วิธีเอาชีวิตรอดในฐานะลูกชายคนที่สองของตระกูลขุนนางเวทมนตร์ (3)
'เลโอนาร์ด วิเทลส์บัค'
บุคคลที่มีอิทธิพลต่อชัยชนะของตัวเอกมากที่สุด และยังเกี่ยวพันกับเรื่องราวของลูคัสอย่างลึกซึ้ง
เลโอที่เกิดในตระกูลที่โด่งดังด้านเวทมนตร์ทางการแพทย์มาตั้งแต่บรรพบุรุษ เป็นคนที่คิดค้นวิธีเปลี่ยนยาพิษของพี่ชายให้กลายเป็นยาเสริมสร้างแกนพลังเวทได้สำเร็จ
ถึงแม้ว่าวัตถุดิบจะเรียบง่ายเกินคาด แต่ในเมื่อฉันไม่สามารถขอความช่วยเหลือจากตระกูลได้ ถ้าอยากจะได้วัตถุดิบยาพวกนั้นมา ก็คงจะต้องสร้างสายสัมพันธ์ในโรงเรียนเอาไว้ก่อน
'ทั้งตัวเอก ทั้งเลโอ ต่างก็อายุเท่ากัน'
ฉันจดเรื่องราวเกี่ยวกับเลโอที่จำได้ลงไปด้านล่าง
ตอนที่เขียนบันทึกจนเกือบเต็มเล่ม ฉันก็เหลือบมองนาฬิกา ยังเหลือเวลาอีกกว่าครึ่งวันกว่าจะถึงเวลาออกเดินทาง
'เริ่มมองหาสิ่งที่ต้องทำต่อไปดีกว่า'
เมื่อกี้แค่ตั้งเป้าหมายให้เหมาะสมก็สำเร็จไปแล้ว 1 ใน 3 ส่วน ถ้าอย่างนั้น อะไรก็ตามที่พอจะมีประโยชน์กับฉันได้บ้าง ก็มีความเป็นไปได้สูงที่จะผ่านไปได้ด้วยดี
'น่าจะเพิ่มคะแนนหน่อยนะ'
การที่จะเพิ่มคะแนนพลังกายหรือคะแนนภาพลักษณ์ในตอนนี้ยังไม่เหมาะสม
ถ้าจะให้เลือก ก็คงเป็นการทดสอบรายการทักษะที่ยังพอมีโอกาสเข้าถึงได้ก่อนออกเดินทางจะดีกว่า
ฉันออกจากห้องเพื่อที่จะสำรวจโครงสร้างบ้านไปในตัว และตั้งใจจะไปหาห้องสมุด
ทันใดนั้นเอง เสียงพูดคุยและเสียงหัวเราะคิกคักที่แว่วมาแผ่ว ๆ ก็เงียบลงในทันที เหล่าคนรับใช้ที่กำลังเดินถือข้าวของไปตามทางเดินต่างก็แข็งทื่อ และรีบหลบไปชิดกำแพง
การกีดกันที่ลูคัสเคยเจอในนิยายถาโถมเข้ามาใส่ฉันอย่างโจ่งแจ้ง
'พอมาเจอกับตัวจริง ๆ ก็รู้สึกแปลกใหม่ดีนะ'
ไม่ได้รู้สึกแย่อะไรเป็นพิเศษ
เพราะคนที่พวกนั้นหลีกเลี่ยงคือลูคัส ไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริงของฉันสักหน่อย
ฉันสนุกไปกับประสบการณ์ที่สดใหม่ พร้อมกับรื้อฟื้นเนื้อหาในนิยาย
ไม่ใช่ว่าพวกคนใช้จะทำท่าทีแบบนี้เพราะอยากจะเอาใจพ่อหรือพี่ชาย ถ้าเป็นแค่ระดับนั้น ก็คงไม่มีเหตุผลที่จะต้องกีดกันใครสักคนถึงขนาดนี้
และด้วยความที่พี่ชายแสดงละครเก่งเกินไป คนส่วนใหญ่เลยไม่ได้สงสัยในความรักใคร่ที่พี่ชายมีต่อน้องชายเลยสักนิด
เหตุผลที่ลูคัสกลายเป็นเป้าหมายของการกีดกัน ก็เป็นเพราะข่าวลือที่พี่ชายสร้างขึ้นมาเป็นเวลานาน
พี่ชายสร้างข่าวลือมานานว่าฉันมีความเกี่ยวข้องกับพวกเฟลโรมา
เฟลโรมาคือกลุ่มศาสนาที่เชื่อว่าสามารถดูดกลืนพลังเวทของคนอื่นเพื่อที่จะรักษาชีวิตอมตะเอาไว้ได้ด้วยเลือด
สมาชิกส่วนใหญ่เป็นคนที่ตายไปนานแล้ว และเพิ่งจะฟื้นคืนชีพมาเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว พวกเขาอ้างว่าตัวเองได้รับเลือกจากพระเจ้าให้ฟื้นคืนชีพได้
'ถึงแค่ถึงตรงนี้ก็คงจะเป็นแค่พวกบ้า ๆ บอ ๆ'
แต่พวกเฟลโรมาฆ่าคนเป็นแล้วชุบชีวิตขึ้นมาใหม่เพื่อที่จะขยายอำนาจ
ถึงแม้ว่าศพส่วนใหญ่จะฟื้นคืนชีพไม่สำเร็จ แต่ก็มีศพส่วนน้อยมาก ๆ ที่ฟื้นขึ้นมาทั้งที่สติสัมปชัญญะเลือนลางไปแล้ว
ศพที่ฟื้นคืนชีพมาได้แบบนั้นจะดูดกลืนพลังเวทของคนอื่นเพื่อที่จะรักษาชีวิตเอาไว้ และในตอนที่ดูดกลืนพลังเวท พวกเขาจะดื่มเลือดที่ปนเปื้อนพลังเวทเข้าไปเพื่อที่จะลดความเสียหายที่เกิดจากการดูดกลืนพลังเวทโดยตรง เป็นกลุ่มคนที่น่าขยะแขยงในหลาย ๆ ด้าน
พี่ชายทุ่มเทแรงกายแรงใจสร้างเรื่องอื้อฉาวทุกรูปแบบ ตั้งแต่เรื่องอื้อฉาวเล็ก ๆ น้อย ๆ ไปจนถึงการฆาตกรรม เพื่อที่จะทำให้คนทั่วไปจินตนาการไปถึงความไม่ปกติของฉัน
และในที่สุด เขาก็ประสบความสำเร็จในการปล่อยข่าวลือโดยที่ไม่ต้องแปดเปื้อนปากของตัวเอง
ข่าวโกหกที่ถูกสร้างขึ้นแพร่กระจายไปทั่วประเทศในชั่วพริบตา และพี่ชายก็แสดงละครอย่างสุดกำลัง ปกป้องลูคัสจากเจ้าหน้าที่ตรวจสอบจากราชสำนักและสื่อมวลชนที่ดาหน้ากันเข้ามาในเขตปกครอง
เรื่องพวกนั้นผ่านมาเกือบ 10 ปีแล้ว
พี่ชายใส่ร้ายป้ายสีน้องชายตัวเองอย่างไม่หยุดหย่อนเป็นเวลา 10 ปี และส่งภาพลักษณ์ของน้องชายให้ดิ่งลงเหว
ในกระบวนการนั้น เขาก็ไม่ลืมที่จะรักษาภาพลักษณ์ที่ดีงามของตัวเองเอาไว้ด้วย
ผลลัพธ์ก็คือ เขาหลอกลวงได้สำเร็จแม้กระทั่งพ่อ รวมถึงคนทั้งประเทศ และแม้แต่ตัวลูคัสเอง พวกคนใช้ก็คงไม่ต่างกัน
'ก็ดีเหมือนกัน'
ถ้าจะหลีกเลี่ยงกันโจ่งแจ้งขนาดนี้ก็ยินดีต้อนรับ
ถึงมันจะไม่ได้แปลว่าพวกนั้นจะไม่สนใจสิ่งที่ฉันทำเลยก็เถอะ แต่อย่างน้อยมันก็ยังดีกว่าการที่โดนก้าวก่ายทุกเรื่อง
ในระหว่างที่เดินเลี้ยวไปตามมุมตึกและเดินขึ้นบันไดไปเรื่อย ๆ คนใช้ทุกคนต่างก็แสดงปฏิกิริยาแบบเดียวกัน
ในบรรดาปฏิกิริยาเหล่านั้น มีแม้กระทั่งเสียงหัวเราะเยาะเย้ยที่แฝงไปด้วยความหวาดกลัวที่ไหลออกมาเพื่อกลไกป้องกันตัวเอง
ความรู้สึกแปลกประหลาดที่ตัวตนของฉันกำลังลอยคว้างและแปลกแยกออกไปจากโลกภายนอกยังคงไม่หายไป
ความทรงจำของลูคัสหลอมรวมเข้ากับฉัน และความรู้สึกที่เขาเคยสัมผัสได้ก็ฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีกครั้ง ท่าทีของพวกคนใช้เลยยิ่งดูสมจริงสมจังมากยิ่งขึ้น
ในทางกลับกัน ฉันก็ไม่ได้รู้สึกกระวนกระวายใจเหมือนกับลูคัส
'แล้วไง?'
อยากให้ฉันหายตัวไปให้ได้เดี๋ยวนี้เลยหรือไง?
ไม่รู้หรือไงว่ายิ่งเป็นแบบนี้ ฉันก็จะยิ่งอยากจะเอาหน้าไปยื่นให้เห็นชัด ๆ มากขึ้นไปอีก
แต่ตอนนี้ต้องสงบปากสงบคำเอาไว้ก่อน ยังไม่ใช่เวลาที่จะไปแหย่พวกนั้นเล่นตามอำเภอใจ
หลังจากเดินสำรวจบ้านไปได้สักพัก ในตอนที่เริ่มรู้สึกว่าพลังกายเริ่มหมดลง ฉันก็ก้าวเท้าเข้าไปในห้องสมุดที่อยู่ชั้น 1
ฉันเดินวนไปรอบ ๆ ห้องสมุด และหยิบหนังสือประวัติศาสตร์กับหนังสือเกี่ยวกับเวทมนตร์ออกมา
ติ๊ง—!
รางวัลพิเศษบทที่ 1
เปลี่ยนความรู้ของคุณให้กลายเป็นทักษะ! ทำให้ความรู้ที่กำลังจะได้เรียนรู้นี้กลายเป็นของคุณอย่างสมบูรณ์แบบ (0/1)
'อืม?'
ของแบบนี้ก็มีให้ด้วย
ถึงแม้ว่าความคิดจะสงบเสงี่ยม แต่สถานการณ์ในตอนนี้ไม่ใช่สถานการณ์ที่จะมาทำตัวเอ้อระเหยได้
ฉันรีบใช้ความคิด
'ไอ้เลข 1 นั่นมันชวนให้กังวลจริง ๆ'
โอกาสมีแค่ครั้งเดียวนั่นสินะ
ฉันกวาดสายตามองหนังสือที่วางซ้อนกันอยู่บนโต๊ะ
จะเอาโอกาสนี้ไปทิ้งเปล่า ๆ กับหนังสือประวัติศาสตร์ไม่ได้เด็ดขาด เรื่องพวกนั้นเอาไว้จำเองทีหลังก็ได้
สาขาที่ความรู้กับผลลัพธ์มีแนวโน้มที่จะแยกออกจากกันสูง สาขาที่ต้องฝึกฝนซ้ำ ๆ เป็นจำนวนมากถึงจะเชี่ยวชาญ เหมาะสมที่สุดแล้ว
ฉันย้ายหนังสือประวัติศาสตร์ออกไป และจัดเรียงหนังสือเวทมนตร์ที่หยิบออกมา
'คู่มือเวทมนตร์พื้นฐานเบื้องต้น'
แน่นอนว่าเล่มนี้ก็ใช้ไม่ได้
เรื่องพื้นฐานพวกนั้น ฉันศึกษาเอาเองก็ได้
'50 เวทมนตร์ต่อสู้ที่ใช้ในการต่อสู้จริง'
เล่มนี้ก็น่าสนใจอยู่บ้าง
แต่คงจะมีตัวเลือกที่ดีกว่านี้ได้ ยังไงซะ เรื่องพวกนั้นก็เรียนในโรงเรียนอยู่แล้ว
ฉันรวบหนังสือทั้งหมดไปไว้มุมหนึ่งของโต๊ะ และเดินไปยังชั้นหนังสือที่วางหนังสือเวทมนตร์
'ถ้าแค่รู้สิ่งนี้ ชีวิตก็จะเปลี่ยนไป — คู่มือเภสัชศาสตร์เวทมนตร์ในชีวิตประจำวันที่เรียนรู้ได้ง่าย'
ถึงจะรู้ไป โอกาสที่ชีวิตจะเปลี่ยนไปก็ยังมีไม่มากอยู่ดี
'ห้ามพลาด! เวทมนตร์ต้องห้ามที่ห้ามใช้เด็ดขาด'
ในเมื่อมีข่าวลือว่าฉันเป็นพวกกลุ่มศาสนาที่ชอบกินเลือดคนเป็น จะไปเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับข่าวลือพวกนั้นทำไม?
และในเมื่อหนังสือเล่มนี้ผ่านการตรวจสอบของราชสำนักและถูกนำมาวางไว้ในคฤหาสน์หลังนี้ ก็คงจะคาดหวังไม่ได้ว่ามันจะเป็นวทมนตร์ต้องห้ามจริง ๆ อย่างมากก็คงจะเป็นแค่หนังสือให้ความรู้ทั่วไปเท่านั้นแหละ
'ขอคิดอะไรหน่อยก่อนก็แล้วกัน'
แค่เวทมนตร์ธรรมดา ๆ ฉันฝึกเอาเองก็ได้
สิ่งที่ฉันฝึกเองได้ยาก สาขาที่มีต้นทุนค่าเสียโอกาส 'มหาศาล' อย่างเช่น เวลาและความพยายาม ต่างหากที่ฉันควรเลือก
ถ้าอย่างนั้น คำตอบก็มีแค่หนึ่งเดียว
ฉันรีบขยับไปยังชั้นหนังสืออีกชั้นหนึ่ง
หลังจากพลิกหาหนังสือไปทีละเล่ม ในที่สุดฉันก็เจอหนังสือที่พอจะใช้ประโยชน์ได้บ้าง
'งานวิจัยพลังศักดิ์สิทธิ์'
ในเล่มเขียนเกี่ยวกับเวทมนตร์พิเศษที่ใช้พลังศักดิ์สิทธิ์
พลังศักดิ์สิทธิ์เป็นพลังที่ดัดแปลงมาจากพลังเวท โดยพื้นฐานแล้วจึงไม่ได้แตกต่างจากพลังเวทมากนัก
แต่ในเมื่อเป็นพลังที่ 'ดัดแปลงมาจากพลังเวท' ผู้ใช้พลังศักดิ์สิทธิ์จึงสามารถควบคุมได้ทั้งพลังศักดิ์สิทธิ์และพลังเวทได้อย่างเชี่ยวชาญ ในทางกลับกัน คนที่ใช้แค่พลังเวทอย่างเดียวกลับต้องเผชิญกับความยากลำบากในการควบคุมพลังศักดิ์สิทธิ์
'ถึงแต่เดิมพลังศักดิ์สิทธิ์จะเป็นพลังที่จำเป็นสำหรับนักบวชเท่านั้นก็เถอะ…'
แต่ตอนนี้มันจำเป็นสำหรับฉันด้วยเหมือนกัน
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เพื่อสิ่งนี้
ฉันจ้องมองอยู่ที่เวทมนตร์ควบคุมจิตใจในสารบัญ
เพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดฝัน ฉันจำเป็นต้องเรียนรู้วิธีควบคุมจิตใจของคนอื่นเพื่อที่จะปิดปากพวกเขา
เวทมนตร์พวกนี้เป็นภาระต่อพลังกายและพลังจิตของผู้ใช้เป็นอย่างมาก แถมยังมีข้อจำกัดมากมาย ถึงแม้ว่าจะเรียนรู้ไปก็คงจะใช้กับพี่ชายไม่ได้ แต่….
'อย่างน้อยก็พอจะยืดเวลาไม่ให้ข่าวเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของฉันไปถึงหูพี่ชายได้'
พูดง่าย ๆ ก็คือ จะสามารถขยายขอบเขตการเคลื่อนไหวได้
ยิ่งกว่านั้น ถ้าได้เรียนรู้พลังศักดิ์สิทธิ์เอาไว้ ก็จะสามารถเรียนรู้เวทมนตร์พิเศษอีกมากมายที่แตกแขนงมาจากพลังศักดิ์สิทธิ์ได้อีกด้วย
ฉันเปิดหนังสือและยัดเยียดความรู้เกี่ยวกับพลังศักดิ์สิทธิ์ทั้งหมดเข้าไปในหัว
ส่วนการเรียนรู้ให้เชี่ยวชาญต้องทำเองทีหลัง ในเมื่อยังไม่เข้าใจ ฉันก็เลยลองท่องจำไปก่อน
ติ๊ง—!
รางวัลพิเศษบทที่ 1
เปลี่ยนความรู้ของคุณให้กลายเป็นทักษะ! ทำให้ความรู้ที่กำลังจะได้เรียนรู้นี้กลายเป็นของคุณอย่างสมบูรณ์แบบ (1/1)
คุณสมบัติ ‘พลังศักดิ์สิทธิ์’ ถูกเพิ่มเข้ามาแล้ว!
'สำเร็จแฮะ'
แค่ท่องจำก็สำเร็จแล้วเนี่ยนะ
ฉันถอนหายใจและยิ้มออกมา
ฉันใช้เวลาทั้งคืนอยู่ในห้องสมุด และลุกขึ้นจากที่นั่งเมื่อได้ยินเสียงระฆังแผ่ว ๆ ที่บอกเวลาตื่นของคนรับใช้ เมื่อดูนาฬิกา ก็พบว่าเป็นเวลาที่ใกล้จะออกเดินทางไปโรงเรียนแล้ว
“คุณชาย”
คนรับใช้ที่เจอเมื่อวานเดินมาหาฉันที่ห้องสมุดในจังหวะที่เหมาะเจาะ
ฉันเดินตามหลังคนรับใช้ที่นำทาง และจมอยู่ในความคิดของตัวเอง
จำได้ว่าระยะทางไปโรงเรียนค่อนข้างไกล ถ้าเดินทางไปเรื่อย ๆ คงจะต้องใช้เวลาประมาณ 3-4 วัน
อาจจะใช้เครื่องมือเคลื่อนย้ายมิติไม่ได้ เพราะของพวกนั้นเป็นเครื่องมือที่ส่งผลต่อแกนพลังเวทของนักเวทมนตร์
ลูคัสเกิดมาเป็นนักเวทมนตร์ก็จริง แต่ยาของพี่ชายก็ทำลายแกนพลังเวทของเขาทุกสัปดาห์ เพราะงั้นจะมองว่าเขาไม่สามารถทำในสิ่งที่นักเวทมนตร์ทำได้ก็ได้ มีความเป็นไปได้สูงที่จะต้องนั่งรถม้าไป
หลังจากเดินผ่านทางเดินและสวนมากมาย ในตอนที่เดินออกมาถึงด้านนอกสุดของอาคารที่ฉันอยู่ ก็มีรถม้าจอดรออยู่จริง ๆ
'ว่าแล้วเชียว'
ตอนนี้ไม่รู้สึกตกใจอะไรอีกแล้ว
ฉันพยักหน้าให้กับรถม้าลวก ๆ และถาม
"ปกติไปเมืองหลวงใช้เวลากี่วันเหรอ?"
"อ่า คือว่า… ผมใช้เวลาไม่ถึง 3 วันครับ ผมเพิ่งจะมาอยู่ที่นี่ได้ไม่นาน เลยไม่ทราบว่ากรณีของคุณชายจะต้องใช้เวลานานแค่ไหนครับ"
3 วันก็คือ 3 วัน จะมีกรณีของฉันทำไม
ฉันไม่ได้คาดหวังว่าคนรับใช้ที่คอยดูแลฉันจะเป็นคนที่เฉลียวฉลาดอยู่แล้ว ก็เลยไม่ได้ตอบอะไร และขึ้นรถม้าไปเงียบ ๆ
"แล้วพบกันใหม่ในวันหยุดภาคเรียนนะครับ คุณชาย เดินทางโดยสวัสดิภาพนะครับ"
คนรับใช้ที่นำทางฉันมาถึงที่นี่กล่าวลา
ฉันรวบรวมบุคลิกที่ขี้อายของลูคัส และแค่พยักหน้ารับเบา ๆ
เห็นได้ชัดว่าน่าจะมีคนรับใช้คอยดูแลฉันมากกว่านี้ แต่ก็ไม่มีใครสักคนนอกจากคนรับใช้ที่พาฉันมาที่นี่ที่จะมาปรากฏตัวให้ฉันเห็น
ถ้าคนรับใช้ของพี่ชายทำตัวแบบนี้ตอนที่พี่ชายออกเดินทาง พวกนั้นคงจะโดนไล่ออกไปหมดแล้ว
'ช่างเถอะ ยังไงซะ ตอนที่กลับมาใหม่ พวกนั้นก็คงจะเปลี่ยนไปหมดแล้ว ไม่เห็นจะต้องใส่ใจเลย'
ฉันปิดหน้าต่างรถม้าเสียงดัง และเอนหลังพิงพนักพิงนุ่ม ๆ
และในวันต่อมา ฉันก็ได้รู้ว่าทำไมเมื่อกี้ถึงได้พูดถึง 'กรณีของคุณชาย'
รถม้าที่มีตราสัญลักษณ์ประจำตระกูลติดอยู่แล่นผ่านเขตปกครองอื่น ๆ ไปได้โดยที่ไม่ต้องผ่านการตรวจค้นแม้แต่ครั้งเดียว และเดินทางมาถึงหน้าเมืองหลวงได้ภายในวันเดียว
'เร็วสมกับเป็นชื่อเสียงของตระกูลจริง ๆ แฮะ'
ฉันปิดหนังสือพลังศักดิ์สิทธิ์ที่เอามาจากห้องสมุดเมื่อวาน และมองออกไปนอกหน้าต่าง
ถนนใหญ่ที่ทอดยาวสุดลูกหูลูกตาเต็มไปด้วยรถม้าอยู่แล้ว ยิ่งเป็นช่วงเปิดเทอม แถมยังมีด่านตรวจค้นอีก ถนนก็เลยยิ่งติดขัดมากขึ้นไปอีก
'คงจะต้องเสียเวลาที่นี่อีกสักพัก'
ฉันเปิดหนังสืออีกครั้ง
ในตอนที่ก้มหน้าอ่านบทสุดท้ายแล้วเงยหน้าขึ้นมาอีกครั้ง ภาพที่น่าทึ่งก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าอีกครั้ง
รถม้าที่ยังไม่ได้เลี้ยวเข้าทางแยกต่างก็เบี่ยงออกไปยังถนนอีกเส้นทางหนึ่งพร้อม ๆ กัน ราวกับว่านัดแนะกันเอาไว้ ถนนที่เมื่อกี้ยังติดขัดอยู่เลยกลับโล่งอย่างน่าประหลาด
ในตอนนั้นเอง เสียงแหลมสูงก็ดังมาจากรถม้าที่แล่นผ่านข้าง ๆ
"ว้าย…!"
เด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่กำลังมองวิวทิวทัศน์นอกหน้าต่างหันมามองทางฉัน ก่อนจะรีบปิดหน้าต่างรถม้าเสียงดังปัง
ทำไมถึงทำแบบนั้นกันนะ ในขณะที่กำลังสงสัย ข้อสันนิษฐานที่สมเหตุสมผลก็แวบเข้ามาในหัว
'นี่พวกนั้น… กำลังหลีกเลี่ยงฉันอยู่หรือเปล่า?'
ตอนนี้ฉันเริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมถนนถึงได้โล่งขึ้นมา
ตระกูลอัสคาเนียนที่เป็นตระกูลนักเวทมนตร์ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องใช้รถม้า ถ้าจะเดินทางก็แค่ใช้เวทมนตร์เคลื่อนย้ายมิติก็พอแล้ว
ถ้าอย่างนั้น คนที่นั่งอยู่บนรถม้าคันนี้จะเป็นใครไปได้อีก
ก็ต้องเป็นฉันน่ะสิ
"…ฮ่าๆๆๆๆ!"
พอรู้ทั้งหมดแล้ว ฉันก็อดขำออกมาไม่ได้
ไม่ใช่ว่าขำเพราะรู้สึกแย่ แต่เป็นเพราะรู้สึกเหลือเชื่อจนขำออกมา
'ถึงขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย?'
นี่มันก็เกินไปหน่อย ถึงจะยังไง ฉันก็คงไม่ถึงขนาดลงจากรถม้ากลางคันแล้วระเบิดถนนสายนี้ทิ้ง หรือประกอบพิธีบูชายัญเพื่อคืนชีพหรอกมั้ง จะต้องทำถึงขนาดนี้เลยหรือไง?
'……'
พอมาคิดดูแบบนี้ ในมุมมองของพวกเขามันก็ดูมีโอกาสเป็นไปได้อยู่เหมือนกันนี่นา
ฉันรีบลบความคิดพวกนั้นทิ้ง และรักษาความสงบเอาไว้
เอาเถอะ ถึงฉันจะรู้มาตั้งแต่แรกแล้วว่าลูคัสกลายเป็นเป้าหมายของการกีดกันของคนทั้งประเทศ แต่การที่ได้มาเผชิญหน้ากับการบรรยายเรื่องนั้นด้วยตัวเองนอกบ้าน มันก็เป็นคนละเรื่องกับการที่เคยเจอมาจากคนรับใช้
การได้มาสัมผัสประสบการณ์ตรงถึงการถูกกีดกันจากคนทั้งประเทศนอกบ้านแบบนี้ มันแตกต่างจากการถูกกีดกันจากแค่คนรับใช้ไม่กี่คนจริง ๆ
'น่าสนใจดีนี่'
ในตอนที่ฉันดึงพี่ชายลงมาจากจุดที่เขาเคยอยู่ และในขณะเดียวกัน ฉันก็ก้าวขึ้นไปอยู่ในจุดที่สูงกว่าที่พี่ชายอยู่ตอนนี้ พวกคนพวกนี้จะมีปฏิกิริยาตอบสนองยังไงกันนะ
พี่ชายจะแสดงสีหน้าแบบไหนกันนะ ในตอนที่สถานการณ์ทุกอย่างพลิกผันไปอย่างสิ้นเชิง
ฉันปิดหน้าต่างและเปิดหนังสืออีกครั้ง
'หืม'
ตอนนี้ฉันจำได้หมดแล้ว ทั้งสูตรเวทมนตร์ที่เขียนอยู่ในนี้ และข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับพลังศักดิ์สิทธิ์
ในเมื่อไม่มีอะไรให้ทำ แถมยังเดินทางมาถึงจุดหมายปลายทางเร็วกว่ากำหนดอีก ฉันก็ไม่ได้รู้สึกเสียใจอะไรกับพวกคนพวกนั้นหรอก
ติ๊ง—!
เริ่มจับทางได้แล้วสินะ! ทำแบบนี้ต่อไปเรื่อย ๆ เลย!
‘ข้อเสนอ: ชีวิตเป็นของตัวเอง! จงตามหาสิ่งที่ต้องทำต่อไป.’ สำเร็จ 2/3 ส่วน!
ในที่สุดการแจ้งเตือนใหม่ก็ปรากฏขึ้น
ตั้งแต่ตอนที่มาถึงห้องสมุดแล้วได้รับรางวัลพิเศษ ฉันก็พอจะเดาทางได้แล้วว่าน่าจะสำเร็จ ก็เลยไม่ได้รู้สึกแปลกใจอะไร
แต่สิ่งที่น่าจับตามองก็คือ การแจ้งเตือนนี้ปรากฏขึ้นในตอนนี้ต่างหาก
'มันปรากฏขึ้นมาหลังจากที่ฉันเรียนรู้เนื้อหาที่อยู่ในนี้จนหมดแล้วนี่นะ'
หรือว่ามันจะหมายความว่า นอกจากคุณสมบัติที่ได้จากรางวัลแล้ว ยังมีการเปลี่ยนแปลงอย่างอื่นเกิดขึ้นด้วยอีก
'หน้าต่างสถานะ'
ลูคัส เรเน่ อัสคาเนียน
ฉายา: ไอ้โง่เขลาอันดับหนึ่งแห่งจักรวรรดิ
พลังกาย: -5
พลังจิต: -10
พลังเวท: ?
ทักษะ: +0.002 (+0.002)
ภาพลักษณ์: -10
โชค: -9.998 (+0.002)
คุณสมบัติ: รุ่งอรุณ 777, พลังศักดิ์สิทธิ์
ทักษะเพิ่มขึ้นมานิดหน่อยจริง ๆ ด้วย
มันน้อยนิดจนน่าตกใจจริง ๆ
'…ก็พอจะเดาเอาไว้อยู่แล้วล่ะนะ'
ดูจากคะแนนพลังจิตและคะแนนภาพลักษณ์ที่สมเหตุสมผลสุด ๆ แล้ว ดูเหมือนว่าแต่ละรายการจะมีคะแนนเต็ม 10 คะแนน แต่… คงจะไม่ถึงขนาดอ่านหนังสือแค่เล่มเดียวแล้วจะได้มา 1 คะแนนฟรี ๆ หรอกมั้ง
ฉันยอมรับเรื่องนั้นได้ในทันที และปิดหน้าต่างสถานะไป
สิ่งที่ทำให้ฉันประหลาดใจมากกว่าก็คือ ค่าโชคที่เพิ่มขึ้นมา ดูเหมือนว่ามันจะสามารถมีปฏิสัมพันธ์กับรายการอื่น ๆ ได้ด้วย
"ถึงแล้วครับ"
คนขับรถม้าเปิดประตูรถม้า
มองไปที่ที่ไกล ๆ ก็มีอาคารที่ดูยังไงก็รู้ว่าเป็นโรงเรียนตั้งตระหง่านอยู่ และมีนักเรียนที่ใส่ชุดเครื่องแบบนักเรียนเดินขวักไขว่อยู่เต็มลาน
ฉันหยิบกระเป๋าและลงจากรถม้า ก่อนจะมองไปรอบ ๆ ร้านค้าแถวนั้น
'ถึงเวลาทำสิ่งที่ต้องทำแล้วสินะ'
ถึงมันจะดูขัด ๆ กันอยู่บ้าง แต่ถ้าเป็นเรื่องนี้ บางทีอาจจะสามารถทำให้รายการสุดท้ายของ 'ข้อเสนอ' ในครั้งนี้สำเร็จลุล่วงไปได้
นับจากตอนนี้ไป ฉันจะต้องตัดผม
ฉันยกมือขึ้นยีผมตัวเอง
เส้นผมที่เคยจัดทรงด้วยแว็กซ์จนเสยขึ้นไปกองลงมาปรกหน้าปรกตาจนปิดบังดวงตาและใบหูเอาไว้หมด นี่มันยาวขนาดนี้ ไม่รู้ว่าไม่ได้ตัดมานานขนาดไหนแล้ว
ตราบใดที่พ่อไม่เรียกหา แม้แต่คนรับใช้ที่คอยดูแลฉันก็ยังไม่เข้ามายุ่งกับฉันเลยสักคน เพราะงั้น… ครั้งสุดท้ายที่ตัดผม คงจะเป็นวันก่อนวันปฐมนิเทศที่ได้เข้าพบพ่อระมัง
'ยิ่งคนใช้หลีกเลี่ยง ฉันก็ยิ่งต้องพูดในสิ่งที่ควรพูดให้ชัดเจนขึ้นไปอีก เฮ้อ…'
ช่างเถอะ
ลูคัสถูกเลี้ยงดูมาให้เป็นแบบนี้ ฉันจะไปทำอะไรได้
ยังไงซะ ฉันก็แค่ออกจากห้องสมุดเพราะหมดเวลาพอดี ก็เลยพูดอะไรไม่ได้
แต่ถ้ายังปล่อยให้เป็นสภาพแบบนี้ต่อไปเรื่อย ๆ ต่อให้เป็นเพื่อนร่วมงานก็คงจะไม่มีทางมีใครอยากเข้าใกล้ เพราะงั้นก็เลยจำเป็นที่จะต้องจัดการรูปลักษณ์ภายนอกให้ดูธรรมดา ๆ หน่อย
'ปัญหาคือ ฉันไม่รู้ว่าจะไปตัดผมที่ไหนนี่สิ'
ฉันยืนนิ่งอยู่กับที่และมองไปรอบ ๆ ตัว
ผู้คนที่เคยเดินขวักไขว่อยู่เต็มลานตั้งแต่ตอนที่เห็นรถม้าของตระกูล ค่อย ๆ หลีกทางให้ทีละนิด ๆ ตอนนี้จำนวนคนก็ลดลงไปอย่างเห็นได้ชัด เหลือแค่ 3-4 คนเท่านั้น
ในบรรดาคนพวกนั้น มีนักเรียนที่ใส่ชุดเครื่องแบบนักเรียนคนหนึ่งที่สังเกตเห็นฉัน เขาชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะรีบเปลี่ยนทิศทางและหายเข้าไปในตรอกซอย
'หืม'
ก็เหมือนกับที่เคยเป็นมา ไม่ได้รู้สึกขุ่นเคืองอะไรเป็นพิเศษ
ไม่ได้รู้สึกแย่อะไรด้วย
เพราะคนที่พวกนั้นหลีกเลี่ยงคือลูคัส ไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริงของฉันสักหน่อย
แต่ถึงอย่างนั้น… ยังไงซะ ตอนนี้ก็รู้สึกขุ่นเคืองขึ้นมานิดหน่อยอยู่ดี เอาเป็นว่าครั้งนี้ขอปล่อยผ่านไปก็แล้วกัน
ฉันก้าวเท้ายาว ๆ เดินเข้าไปในตรอกซอย และคว้าไหล่ของใครบางคนที่ใส่ชุดเครื่องแบบนักเรียนเอาไว้
"โทษทีครับ"
"ว้าย!"
เจ้าของไหล่สะดุ้งตัวโยน ก่อนจะค่อย ๆ หันหน้ากลับมา ดูจากปฏิกิริยาแล้ว เขาคงจะรู้แล้วว่าคนที่จับไหล่เขาเอาไว้เป็นใคร
ฉันพยายามคลี่ยิ้มอย่างอ่อนโยนอีกคนเปิดปากเหมือนกับว่าเขาไม่เชื่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และตอบด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
“ทำไม..ทำไม…”
“ฉันขอถามอะไรคุณหน่อย”