วิธีเอาชีวิตรอดในฐานะลูกชายคนที่สองของตระกูลเวทมนตร์ (8)
ดวงตาของเลโอสั่นระริก ราวกับไม่คาดคิดว่าจะมีคำพูดเช่นนั้นออกมา
“…ตกลงมันเรื่องอะไรกันแน่”
“ก็บอกว่าให้สัญญาก่อนไง”
ถึงจะไม่สัญญา เขาก็ไม่ใช่คนที่จะเอาเรื่องของคนอื่นไปป่าวประกาศอยู่แล้ว ไม่อย่างนั้นคงไม่อยู่ข้างกายตัวเอกมานานกว่าสิบปีหรอก
แต่ถึงอย่างนั้นก็ต้องรู้ก่อนว่าเรื่องที่จะได้ฟังต่อไปนี้มันหนักหนาแค่ไหน
เลโอมองฉันด้วยสายตาเคลือบแคลง ก่อนจะถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่
“สัญญา ก็ได้ สาบานต่อพระเจ้าเลย”
“ถึงขนาดต้องอ้างชื่อพระเจ้าเลยเหรอเนี่ย แต่ช่างเถอะ เอาเป็นว่าฟังให้ดีนะ เพราะฉันจะอธิบายสั้นๆ”
เลโอพยักหน้าด้วยสีหน้าแน่วแน่
“ฉันเกิดมาพร้อมกับพลังเวทมนตร์ที่แข็งแกร่งที่สุดในตระกูล ส่วนพี่ชายของฉันก็หวังที่จะสืบทอดตำแหน่งจากพ่อและขึ้นเป็นผู้นำตระกูล”
“…แค่นี้?”
ถึงจะพูดแบบนั้น แต่สีหน้าของเลโอก็เปลี่ยนเป็นมืดครึ้ม ราวกับจะรู้สถานการณ์แล้ว
ฉันพยักหน้าให้เขา
“ปกติแล้วคนที่พลังเวทมนตร์แข็งแกร่งที่สุดถึงจะมีสิทธิ์สืบทอดตำแหน่งไม่ใช่เหรอ? แค่นี้ก็น่าจะพอเข้าใจแล้วใช่ไหมว่าสถานการณ์มันเป็นยังไง”
“…นายหมายความว่า ที่ผ่านมานายใช้เวทมนตร์ไม่ได้ เป็นเพราะพี่ชายอย่างนั้นเหรอ?”
“ใช่ ถ้าใช้ก็ตาย”
“พี่ชายถึงกับจะฆ่านายเลยเหรอ?”
เลโอพูดออกมาด้วยความไม่เข้าใจในเชิงเหตุผล แต่ฉันที่รู้ถึงอนาคตที่จะถูกพี่ชายฆ่าอยู่แล้ว ก็ทำได้แค่ยิ้มขื่นๆ
ฉันหยิบขวดยาผลึกออกมาจากกระเป๋าที่เอามาจากหอพักตอนเช้ามืด แล้วยื่นไปตรงหน้าเลโอ
“คิดว่านี่เป็นยาอะไร?”
เลโอรับขวดไปส่องกับแสง พลิกไปพลิกมา ก่อนจะหรี่ตาลง
“ยาเหรอ? สกัดอะไรออกมาถึงได้มีแสงแบบนี้? เหมือนหมึกเลยนะ”
“นี่เป็นยาที่พี่ชายส่งมาให้ฉันทุกเดือน เป็นยาที่ทำจากวัตถุดิบที่ไม่เคยมีอยู่ในจักรวรรดิ นายก็คงไม่รู้จักหรอก”
ยาที่พี่ชายผู้ใฝ่ฝันอยากจะเป็นผู้นำตระกูลส่งมาให้ ทำไมถึงทำจากวัตถุที่ไม่เคยมีการใช้อย่างเป็นทางการในจักรวรรดิกันนะ
จากส่วนผสมที่ดูยังไงก็ไม่น่าไว้วางใจ คิ้วของเลโอก็ขมวดมุ่น
“หรือว่า…”
“ใช่ ยานี่พอกินเข้าไป แกนพลังเวทมนตร์ก็จะถูกปิดกั้นอย่างสมบูรณ์แบบ พอใช้เวทมนตร์เมื่อไหร่ก็จะเกิดอาการช็อก”
“เดี๋ยวนะ ถึงจะยังไง พวกนายก็เป็นครอบครัวกันนะ! นักเวทมนตร์ถ้าพลังเวทมนตร์ในร่างกายไม่ไหลเวียนก็ตายไม่ใช่เหรอ? แล้วถ้าปิดกั้นมัน จะให้นายมีชีวิตอยู่ได้ยังไง?”
“จะเป็นอะไรได้อีกล่ะ พี่ชายก็หวังให้ฉันตายเร็วๆ ไงล่ะ การที่ให้กินยาแบบนี้ ก็แสดงว่าเขาอยากให้ฉันตาย มันก็เป็นเรื่องธรรมดาไม่ใช่เหรอ?”
สีหน้าของเลโอเต็มไปด้วยความตกตะลึง
สีหน้าแบบนั้น ราวกับไม่เคยจินตนาการถึงเรื่องแบบนี้มาก่อน
เลโอที่เติบโตมาในครอบครัวที่อบอุ่นและปรองดองเสมอมา คงไม่มีทางเข้าใจเรื่องแบบนี้ได้
เลโอที่ยังคงทำหน้าสับสนอยู่นาน ก็เปิดจุกขวด แล้วค่อยๆ พัดลมเบาๆ เพื่อดมกลิ่น
“นายนี่กินยานี่มาตั้งแต่เมื่อไหร่?”
“น่าจะตอนสิบขวบมั้ง”
“ตั้งแต่ตอนนั้นจนถึงตอนนี้ ก็เป็นช่วงวัยกำลังโตนี่นา ช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดสำหรับนักเวทมนตร์แท้ๆ แต่กลับต้องมาเจออะไรแบบนี้…”
“……”
เลโอขบกรามแน่น ราวกับแค้นเคืองแทนคนที่กินยาเข้าไปเสียเอง
ฉันหัวเราะออกมาอย่างจนปัญญา
หมอนี่คงจะเห็นว่าการที่ฉันไม่เติบโตในด้านเวทมนตร์เป็นเรื่องที่ร้ายแรงที่สุดสินะ
ไม่รู้ว่าเวทมนตร์ของลูคัสที่เคยเห็นในวัยเด็กมันจะฝังใจหมอนี่มากขนาดไหน ถึงได้แสดงปฏิกิริยาแบบนี้ออกมา
“ไม่คิดจะลองไม่กินดูบ้างเหรอ? แล้วพ่อของนายล่ะ…”
“ตอนสิบสอง ฉันเคยไม่กินไปอาทิตย์นึง แล้วอยู่ดีๆ ก็หมดสติ พอตื่นขึ้นมา พี่ชายก็บอกว่าฉันกินอีริกเข้าไป หลังจากนั้นก็ไม่ต้องพูดถึงแล้ว”
“แล้วเป็นยังไงต่อ”
“ทุกครั้งที่ฉันแสดงท่าทีว่าไม่อยากกินยา ก็จะถูกขังอยู่ในห้อง แถมยังไม่ให้กินข้าวด้วย เพราะเป็นคำสั่งของพี่ชายกับพ่อ”
จากความทรงจำก็เป็นแบบนั้นจริงๆ
เลโอเอามือกุมหัว ราวกับรับไม่ได้กับสถานการณ์ที่ได้ยินมา
“…ขอโทษที่ถามคำถามที่ไม่เข้ากับสถานการณ์นะ แต่นายกินอีริกเข้าไปจริงๆ เหรอ?”
“ฉันไม่รู้เรื่องอะไรเลย เพราะความทรงจำหลังจากหมดสติไปมันหายไปหมด”
“ฉันอาจจะเดาอะไรเกินเลยไปหน่อยนะ แต่มีความเป็นไปได้ไหมที่พี่ชายของนายจะโกหก? เอาจริงๆ นะ ต่อให้ใช้เวทมนตร์ได้ เด็กอายุแค่นั้นจะไปจับอีริกได้ยังไง? การจัดฉากให้ดูเหมือนจริง มันก็ไม่ใช่เรื่องยากไม่ใช่เหรอ?”
“ก็เป็นไปได้”
“ถ้าอย่างนั้น ข่าวลือเรื่องดูดเลือด ข่าวลือเรื่องเกี่ยวพันกับเฟลโรมา… ก็มีความเป็นไปได้ว่าพี่ชายของนายจะเป็นคนปล่อยข่าวลือพวกนั้นเองสินะ”
“ใช่”
เลโอเอามือทั้งสองข้างปิดหน้า
เขาส่งเสียงครางออกมาอยู่นาน ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาด้วยสีหน้าอิดโรย
“…นี่มันบ้าไปแล้ว เรื่องนี้มันเป็นปัญหาที่ต้องรายงานต่อหน่วยตรวจสอบของราชวงศ์เลยนะ”
“นายจะไม่รายงานหรอกใช่ไหมล่ะ”
“ใช่ ตอนนี้ยังขยับตัวผลีผลามไม่ได้ พี่ชายของนายไม่มีทางที่จะไม่เตรียมการรับมือเรื่องพวกนี้ไว้หรอก”
“ตาถึงนี่”
สมแล้วที่เป็นเพื่อนพระเอก ไม่เหมือนใครจริงๆ
คุยกันรู้เรื่องง่าย สบายดีจริงๆ
“ตกลงว่าจากนี้ไปจะเอายังไงต่อ… นายก็อยากจะหลุดพ้นจากพี่ชายคนนั้นใช่ไหมล่ะ? เปลี่ยนไปเยอะเลยนะ ครั้งนี้… อืม เครื่องแต่งกายก็ดูดีขึ้น แถมพอดูตอนใช้เวทมนตร์ ก็เหมือนจะเลิกกินยาแล้วด้วย แถมเอาจริงๆ นี่เป็นครั้งแรกเลยนะที่ฉันคุยกับนายได้เป็นเรื่องเป็นราวแบบนี้”
“แน่นอน ฉันอยากมีชีวิตรอด”
“ที่นายควบคุมพลังได้ ก็เพราะ… นายก็อยากจะเปลี่ยนไป แต่กลัวว่าพี่ชายจะรู้ตัว ก็เลยต้องทำแบบนั้นใช่ไหมล่ะ? ใช่ไหม?”
“ใช่ เรื่องนั้นก็จบแค่นี้แหละ ถ้าทำต่อไปอีก พี่ชายอาจจะสงสัยได้”
“…ไม่รู้เรื่องอะไรเลย ฉันไปพูดอะไรกับนายไว้กันนะ…”
เลโอกลับไปจมอยู่กับความผิดหวังอีกครั้ง เอามือปิดหน้าแล้วทบทวนเรื่องราวในอดีต
พอรื้อฟื้นความทรงจำ ก็ทำให้นึกถึงเรื่องราวสมัยปี 1 ที่คอยจับผิดลูคัสมาตลอด
ตอนนั้นไม่รู้เรื่องราวเบื้องลึกเบื้องหลังก็ช่วยไม่ได้ แต่ถึงอย่างนั้น หรืออาจจะไม่ใช่เรื่องที่ต้องโทษตัวเองคนเดียวก็ได้ แต่พอได้ฟังเรื่องราวทั้งหมดแล้ว ความรู้สึกผิดและความเสียใจก็ถาโถมเข้ามา
‘ก็แค่ ฉัน… อยากจะเห็นหมอนั่นใช้เวทมนตร์ได้อย่างเต็มที่’
คนที่ฉันใฝ่ฝันมาทั้งชีวิต คนที่เปลี่ยนอนาคตของฉันไป ฉันไม่อยากยอมรับว่าเขาจะถูกคนอื่นเหยียบย่ำ
ฉันคิดว่าเขาอ่อนแอเกินไปที่จะยอมแพ้ต่อความยากลำบากง่ายๆ
ฉันคิดว่าเขามีอาวุธที่จะพลิกกระแสความคิดเห็นของคนหมู่มากได้ แต่กลับเอาแต่ทำตัวอ่อนแอ
พอมารู้ตัวอีกที ใบหน้าก็ร้อนผ่าวไปหมดแล้ว
ฉันตัดสินชีวิตของคนอื่นง่ายเกินไป
ทั้งๆ ที่เพื่อนก็กำลังเจ็บปวดกับปัญหาในครอบครัวอยู่แล้ว แต่โรงเรียนกลับกลายเป็นพื้นที่แห่งความเจ็บปวดสำหรับเขาไปอีก
ถึงจะไม่ใช่แค่ฉันคนเดียวที่ทำให้ลูคัสเป็นแบบนี้ แต่การที่คนทั้งโรงเรียนเกลียดลูคัส บรรยากาศรอบข้างก็มีส่วนทำให้เป็นแบบนั้นจริงๆ
เลโอหลบสายตา แล้วเอ่ยขอโทษ
“ขอโทษนะ ฉันไม่รู้ว่านายมีเรื่องแบบนี้…”
“อยากจะฟังนะ ว่านายขอโทษเรื่องอะไรกันแน่”
“…ทั้งๆ ที่ไม่รู้อะไรเลย แต่กลับทำตัวแย่ๆ ใส่นายมาตลอดปีที่แล้ว ทั้งเรื่องที่เมื่อวานจู่ๆ ก็เรียกนายออกมาท้าสู้ ทั้งหมดเลย”
ฉันค่อยๆ รื้อฟื้นความทรงจำของลูคัส
เลโอมีบทบาทสำคัญในการทำให้ชีวิตในโรงเรียนของลูคัสยิ่งอ้างว้างเปล่าเปลี่ยวมากขึ้นจริงๆ
คนที่ถูกนักเรียนยอดนิยมเกลียดขี้หน้า จะใช้ชีวิตในโรงเรียนได้อย่างราบรื่นไปได้อย่างไร
‘ถึงแม้ว่าเลโอจะไม่แสดงออก แต่ลูคัสก็คงมีภาพลักษณ์แบบนั้นในสายตาคนอื่นอยู่ดี…’
ฉันหัวเราะออกมาอย่างขมขื่นกับความเป็นจริงที่น่าเศร้า
เลโอแค่เติมเชื้อเพลิงลงในกองไฟ โดยการแสดงออกว่าเขาดูถูกลูคัส
แต่ไฟกองนั้นมันลุกโชนอย่างสวยงามตั้งแต่แรกเข้าเรียนแล้ว
‘ถึงอย่างนั้นก็คงไม่ได้หมายความว่าจะไม่ได้รับบาดแผลอะไรเลยสินะ’
ฉันจ้องมองเลโอเงียบๆ เลโอก้มหน้าลง
“ขอโทษนะ ถึงจะสายไปหน่อย แต่ถ้ามีอะไรที่ฉันพอจะช่วยได้ ฉันยินดีช่วยนะ”
“ไม่รู้สิ เรื่องให้อภัยเอาไว้ก่อนได้ไหม?”
ฉันไม่ใช่ลูคัส คนที่ต้องทนกินข้าวใต้ถุนศอกมาตลอดไม่ใช่ฉัน แต่เป็นลูคัส
ถ้าวันหนึ่งฉันต้องจากร่างนี้ไป หลังจากนั้นหมอนี่ก็ต้องใช้ชีวิตอยู่ต่อไปด้วยตัวเอง
ดังนั้น อย่างอื่นไม่รู้ แต่เรื่องนี้ อย่างน้อยก็อยากจะปล่อยให้ลูคัสเป็นคนตัดสินใจด้วยตัวเอง
เมื่อได้ยินคำพูดนั้น เลโอพยักหน้า
“แน่นอน ไม่ต้องยกโทษให้ฉันก็ได้ ไม่ได้ตั้งใจจะให้เป็นภาระใจอะไรขนาดนั้น แค่รู้สึกว่า ไม่ว่าเหตุผลจะเป็นอะไรก็ตาม การที่นายต้องใช้ชีวิตอยู่ในสภาพแบบนั้น มันก็ต้องมีเหตุผลของมันอยู่แล้ว แต่ที่ผ่านมาฉันกลับเอาแต่แสดงท่าทีไม่ชอบขี้หน้าใส่นาย ก็เลยรู้สึกผิด”
ฉันมองเลโอที่เริ่มพูดจาวกวนไปมาอย่างเงียบๆ
จริงๆ แล้ว ช่วงเวลาที่เขาควรจะสำนึกผิดแบบนี้ มันควรจะเป็น 10 ปีข้างหน้า ในขั้นตอนการจัดการกับพี่ชายคนนั้นต่างหาก
ต้องขอบคุณการที่ฉันเปลี่ยนกระแสเรื่องราว ทำให้ฉันได้ยินคำขอโทษจากใจจริงของเขาในตอนที่ลูคัสยังมีชีวิตอยู่
ตอนนี้เขาอาจจะรู้สึกสับสนวุ่นวายไปหมด แต่การที่ได้ปลดเปลื้องความรู้สึกผิดออกมาในตอนที่อีกฝ่ายยังมีชีวิตอยู่ ก็คงจะดีกว่าสำหรับเลโอที่จะต้องไปขอโทษคนที่หลุมศพ
เหนือสิ่งอื่นใด การที่เขารู้สึกผิดและเอ่ยปากขอโทษ ทั้งๆ ที่สามารถปล่อยเลยตามเลยไปกับบรรยากาศของคนทั้งโรงเรียนได้ ก็แสดงให้เห็นว่าจิตใจของหมอนี่ยังไม่ถึงกับแย่
ฉันพิจารณาใบหน้าของเลโออย่างละเอียด
ดูเหมือนจะจมอยู่กับความรู้สึกผิดนานเกินไปแล้ว
ถึงเวลาที่จะต้องผ่อนคลายบรรยากาศลงบ้างแล้วสินะ
“ช่างเถอะ ใครจะไปรู้ว่านายไม่พูด”
“ก็คือ ถึงจะไม่ได้พูด แต่จริงๆ แล้วคนเรามันก็ต้องมีเหตุผลที่ต้องใช้ชีวิตในสภาพแบบนั้นอยู่แล้ว แต่ฉันกลับเอาแต่อารมณ์ตัวเองเป็นใหญ่…”
“…รู้แล้วน่า ไอ้บ้า บอกว่าให้เลิกคิดไงเล่า”
ตั้งแต่เมื่อวานที่พูดจาไม่รักษาน้ำใจออกมา ฉันก็พอจะรู้แล้วว่าหมอนี่เป็นพวกที่ไม่รู้ว่าตัวเองกำลังพูดอะไรอยู่
ฉันพยักหน้า พยายามกดความรู้สึกอยากจะต่อยหน้าหมอนี่เอาไว้
ฉันให้เวลาเขาได้คิดทบทวนอยู่คนเดียว แต่ถึงเวลาจะผ่านไป สีหน้าของเลโอก็ยังคงซีดเซียวอยู่เหมือนเดิม
‘ท่าจะไม่ไหวแฮะ’
ถ้าขุดคุ้ยเรื่องนี้ลึกลงไปกว่านี้ ไม่ใช่แค่หมอนี่ที่จะลำบาก แต่ฉันเองก็จะเดือดร้อนไปด้วย
ถึงไม่อยากจะหยิบเรื่องนี้ขึ้นมาพูด แต่ก็คงไม่มีทางเลือก
“เรื่องเมื่อวานนี้ ไม่ต้องโทษตัวเองมากขนาดนั้นหรอก เอาจริงๆ เรื่องท่าทีในห้องเรียนอะไรนั่น ก็แค่ฉันอยากจะเห็นเวทมนตร์ที่แท้จริงของนายก็เท่านั้นเอง ไม่ใช่เหรอ?”
เมื่อได้ยินคำพูดนั้น เลโอทำสีหน้าฉงนเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้า
“…ก็ส่วนหนึ่ง เพราะฉันหงุดหงิดที่เห็นนายใช้เวทมนตร์ได้ แต่กลับยอมให้คนอื่นดูถูกแบบนั้น ก็เลย… จริงๆ แล้วตอนเด็กๆ ฉันเคยเห็นเวทมนตร์ของนายมาก่อน ถ้าเป็นเวทมนตร์แบบนั้น ฉันคิดว่ามันน่าจะแก้ไขปัญหาทุกอย่างได้…”
“ไม่เหมือนที่ฉันรู้นี่นา”
“หืม?”
“บอกว่า ‘จะได้เห็นเวทมนตร์นี้อีกครั้ง ไม่รู้ว่ารอคอยวันนี้มานานแค่ไหน…’ อะไรทำนองนั้นไม่ใช่เหรอ”
“ฉันเนี่ยนะ?”
ดวงตาของหมอนี่สั่นไหวอย่างบ้าคลั่ง
‘ท่าทางตอนนั้นจะสติไม่อยู่กับเนื้อกับตัวจริงๆ สินะ’
“เมื่อกี้ฉันอาจจะพูดอะไรผิดๆ ไปหน่อย คงไม่ได้ถึงขนาดนั้น…”
“ไม่นี่ นายบอกว่านายเริ่มใช้เวทมนตร์เพราะฉันไม่ใช่เหรอ?”
“ห๊ะ?”
ความเงียบเข้าปกคลุม
เลโอที่ยังคงอ้าปากค้างอยู่ พูดออกมาอย่างสับสน
“เดี๋ยวนะ ใคร… ใครบอกเรื่องนั้น…”
“…ถ้าจะตกใจขนาดนี้ ทำไมไม่รีบปฏิเสธไปเลยล่ะ”
ถึงฉันจะพูดออกไปก่อน แต่พอเห็นปฏิกิริยาที่น่าตกใจแบบนั้น ก็ทำให้ฉันหัวเราะแห้งๆ ออกมาด้วยความรู้สึกเห็นใจ
ถึงจะปฏิเสธไปก็คงไม่มีความหมายอะไรแล้ว
แต่จะบอกว่าอ่านมาจากในหนังสือ ก็คงไม่ได้ อย่างแรกต้องทำใจเย็นๆ แล้วค่อยๆ พูดออกไป
“เมื่อวานตอนที่นายกำลังจะล้มลง นายบอกฉันเองนี่นา หรือว่าห้ามรู้เรื่องนี้?”
เมื่อได้ยินคำพูดนั้น สีเลือดบนใบหน้าของเลโอก็หายวับไปในทันที
เลโอพยายามอย่างเต็มที่ที่จะตอบกลับให้เป็นปกติที่สุด แล้วส่ายหน้า
“ไม่ ไม่ใช่ ไม่ได้ห้ามรู้ แค่… อย่าเอาไปบอกคนอื่นก็พอ”
“ไม่บอกหรอก ว่าแต่นี่มันเป็นเกียรติเลยนะเนี่ย ที่นายเริ่มใช้เวทมนตร์เพราะฉัน”
เรื่องนี้ลูคัสต้องรู้ให้ได้
ถ้าลูคัสตัวจริงรู้เรื่องนี้ขึ้นมา เขาจะแสดงปฏิกิริยาแบบไหนกันนะ
ฉันยิ้มออกมาพร้อมกับความคิดเหล่านั้น แต่หมอนั่นคงจะคิดว่าฉันกำลังหัวเราะเยาะเขาอยู่ ถึงได้โพล่งออกมาด้วยสีหน้าโกรธเกรี้ยว
“พูดให้มันถูกๆ หน่อย ที่ฉันเริ่มใช้เวทมนตร์ ก็เพราะเวทมนตร์ของนายต่างหาก ไม่ใช่เพราะตัวนาย ฉันจำหน้านายไม่ได้ด้วยซ้ำ แค่เห็นชื่อแล้วถึงจำได้”
ฉันอยากจะถามว่าเวทมนตร์ของฉันมันเกิดขึ้นมาจากความว่างเปล่ารึไง แต่ก็ตัดสินใจปล่อยผ่านไปก่อน
“รู้แล้วๆ เอาเป็นว่าเรื่องนั้นช่างมันก่อน ขอร้องให้นายช่วยสองเรื่องหน่อยได้ไหม? ฉันต้องการความช่วยเหลือนายน่ะ”
“ถึงกับต้องกำหนดจำนวนเรื่องเลยเหรอเนี่ย มีอะไรก็พูดมา”
เลโอตอบกลับมาอย่างไม่เป็นมิตรนัก
ฉันแสร้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้กับน้ำเสียงที่ไม่เข้ากับเนื้อหาเอาเสียเลย ยังไงก็ตาม การที่หมอนี่ยินดีให้ความร่วมมือกับฉันอย่างกระตือรือร้น ก็เป็นสัญญาณที่ดี
“ฉันกำลังตามหายาอยู่ ช่วยหายานั่นมาให้หน่อยได้ไหม”
“ยาที่อยู่ในจักรวรรดิเหรอ?”
“อืม”
ฉันหยิบกระดาษโน้ตออกจากกระเป๋า แล้วยื่นให้เขา
ฉันจำชื่อยาในนิยายได้อย่างแม่นยำไม่ได้ ก็เลยต้องเปิดหนังสือดูทุกครั้งที่มีเวลาว่าง จนในที่สุดก็หาชื่อที่คุ้นเคยจากตำราสมุนไพรจนได้
เลโอรับกระดาษโน้ตไป แล้วพยักหน้า
“ถ้าเป็นของที่หาได้ทั่วไป แบบนี้อาทิตย์นึงก็น่าจะได้แล้วมั้ง เดี๋ยวจะบอกทางบ้านให้เตรียมไว้ให้ เรื่องที่สองล่ะ?”
“ช่วยมาประลองกับฉันทุกวันหน่อย”
“ห๊ะ?”
สีหน้าของเลโอเปลี่ยนเป็นสดใสขึ้นในชั่วพริบตา
คงจะรู้ตัวว่าแสดงสีหน้าออกไปแล้ว ถึงได้รีบปรับสีหน้าให้เป็นปกติ แต่ก็สายไปเสียแล้ว
ฉันอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา
“…หึๆๆ…”
“…รู้สึกเหมือนนายจะหัวเราะเยาะฉันอยู่เรื่อยเลยนะ ก็แค่ฉันไม่เคยเจอเพื่อนที่ฝีมือสูสีกันก็เท่านั้นเอง รู้รึเปล่า?”
“นายคิดว่าฉันฝีมือสูสีกับนายงั้นเหรอ? ไม่ต้องแก้ตัวเลยน่า ว่าไง ตกลงจะช่วยได้ใช่ไหม?”
เมื่อได้ยินคำพูดนั้น เลโอก็หลบสายตา แล้วหุบปากเงียบ
เอาจริงๆ ต่อให้พูดเอาใจกันยังไง ก็คงพูดไม่ได้เต็มปากว่าฝีมือสูสีกัน เพราะถึงพลังเวทมนตร์จะโดดเด่น แต่ฝีมือเวทมนตร์ก็ไม่ได้เก่งกาจอะไรขนาดนั้น
เลโอนึกถึงความทรงจำเมื่อปีที่แล้ว
การได้พัฒนาฝีมือไปพร้อมกับคนที่ทำให้เขาเดินเข้าสู่เส้นทางสายนี้
เป็นสิ่งที่เขาปรารถนามาตั้งแต่ได้ยินข่าวลือว่าหมอนี่จะเข้ามาเรียนที่นี่แล้ว
‘ไม่สิ บางทีอาจจะเป็นสิ่งที่ปรารถนามาตั้งแต่สิบปีก่อนหน้านั้นแล้วด้วยซ้ำ’
นับตั้งแต่วันที่ได้เห็นเวทมนตร์ของลูคัส เขาพยายามอย่างหนักแค่ไหนเพื่อสร้างฝีมือให้ทัดเทียมกัน
ดังนั้น นี่ไม่ใช่คำขอร้องที่หมอนี่ควรจะขอร้อง แต่จริงๆ แล้วมันเป็นคำขอร้องที่ฉันควรจะเป็นคนเอ่ยปากมากกว่า
เลโอพยักหน้า
“อืม แน่นอนอยู่แล้ว”
ติ๊ง!
ในจังหวะที่เลโอตอบรับ ตัวอักษรสีขาวบริสุทธิ์ก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าฉัน
ขอแสดงความยินดี!
‘ข้อเสนอ: ทำให้ ‘เลโอนาร์ด วิเทลส์บัค’ กลายเป็นพวกพ้องของคุณ’ สำเร็จ!
[‘บทที่ 2 ช่วยเหลือตนเอง แล้วพระเจ้าจะทรงช่วยเหลือท่าน (2)’] เสร็จสิ้น!
[กำหนดเส้นทางที่ 1 — 〈บทที่ 3 หยดน้ำที่ไม่หยุดหย่อน ย่อมกัดกร่อนหินผา (1)’ 〉]
「 บทที่ 3 หยดน้ำที่ไม่หยุดหย่อน ย่อมกัดกร่อนหินผา (1) 」
‘หืม’
ดีล่ะ น่าพอใจ
ดูเหมือนว่ารากฐานจะถูกวางเอาไว้แล้ว
ข้อเสนอครั้งนี้ดูเหมือนจะมีความสำคัญสูงมาก มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้างรึเปล่านะ
ฉันเรียกหน้าต่างสถานะออกมา