วิธีเอาชีวิตรอดในฐานะลูกชายคนที่สองของตระกูลขุนนางเวทมนตร์ (4)
ติ๊ง—!
‘ข้อเสนอ: ชีวิตเป็นของตัวเอง! จงตามหาสิ่งที่ต้องทำต่อไป’ สำเร็จ 3/3 ส่วน!
ขอแสดงความยินดี!
‘ข้อเสนอ: ชีวิตเป็นของตัวเอง! จงตามหาสิ่งที่ต้องทำต่อไป’ สำเร็จ!
‘บทที่ 1 หากเจ้าช่วยเหลือตนเอง พระเจ้าก็จะช่วยเหลือเจ้า (1) สำเร็จ!
‘เส้นทางที่ 1 — 〈 บทที่ 2 หากเจ้าช่วยเหลือตนเอง พระเจ้าก็จะช่วยเหลือเจ้า (2) 〉’ ได้รับการยืนยันแล้ว
“ค่อยยังชั่ว โล่งคอไปที”
ฉันลูบผมท้ายทอยที่เพิ่งตัดสั้น
ใช่สิ ต้องแบบนี้แหละ ถ้าจะไว้ผมยาวก็ต้องค่อย ๆ เล็มไปเรื่อย ๆ หรือไม่ก็ตัดสั้นไปเลย
ลูคัสปล่อยผมทิ้งไว้นานโดยที่ไม่คิดจะดูแลอะไรเลย สภาพก็เลยดูไม่ได้อย่างที่เห็น
'แต่พอตัดแล้วก็ดูไม่โทรมเท่าเมื่อก่อนแล้วนี่นา'
ฉันส่องกระจกดูใบหน้าไร้อารมณ์แทนที่จะเป็นใบหน้าหดหู่เศร้าสร้อยเหมือนตอนที่ไม่รู้ตัว
ไม่ยักรู้ว่าตัวเองก็หน้าตาดีเหมือนกันนะเนี่ย
ถึงผิวจะดูซีด ๆ ไปหน่อย แต่ถ้ากินดีอยู่ดี ออกกำลังกายให้เลือดลมสูบฉีดอีกหน่อย ก็น่าจะดูดีขึ้นกว่าตอนนี้เยอะ
ฉันเดินออกจากร้าน และหันไปขอบคุณนักเรียนที่เดินตามหลังมาติด ๆ
“ขอบใจนะที่พามา แล้วนี่เราอยู่ห้องเดียวกันเหรอ?”
“อ้อ เอ่อ ใช่ โรงเรียนเรา พอเข้าเรียนแล้วก็จะอยู่ห้องเดิมไปจนกว่าจะจบเลย ลูคัส นายไม่รู้เหรอเนี่ย”
“ก็พอรู้มาบ้าง”
ในเมื่อตัวเอกของเรื่องก็เป็นนักเรียนที่นี่ ข้อมูลจากในนิยายพวกนี้ฉันก็รู้ดีอยู่แล้ว
“อ้าว งั้นเหรอ ฮ่าๆๆๆๆ! งั้นเหรอเนี่ย ฉันเองที่ไม่รู้เรื่องซะงั้น ฮ่าๆๆๆๆ….”
“แล้วนายชื่ออะไรเหรอ?”
“อ้อ ฉันน่ะเหรอ ฉันชื่อเมลวิน แล้วนี่นายถามทำไมเนี่ย”
เพื่อนร่วมห้องเดียวกัน ถามชื่อกันไม่ได้หรือไง
แล้วทำไมต้องกลัวขนาดนั้นด้วย
รู้สึกเหมือนตัวเองกลายเป็นนักเลงที่คอยไถเงินเด็กยังไงก็ไม่รู้ ฉันเลยหุบปากเงียบ
ตอนที่เห็นภาพรวมที่ทุกคนพากันหลีกเลี่ยงฉันเป็นแถวเป็นแนวก็ไม่ได้คิดอะไรมาก แต่พอมาเจอคนแบบนี้ที่แสดงอาการกลัวออกมาต่อหน้าต่อตาแบบนี้ ก็รู้สึกผิดขึ้นมาตะหงิด ๆ
ในตอนที่เดินมาถึงหน้าอาคารหลังหนึ่ง เมลวินก็หน้าตาตื่น รีบชี้มือไปยังอาคารหลังนั้น
“ถึงหอพักแล้ว เข้าไปข้างในก่อนนะ แล้วเจอกันที่ห้องเรียนพรุ่งนี้”
“เดี๋ยว ๆ นายรอก่อน”
“หือ?”
“ฉันต้องไปหาห้องพักของตัวเอง ต้องไปที่ไหนเหรอ?”
เมลวินหน้าซีดเผือด พาฉันไปส่งถึงห้องธุรการโดยที่เว้นระยะห่างจากฉันมากที่สุดเท่าที่จะทำได้
'ปฏิกิริยาตอบสนองนี่มันตลกจริง ๆ'
ความรู้สึกผิดเมื่อกี้เป็นแค่ช่วงเวลาสั้น ๆ เท่านั้น
ฉันเริ่มปรับตัวให้ชินกับปฏิกิริยาตอบสนองแบบนั้นได้แล้ว ฉันยิ้มและโบกมือลา
อยากจะรู้ว่าตอนนี้สถานการณ์มันเป็นยังไงบ้าง ฉันเลยลองเปิดดูค่าความนิยม และก็เป็นไปตามคาด คะแนนติดลบ 10 คะแนนเต็ม
“ขอบใจนะ ไว้เจอกันใหม่”
“อึ่ก อื้อ งั้นฉันไปก่อนนะ!”
นักเรียนคนนั้นรีบวิ่งหนีหายเข้าไปในทางเดินโดยที่ไม่รอให้ฉันพูดอะไรต่อ
ฉันถามหาหมายเลขห้องที่ห้องธุรการ และเดินตามหาห้องของตัวเองจนเจอ พอเปิดประตูเข้าไป ข้าวของที่ส่งมาจากบ้านก็ถูกวางกองเอาไว้
“คงต้องเริ่มเก็บกวาดจัดห้องก่อนสินะ”
ข้าวของทั้งหมดก็มีแค่เสื้อผ้าไม่กี่ชุด หนังสือเรียน เครื่องเขียน แล้วก็ยาเท่านั้นเอง แม้แต่วัตถุเวทมนตร์ประจำตระกูลที่ไม่มีประโยชน์อะไรกับลูคัสก็ยังถูกโยนมาไว้มุมห้อง
หลังจากโยนทุกอย่างเข้าไปในตู้เสื้อผ้ากับบนโต๊ะจนหมด ก็เหลือแค่กล่องยาเท่านั้น
ฉันระงับความต้องการที่จะเตะกล่องทิ้ง และเปิดฝากล่องออก ด้านในกล่องมีจดหมายสีครีมวางอยู่บนผ้าสักหลาดสีดำที่ห่อหุ้มเอาไว้อย่างดีเพื่อป้องกันแสง
ถึงจะยังไม่ได้ดูว่าใครเป็นคนส่ง แต่ก็รู้ได้ในทันทีว่าใครเป็นคนเขียนจดหมายฉบับนี้
ฉันฉีกซองจดหมายและหยิบกระดาษจดหมายออกมา
[ถึงน้องชายที่รัก] [สบายดีไหม ตอนที่นายได้อ่านจดหมายฉบับนี้ นายคงจะไปถึงโรงเรียนแล้วสินะ พี่เป็นห่วงนายมาก ๆ ตอนที่เห็นนายทรุดหนักขนาดนั้น อยากจะอยู่ดูแลข้าง ๆ นายสักหน่อย แต่ก็จำเป็นต้องรีบออกเดินทางซะก่อน พี่ไม่รู้เลยว่ายาจะทำให้นายเจ็บปวดได้ถึงขนาดนี้ ยกโทษให้พี่ด้วยนะ]
คำขอโทษพวกนั้นคงจะเป็นคำขอโทษที่ไร้ความหมายที่สุดในโลกแล้ว ในฐานะที่รู้จุดจบของลูคัส ฉันทำได้แค่หัวเราะเยาะออกมาเท่านั้น
หลังจากนั้นก็เป็นเนื้อหาไร้สาระเกี่ยวกับความเป็นอยู่ของพ่อ เรื่องที่พ่อพูดถึงฉัน และเรื่องไร้สาระอื่น ๆ อย่างเช่น เรื่องที่ว่าถ้าทำคะแนนให้ได้ถึงค่าเฉลี่ยก็คงจะดี
ฉันอ่านจดหมายที่เขียนด้วยตัวอักษรที่อ่านยากเหมือนไก่เขี่ยไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งอ่านมาถึงบรรทัดสุดท้าย
[ถึงพี่จะบ่นไปบ้าง แต่พี่ก็เชื่อว่านายรู้ดีว่าอะไรคือสิ่งที่นายต้องให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก ดูแลสุขภาพให้ดีอยู่เสมอด้วยนะ ช่วงนี้เหมือนมีการเปลี่ยนแปลงเยอะแยะไปหมด ถ้ามีอะไรผิดปกติเกิดขึ้น แม้แต่นิดเดียวก็บอกพี่ด้วยนะ] [ขอพระเจ้าทรงคุ้มครองนายเสมอไปด้วยความจริงใจ จากพี่ชายของนาย]
เป็นจดหมายที่แสนจะธรรมดาและไร้ประโยชน์
การที่อุตส่าห์เสียเวลาเขียนจดหมายยาวเหยียดแบบนี้เพื่อที่จะแสร้งทำเป็นคนดี ทำให้สัมผัสได้ถึงความมุ่งร้ายที่ซ่อนอยู่ภายใต้ท่าทีใจดี
สายตาของฉันจับจ้องอยู่ที่ประโยคที่โดดเด่นที่สุดในจดหมาย
[พี่ก็เชื่อว่านายรู้ดีว่าอะไรคือสิ่งที่นายต้องให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก]
ใช่ ฉันรู้ดี
ฉันยกกล่องขึ้นมาเทขวดยาทั้งหมดลงในลิ้นชัก แล้วล็อกลิ้นชัก
ถึงน้องชายที่น่าสงสารของนายที่เคยกินยาพวกนี้ตามคำสั่งของนายจะเป็นคนคนนั้น แต่ตอนนี้ไม่ใช่แล้ว
'อยากจะทิ้ง ๆ ไปให้มันรู้แล้วรู้รอดจริง ๆ แต่…'
ทำแบบนั้นไม่ได้
ถ้าอยากจะฝังพี่ชายให้จมดิน ก็ต้องเก็บยาพวกนี้เอาไว้เป็นหลักฐาน
และถ้าสามารถดึงเลโอมาเข้าพวกได้ ยาพวกนี้ก็จะกลายเป็นยาดีชั้นยอดได้เลย
แผนการในอนาคตจะเปลี่ยนไปตามฤทธิ์ยาที่เหลืออยู่ เพราะงั้นตอนนี้สิ่งที่ต้องทำก่อนก็คือ การตรวจสอบดูก่อนว่าตอนนี้ฉันสามารถใช้เวทมนตร์ได้มากแค่ไหน
'เมื่อ 3 วันก่อน พี่ชายป้อนยาให้ฉันไป 1 ขวด'
แต่ในความเป็นจริง ฉันคายมันออกมาแทบจะทันที เพราะงั้นมันเลยไม่มีความหมายอะไร และถ้าจะนับวันที่ฉันกินยาสองขวดติดกันเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่พี่ชายจะเปลี่ยนยา ก็คงจะต้องนับย้อนไป 4 วันก่อน
ในเมื่อเป็นยาที่ต้องกินทุกสัปดาห์ ฤทธิ์ยาก็คงจะลดลงไปเยอะแล้ว
ถ้าอย่างนั้น ลองใช้เวทมนตร์ดูสักหน่อยก็แล้วกัน
'…แต่ว่านะ'
ต่อให้คิดจะทำอะไร ก็ต้องมีความทรงจำที่นานพอสักหน่อยถึงจะทำได้ ครั้งสุดท้ายที่เคยใช้เวทมนตร์ได้คล่อง ๆ มันตั้งแต่ตอนอายุ 12 ขวบเลยมั้ง
เอาเถอะ ในเมื่อเกิดมาในตระกูลนักเวทมนตร์ แถมแกนพลังเวทก็แค่โดนปิดกั้นไปหน่อย ยังไงก็คงพอทำได้แหละน่า
ฉันลองเหยียดมือออกไปข้างหน้า
ฟิ้ว—!
ในตอนนั้นเอง เวทมนตร์สีแดงก็สว่างวาบขึ้นมา ในจังหวะที่กำลังตกใจกับเวทมนตร์ที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ความเจ็บปวดอย่างรุนแรงก็ถาโถมเข้าใส่หัวใจ
"อั้ก…!"
เป็นไปได้จริง ๆ ด้วย เข่าทรุดลงไปเองโดยอัตโนมัติ เป็นความเจ็บปวดที่ยากเกินกว่าจะยืนหยัดต่อไปได้
'นี่ขนาดฤทธิ์ยาอ่อนลงแล้วนะเนี่ย…'
คนเป็นพี่ชายกล้าเอายาแบบนี้ให้น้องชายกิน แล้วยังนอนหลับลงได้ลงคออีก
ตอนที่อยู่ในฐานะคนอ่านที่ไม่ใช่ลูคัส ฉันก็รู้สึกเหลือเชื่ออยู่แล้ว พอมาเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรง ความรู้สึกเหลือเชื่อมันยิ่งทวีคูณเป็นทวีคูณ ฉันได้แต่หัวเราะออกมาเหมือนคนเสียสติ
'เอาเถอะ แผนการยังไม่มีปัญหา'
วันนี้เป็นวันสุดท้ายของวันธรรมดา
พรุ่งนี้ก็เป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ พ้นวันหยุดสุดสัปดาห์ไป ฤทธิ์ยาคงจะหมดไปอย่างสมบูรณ์
ถึงแม้เหงื่อเย็นจะไหลซึมออกมา ฉันก็ยังคงหัวเราะอยู่ได้
ใช่แล้ว อย่างแรกเลย เริ่มจากการทำให้เลโอมาเป็นพวกให้ได้ก่อนก็แล้วกัน
เช้าวันต่อมา ในตอนที่เดินออกมานอกห้อง ก็ได้เจอกับนักเรียนคนอื่น ๆ ที่กำลังเตรียมตัวไปโรงเรียน
'ไม่ยักหลีกเลี่ยงนี่นา? แปลกแฮะ'
ฉันรู้สึกทึ่งกับสถานการณ์ที่น่าประหลาดใจนี้ และมองไปรอบ ๆ ตัว
ในตอนนั้นเอง นักเรียนคนหนึ่งที่เดินผ่านข้าง ๆ ไปอย่างไม่ใส่ใจ พอเห็นหน้าฉันเข้าก็ถึงกับสะดุ้งโหยง และรีบหลบหน้าหนีไปอย่างรวดเร็ว
สถานการณ์ก็คล้าย ๆ กัน แม้แต่ในล็อบบี้หอพักที่มีผู้คนพลุกพล่าน
'… …'
ไม่ใช่ว่าพวกเขาไม่หลีกเลี่ยง แต่เป็นเพราะพวกเขาจำฉันไม่ได้ต่างหาก
วันนี้ฉันปรากฏตัวในสภาพที่ดูดีขึ้นกว่าเดิม หลังจากที่เคยเดินโทรม ๆ ไปวัน ๆ ทุกวัน ปฏิกิริยาตอบสนองที่เห็นเลยมาช้าไปหน่อย แต่ในความเป็นจริง นักเรียนพวกนี้ก็ยังคงกีดกันและรังเกียจลูคัสมาโดยตลอดเหมือนเดิม
ซ้ำร้ายไปกว่านั้น ในโรงเรียน—ซึ่งแตกต่างจากโลกภายนอกที่ทำได้แค่หลีกเลี่ยง—ยังมีพวกที่กล้าที่จะเพิกเฉยและพูดจาดูถูกลูคัสอย่างเปิดเผย
เหตุผลหลัก ๆ ก็มีอยู่ 3 ข้อ
ข้อแรก ก็เพราะข่าวลือเรื่องเฟลโรมา
ข้อสอง ก็เพราะถึงจะไร้ความสามารถทางเวทมนตร์ แต่ก็ยังเข้ามาเรียนในภาควิชาเวทมนตร์ได้ด้วยระบบรับนักเรียนบริจาค
และเหตุผลสุดท้าย ก็เพราะมีนักเรียนคนหนึ่งที่มีอิทธิพลในโรงเรียนมากเป็นพิเศษเกลียดขี้หน้าฉันเป็นพิเศษ
และนักเรียนคนนั้นก็คือ เลโอนั่นเอง
'หนทางยังอีกยาวไกลเลยแฮะ'
เลโอมีมนุษยสัมพันธ์ดี ทั้งผลการเรียน ความประพฤติก็ดี ทำให้มีสถานะทางสังคมที่ดีในโรงเรียน ทักษะเวทมนตร์ก็อยู่ในระดับต้น ๆ ของชั้นปี
การที่คนแบบนั้นแสดงออกอย่างโจ่งแจ้งว่าเกลียดลูคัส ทำให้พวกนักเรียนบางคนที่บ้าดีเดือดแต่ไร้สมองตีความไปว่า การกลั่นแกล้งลูคัสอย่างเปิดเผยเป็นเรื่องที่ปลอดภัย
เหตุผลที่ความทรงจำของลูคัสเต็มไปด้วยคำดูถูกเหยียดหยามและการเพิกเฉยอย่างโจ่งแจ้งที่แตกต่างจากโลกภายนอกก็เพราะเหตุผลนี้นี่แหละ
แต่สถานการณ์ก็ไม่ได้มืดมนถึงขนาดนั้น
ในระหว่างที่ทำการสืบสวนการเสียชีวิตของลูคัส เลโอได้เปิดอกเล่าเรื่องราวในอดีตให้ตัวเอกฟัง
ถึงแม้ว่าลูคัสจะไม่รู้เรื่อง แต่เลโอเคยเห็นลูคัสในยุคที่ยังไม่โดนพี่ชายกลั่นแกล้งอย่างจริงจัง
ด้วยสภาพแวดล้อมในครอบครัวที่สืบทอดกิจการการแพทย์มาตั้งแต่บรรพบุรุษ และพรสวรรค์ด้านเวทมนตร์ที่อ่อนด้อยเกินกว่าจะใช้เวทมนตร์ทั่วไปได้ ทำให้เลโอที่แต่เดิมไม่ค่อยสนใจเวทมนตร์เท่าไหร่ เริ่มที่จะทุ่มเทชีวิตให้กับเวทมนตร์อย่างจริงจังหลังจากที่ได้เห็นเวทมนตร์ของลูคัส
อาจจะเป็นเพราะเขามีภาพลักษณ์เชิงบวกต่อลูคัสอย่างฝังรากลึกมาตั้งแต่เด็ก ทำให้เลโอไม่ได้ปักใจเชื่อข่าวลือเกี่ยวกับเฟลโรมาทั้งหมด
แต่ถึงอย่างนั้น ไฟก็เลยลามมาที่ลูคัส
‘ถึงจะมีพรสวรรค์ที่โดดเด่น แต่กลับยอมจำนนต่อข่าวลือแปลก ๆ ไร้สาระ เป็นเรื่องที่น่าโง่เง่า จนถึงกับแสดงท่าทีเย็นชาใส่’
นี่คือเนื้อหาที่เลโอเปิดอกเล่าให้ตัวเอกฟังในระหว่างที่กำลังขุดคุ้ยคดีการเสียชีวิตของลูคัส และตอนนี้ก็คงจะเป็นช่วงเวลาที่ ‘แสดงท่าทีเย็นชาใส่’ นั่นแหละ
'ทำไมต้องมาพัวพันกับปัญหาอะไรแบบนี้ด้วยนะ…'
แต่ในทางกลับกัน มันก็ดีเหมือนกัน
ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึกแบบไหน การมีอารมณ์ความรู้สึกที่รุนแรงย่อมดีกว่าการถูกเมินเฉย
เพราะถ้าเป็นแบบนั้น ก็จะสามารถพลิกผันสถานการณ์ได้อย่างน่าทึ่งในขณะที่ยังคงรักษาระดับความรู้สึกเอาไว้ได้
แกร๊ก—
ในตอนที่เปิดประตูเข้าไป เสียงพูดคุยจอแจในห้องเรียนก็เงียบลงในทันที
ความประหลาดใจที่เกิดขึ้นจากการปรากฏตัวของฉันในรูปลักษณ์ที่ไม่คุ้นเคยส่งตรงมาถึงฉันอย่างโจ่งแจ้ง
ฉันแสร้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ต่อปฏิกิริยาตอบสนองเหล่านั้น และเดินไปหาที่นั่งว่างด้านหลังสุดห้อง
จากที่ไกล ๆ รู้สึกได้ถึงสายตาที่คมกริบ
“นี่มันเรื่องแปลกจริง ๆ”
เสียงพูดประชดประชันดังขึ้น
ฉันหยิบหนังสือออกมาเงียบ ๆ และหัวเราะเยาะในใจ
'นี่แค่ตัดผมถึงขนาดต้องพูดว่าเรื่องแปลกจริง ๆ เลยเหรอเนี่ย…'
ตลอดปีที่ผ่านมา ฉันเดินโทรมขนาดไหนกันนะ
เอาเถอะ คนที่พูดแบบนั้นจะเป็นใครไปไม่ได้
ฉันเงยหน้าขึ้นมองไปยังทิศทางนั้น
นักเรียนคนหนึ่งที่ถูกรายล้อมไปด้วยกลุ่มเพื่อนกำลังเท้าคาง และแค่หันหน้ามามองฉันอย่างเย็นชา
ผมสีบลอนด์ทองสว่าง ดวงตาสีฟ้า คิ้วที่โค้งลงอย่างอ่อนโยน และริมฝีปากที่เม้มเข้าหากันอย่างดื้อรั้น
รวมไปถึงเครื่องแต่งกายที่ไร้ที่ติราวกับเป็นแบบอย่างของนักเรียนดีเด่น แม้ว่าจะไม่ได้อาศัยความทรงจำของลูคัส ฉันก็ยังรู้ได้ในทันที
นักเรียนคนนั้นคือ เลโอ
ติ๊ง—!
‘เส้นทางที่ 1 — 〈บทที่ 2〉’ เริ่มต้นขึ้นแล้ว
[บทที่ 2 หากเจ้าช่วยเหลือตนเอง พระเจ้าก็จะช่วยเหลือเจ้า (2)]
〈บทที่ 2 หากเจ้าช่วยเหลือตนเอง พระเจ้าก็จะช่วยเหลือเจ้า (2)〉
ข้อเสนอ: จงทำให้ ‘เลโอนาร์ด วิเทลส์บัค’ กลายเป็นพวกพ้องของคุณ (0/1) (เหลือเวลา 167 ชั่วโมง 59 นาที 58 วินาที)
- เส้นทางที่ 1 — 〈บทที่ 3 ยังไม่กำหนด (1)〉
- เส้นทางที่ 2 — 〈เสียชีวิต〉
'…เสียชีวิต'
167 ชั่วโมง 59 นาที หนึ่งสัปดาห์
การที่จู่ ๆ ก็โผล่มาเป็นเควสแบบนี้โดยที่ไม่รู้สึกอะไรผิดปกติเลยเนี่ยนะ
ฉันถึงกับหายใจแทบไม่ทัน
'ไม่สิ'
ถึงจะมีข้อจำกัดเรื่องเวลาหนึ่งสัปดาห์ แต่ก็ยังมีโอกาสชนะอยู่ ในตอนนี้ที่ฉันอยู่ในห้องเดียวกับเลโอ ฉันกลับรู้สึกว่าตัวเองไม่มีทางล้มเหลวต่อข้อเสนอนี้เสียมากกว่า
ฉันละสายตาจากดวงตาสีฟ้าสดของเลโอ และนั่งลงที่เก้าอี้
"สวัสดีครับนักเรียนทุกคน ปิดภาคเรียนไปสนุกกันไหมครับ?"
อาจารย์เปิดสมุดรายชื่อนักเรียนวางบนแท่นบรรยาย และทักทายนักเรียนด้วยน้ำเสียงกระปรี้กระเปร่าในชั่วโมงเรียนแรกของภาคเรียนใหม่
แต่ปฏิกิริยาตอบสนองของนักเรียนกลับซึม ๆ ไม่กระตือรือร้นเหมือนอาจารย์
อาจารย์ไม่ได้ใส่ใจท่าทีเย็นชาของนักเรียน และเริ่มแนะนำรายวิชาต่อไป
"คงจะรู้กันอยู่แล้วจากปีที่แล้วใช่ไหมครับ วิชาของเราคือวิชาประวัติศาสตร์เวทมนตร์"
วิชาแรกก็เป็นวิชาที่ไม่หนักสมองเลย เข้าท่าดีเหมือนกัน
ฉันปล่อยใจให้ว่าง และเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ในระหว่างที่อาจารย์บรรยายเนื้อหา
ค่าความนิยมของเลโอที่แอบเช็คไปเมื่อกี้ตอนที่สบตากันคือ -8
ถึงจะสูงกว่านักเรียนคนอื่น ๆ ในโรงเรียนนี้ที่ส่วนใหญ่อยู่ที่ แต่ในเมื่อยังเป็นเลขติดลบ ก็คงจะพูดไม่ได้เต็มปากว่าดี
ถ้าอยากจะทำให้เลโอมาเป็นพวกให้ได้ภายใน 168 ชั่วโมง หรือหนึ่งสัปดาห์ ก็คงจะต้องเร่งสปีดแผนการที่มีอยู่ให้เร็วกว่าเดิมหน่อย
ฉันจด ๆ จ้อง ๆ อะไรบางอย่างลงในสมุดโน้ต และเหลือบมองนาฬิกา เวลาผ่านไปตั้งชั่วโมงนึงแล้ว แต่ก็ยังไม่มีทีท่าว่าคาบเรียนจะจบลงเลย
"นี่แหละครับ รากฐานที่สำคัญที่จะนำไปสู่การบุกเบิกอนาคตผ่านประวัติศาสตร์ พวกเราสามารถเผชิญหน้ากับโลกจุลภาคที่เรียกว่าตัวเอง และบุกเบิกชีวิตของตัวเองได้อย่างอิสระ…"
"……"
อาจารย์เอาเรื่องแบบนี้มาพูดตลอดชั่วโมงในโรงเรียนมัธยมปลายได้ด้วยเหรอ
ฉันละสายตาจากสมุดโน้ต และกวาดสายตามองไปรอบ ๆ ห้อง นักเรียนคนอื่น ๆ ต่างก็เอาแต่ทำอย่างอื่นโดยที่ไม่ได้ตั้งใจฟังอาจารย์สอน
แปะ—
อาจารย์ตบมือเรียกความสนใจจากนักเรียน
"เอาล่ะ นักเรียนทุกคน ตั้งใจฟังหน่อยนะครับ สุดท้ายนี้ ครูมีคำถามจะถามข้อหนึ่ง การประชุมที่ตัดสินใจให้ผู้ที่มีพลังเวทเข้าร่วมพิธีศีลมหาสนิทปีละ 1 ครั้งคือการประชุมอะไรครับ? นักเรียนที่ตอบถูก ครูจะให้คะแนนจิตพิสัยเต็มในภาคเรียนนี้ครับ"
"อาจารย์ก็เป็นแบบนี้อีกแล้ว… ยังไม่ได้เรียนอะไรเป็นเรื่องเป็นราวเลย จะไปรู้ได้ยังไง"
"จะไปหวังอะไรกับอาจารย์คนนี้ได้"
นักเรียนที่นั่งอยู่ข้างหน้าฉันกระซิบกระซาบกันด้วยเสียงที่แทบจะไม่ได้ยิน
ถึงจะอยู่ห่างกัน แต่ความกล้าพวกนั้นนี่มัน…
เป็นทัศนคติที่แสดงออกมาได้ก็ต่อเมื่อมองอาจารย์ต่ำต้อยกว่าตัวเองเท่านั้นแหละ
'นึกถึงสมัยเรียนมัธยมปลายเลยแฮะ…'
ถ้าโดนมองว่ากระจอกเมื่อไหร่ อาจารย์ก็ไม่ใช่อาจารย์ไปเลย
ฉันรู้สึกเห็นใจอาจารย์ขึ้นมานิด ๆ และตั้งใจฟังอาจารย์พูดต่อ
"ไม่มีใครตอบได้เลยเหรอครับ? เรื่องนี้เป็นปัญหาที่เชื่อมโยงกับเรื่องที่ครูพูดไปก่อนหน้านี้อย่างใกล้ชิดนะครับ ครูมั่นใจว่าครูเคยพูดถึงเรื่องนี้ไปแว๊บ ๆ ในปีที่แล้วด้วยซ้ำไปนะ…."
"……"
"ช่วยไม่ได้สินะครับ หวังว่าหลังจากนี้ไปจะตั้งใจจำให้ขึ้นใจนะครับ"
"การประชุมสภาไตรภาคีเรเทอรุมครั้งที่ 2 ครับ"
ความเงียบปกคลุมไปทั่วห้องเรียน
นักเรียนที่นั่งเต็มห้องเรียนหันมามองฉันเป็นตาเดียวด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความประหลาดใจ
อาจารย์เองก็คงจะไม่คาดคิดว่าฉันจะตอบได้ถึงได้อ้าปากค้างไปเลย
ในเมื่อไม่มีใครกล้าที่จะทำลายบรรยากาศอึดอัดที่เกิดขึ้น ฉันเลยคลี่ยิ้มอย่างนุ่มนวลเพื่อผ่อนคลายบรรยากาศ และเริ่มพูด
“คำตอบของผมผิดหรือเปล่าครับ?”
“นักเรียน?”
“ครับ”
“…นักเรียนตอบถูกจริง ๆ เหรอครับเนี่ย?”
ฉันเอียงศีรษะเล็กน้อย ทำสีหน้าเหมือนกับว่ามีปัญหาอะไรหรือไง
“ครับ”
“…ไม่ผิดครับ สภาไตรภาคีเรเทอรุมครั้งที่ 2 ถูกต้องแล้วนี่ครับ อาจารย์จำได้ว่าปีที่แล้วนักเรียนไม่ค่อยสบายจนขาดเรียนบ่อยนี่นา… ยังจำได้ด้วยเหรอครับ?”
ฉันไม่ได้ตอบอะไร แต่เลือกที่จะส่งยิ้มบาง ๆ แทนคำตอบ เพื่อที่จะตัดบทสนทนา
ในตอนที่สบเข้ากับสายตามากมายที่จ้องมองมาที่ฉัน นักเรียนคนอื่น ๆ ก็รีบหลบสายตาไปราวกับว่าสายตาของฉันมีอะไรบางอย่างที่เป็นพิษ
แต่คนที่สำคัญที่สุดไม่ใช่พวกคนอื่น ๆ
ฉันมองไปยังที่ที่เลโอนั่งอยู่
เลโอไม่ได้แสดงสีหน้าเย็นชาเหมือนเมื่อกี้ แต่กลับทำหน้าตาประหลาดใจ และจ้องมองมาที่ฉัน
ในวินาทีนั้นเอง หน้าต่างใหม่ก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าฉัน
ติ๊ง—!
รางวัลพิเศษบทที่ 2
คำใบ้: จงตรวจสอบความเป็นไปได้ในการเอาชีวิตรอดของคุณ!