ‘คำถามเช่นนั้นไม่เอ่ยถึงอีกในอนาคต’



หลัวซวนดูเหมือนพอจะจับเค้าลางบางอย่างได้ มองผ่านม่านหมอก และความลับที่ซ่อนอยู่



บรรพบุรุษของพวกเขา หลัวฉางเฟิงกำลังเล่นละคร และหลอกคนจำนวนมากอยู่



ข่าวลือที่ว่าเท้าข้างหนึ่งของเขาอยู่ในหลุมฝังศพนั้น…



ล้วนเป็นของปลอมทั้งหมด





ชายทั้งสองยังคงยืนอยู่ที่หน้าประตูใหญ่ คนหนึ่งแก่ชรา อีกคนยังหนุ่มแน่น และอ่อนเยาว์



“บรรพบุรุษฉางเฟิง…”



หลัวซวนเฝ้าสังเกตสีหน้าของหลัวฉางเฟิงอย่างระมัดระวัง ซึ่งดูไม่มีเลือดฝาด และเต็มไปด้วยริ้วรอย



“มีอะไรอีกงั้นรึ?”



“บรรพบุรุษ ในอดีต เคยมีใครบอกท่านมั้ยว่า…”



ในขณะที่เขากำลังพูด หลัวซวนก็ดูลังเลอยู่ครู่หนึ่ง



“บอกอะไรข้า?” หลัวฉางเฟิงถามด้วยความสงสัย



“เคยมีคนบอกท่านมั้ยว่า ท่านเป็นคนเจ้าแผนการ และเจ้าเล่ห์มากจริงๆ”



“...” หลัวฉางเฟิง



หลังจากที่หลัวฉางเฟิง และหลัวซวนมองหน้ากันครู่หนึ่ง



ทั้งสองก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมาพร้อมกันดังๆ



“ผู้คนต่างพูดกันว่า ‘มังกรให้กำเนิดมังกร ฟีนิกซ์ให้กำเนิดฟีนิกซ์’ เด็กน้อยอย่างเจ้านี่…”



“เป็นลูกไม้ที่หล่นไกลต้นจริงๆ พ่อของเจ้าไม่อาจเทียบได้เลย!”



เมื่อพูดจบ หลัวฉางเฟิงก็หันหลังกลับอย่างเงียบๆ โดยเอามือไพล่หลัง และเดินกลับไปยังลานบ้านของตนอย่างเงียบๆ



ไม่นาน การเข่นฆ่าก็ค่อยๆ หยุดลง



เรื่องตลกก็ถึงจุดสิ้นสุดแล้ว



เขาไม่จำเป็นต้องอยู่ดูละครเรื่องนี้อีกต่อไปแล้ว





เมื่อเวลาผ่านไป



เพียงชั่วพริบตา หลัวฉางเฟิงก็หายไปจากสายตาของหลัวซวน



“หากความจริงของเรื่องนี้ไม่ห่างไกลจากการคาดเดาของข้ามากนัก…”



“ตระกูลหนึ่งที่จะหายไปจากเมืองศิลาคราม”



“ดูเหมือนจะไม่ใช่ตระกูลหลัวของข้าอีกต่อไป”



“แต่กลับเป็นตระกูลจ้าวต่างหาก ข้าเฝ้ารอวันนั้นให้มาถึงโดยเร็ว”



แน่นอนว่า นอกเหนือจากเรื่องนี้แล้ว ยังมีเรื่องอื่นๆ ที่เขาให้ความสนใจเป็นพิเศษ



นั่นเป็นเรื่องเกี่ยวกับตระกูลหู หนึ่งในสี่ตระกูลใหญ่แห่งเมืองศิลาคราม



ตามตรรกะแล้ว ในเวลานี้ หากคนที่ตระกูลหูมาสู่ขอไม่ใช่พี่สาวของเขา หลัวโหยวเว่ย



บางทีพันธมิตรระหว่างสองตระกูลคงได้ก่อตั้งขึ้นแล้ว



แต่ตอนนี้...น่าเสียดาย



ตระกูลหูซึ่งเป็นหนึ่งในสี่ตระกูลใหญ่แห่งเมืองศิลาคราม ดูเหมือนว่ายังคงไม่รู้ว่าตนเองได้พลาดโอกาสสำคัญไป



“อยากเห็นตระกูลหลัวของข้าล่มสลายงั้นรึ?”



“ตระกูลหูของพวกเจ้าคงไม่มีโอกาสได้เห็นวันนั้นหรอก”





วันต่อมา ในตอนเช้าตรู่



ขณะที่ท้องฟ้ายังคงเป็นสีเทาหม่น



หลัวฉางเฟิง บรรพบุรุษของตระกูลหลัวก้าวออกจากดินแดนบรรพบุรุษของตระกูลหลัวอีกครั้ง



แตะ แตะ…



แตะ แตะ…



เสียงฝีเท้าที่เป็นระเบียบ และประสานกันยังคงดำเนินต่อไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุดในเมืองศิลาครามอันกว้างใหญ่



เสียงฝีเท้าเหล่านี้ก็เผยให้เห็นถึงสิ่งหนึ่ง นั่นคือเหล่าทหารชั้นยอดของแคว้นต้าเฟิงยังไม่ออกเดินทางจากเมืองแห่งนี้ไป



“กลิ่นเลือดนี้มันรุนแรงจริงๆ….”



นอกดินแดนบรรพบุรุษของตระกูลหลัว บนถนนรกร้างไร้ผู้คนเดินผ่านไปมา



หลัวฉางเฟิงมองดูหมอกโลหิตที่ล่องลอยอยู่บนท้องฟ้าเหนือเมือง เขาไม่สามารถละสายตาจากมันได้เป็นเวลานาน



ขณะมอง คิ้วของเขาก็ขมวดเล็กน้อย



สถานการณ์ในตอนนี้ดูเหมือนจะเกินกว่าที่เขาคาดเอาไว้



หากเพียงแค่กวาดล้างบางตระกูลที่ไม่ยอมบริจาค



เรื่องนี้ควรจะจบลงแล้ว และท้องฟ้าเหนือเมืองศิลาครามคงจะไม่มีหมอกโลหิตหนาแน่นถึงขนาดนี้



สถานการณ์ที่เกิดขึ้นบ่งชี้ถึงสิ่งเดียวเท่านั้น



ทหารเหล่านั้นที่อยู่ในเมืองศิลาคราม หลังได้สัมผัสกับความหวาน และความตื่นเต้นจากการปล้นสะดมเงินทองจำนวนมหาศาล ไม่สามารถควบคุมความโลภของตัวเองได้อีกต่อไป



มือของพวกเขาไม่อาจยับยั้งดาบที่พวกตนถืออยู่ได้อีกต่อไปแล้ว



“ที่ดินของตระกูลที่อยู่ตรงนั้น เป็นของตระกูลใดเหรอ?”



“ด้วยอาณาเขตขนาดใหญ่โตเช่นนั้น พวกเขาน่าจะร่ำรวยมากเลยทีเดียว”



บนถนนตรงหน้าดินบรรพบุรุษของตระกูลหลัว



ทหารสวมชุดเกราะเหล็กสีแดงเข้ม และถือดาบเหล็กเปื้อนเลือดยืนอยู่ด้วยใบหน้าเต็มไปด้วยจิตสังหาร



เขาจ้องมองไปยังอาคารหลังต่างๆ ที่เป็นของตระกูลหลัวด้วยความโลภ และพูดกับสหายของตนด้วยเสียงที่แผ่วเบา



“เจ้าอยากตายเหรอ?”



“นั่นคือดินแดนของตระกูลหลัว หนึ่งในสี่ตระกูลใหญ่แห่งเมืองศิลาคราม”



“พวกเขาแข็งแกร่งกว่าตระกูลเล็กๆ เหล่านั้นที่เราเพิ่งจัดการไปมาก”



“หากการกระทำของเจ้าทำให้พวกเขาโกรธ แล้วเกิดการปะทะระหว่างกองทัพของเรา และผู้ฝึกตนของพวกเขา”



“เมื่อท่านนายพลพบว่าใครเป็นต้นเหตุ ต่อให้เจ้ามีสิบชีวิตก็ไม่มีทางรอดไปได้!”



“เฮ้อ น่าเสียดาย ถ้าอย่างนั้นก็ไปกันเถอะ…”




ตอนก่อน

จบบทที่ สถานการณ์เกินคาดฝัน

ตอนถัดไป