วิธีเอาชีวิตรอดในฐานะลูกชายคนที่สองของตระกูลเวทมนตร์ (9)

[ลูคัส เรเน่ อัสคาเนียน]

ฉายา: ไอ้ทึ่มอันดับหนึ่งแห่งจักรวรรดิ

พละกำลัง: -4.8 (+0.2)

พลังจิต: -9 (+1.0)

พลังเวท: ?

ทักษะ: +0.015

ภาพลักษณ์: -10

โชค: -8.985 (+1.0)

คุณสมบัติพิเศษ: รุ่งอรุณ 777, พลังศักดิ์สิทธิ์

‘พลังใจเพิ่มขึ้นมา 1 แต้มเลยเหรอเนี่ย?’

เมื่อก่อนมันติดลบ -10 นี่นา?

โชคที่เคยติดลบ -9.985 ก็เช่นกัน นี่เป็นการพัฒนาที่ก้าวกระโดดมาก เมื่อเทียบกับที่เคยขึ้นทีละ 0.001

พละกำลังก็เพิ่มขึ้น 0.2 ทั้งๆ ที่ไม่ใช่สถานการณ์ที่พละกำลังควรจะเพิ่มขึ้นเลย แต่พอดูจากค่าที่เพิ่มขึ้นแล้ว ก็พอจะอนุมานได้ว่ามันน่าจะมีความเชื่อมโยงกับพลังใจ

เป็นไปได้ไหมว่าแค่มีเพื่อนเพิ่มมาคนเดียว เจ้านี่ถึงกับเปลี่ยนไปได้ขนาดนี้?

ถ้าไม่นับตอนเด็กมากๆ เลโอก็แทบจะเป็นเพื่อนคนแรกของผม นี่ก็ถือว่าเป็นข้อสันนิษฐานที่มีน้ำหนักอยู่ไม่น้อย

‘…….’

น่าเวทนานัก จนไม่อยากจะมอง

‘เดี๋ยวก่อน’

ถึงตรงนี้แล้ว มันก็มีอีกสิ่งหนึ่งที่ต้องตรวจสอบ

เมื่อเลื่อนสายตาลงมา ก็ปรากฏหน้าต่างอีกบาน

[รุ่งอรุณ 777]

— เหลืออีก 767 วัน 23 ชั่วโมง 18 นาที 01 วินาที จนถึงจุดจบ ‘บทที่ X. ความตาย’

— ความเป็นไปได้ที่จะเปลี่ยนแปลง: 5.3% (+5%)

………………

5.3%

แค่มีเพื่อนเพิ่มมาคนเดียว ค่าความเป็นไปได้ที่จะเปลี่ยนแปลงก็เพิ่มขึ้นถึง 5% เลยทีเดียว น่าพอใจ

นั่นก็คงจะหมายความว่าในอนาคต เลโอจะกลายเป็นคนที่เข้ามาช่วยเหลือให้ผมรอดชีวิตได้สินะ

‘อืม อยากรู้เหมือนกันแฮะ ว่าของเลโอจะเป็นยังไงบ้าง’

พอนึกดูแล้ว ที่ผ่านมาก็มัวแต่รีบเร่งดูค่าความนิยมก่อนที่สายตาจะละไปจากตัวอีกฝ่าย เลยไม่มีเวลาเหลือพอที่จะเปิดหน้าต่างสถานะขึ้นมาดู

ผมจ้องมองเข้าไปในดวงตาของเลโอ พลางเรียกหน้าต่างสถานะขึ้นมา

เลโอนาร์ด วิเทลส์บัค

ค่าความนิยม 0

ฉายา: ?

พละกำลัง: +7.5

จิตใจ: +9

พลังเวท: +7

ทักษะ: +8.5

ภาพลักษณ์: +10

โชค: +9.5

คุณสมบัติพิเศษ: ?

‘…นี่มันค่าพลังอะไรกันวะเนี่ย สูงจนน่าตกใจ’

ค่าความนิยมที่พุ่งขึ้นจาก -9 มาเป็น 0 ในชั่วพริบตาเดียวก็ว่าน่าตกใจแล้ว แต่…เอาไว้ก่อน เรื่องนั้นไม่ใช่ประเด็นสำคัญ สิ่งที่สำคัญกว่าคือ ค่าพลังโดยรวมของเจ้านี่มันสูงกว่าหน้าต่างสถานะของอาจารย์บางคนที่ผมเคยแอบดูมาเสียอีก

ไม่ว่าจะคิดยังไง ถ้าจะต้องมาอยู่ในนิยายทั้งที ผมก็น่าจะเกิดมาเป็นคนแบบนี้มากกว่า

“เหม่ออะไรอยู่?”

เลโอโบกมือไปมาตรงหน้าผมที่กำลังเหม่อลอย

“เปล่า ไม่มีอะไรสักหน่อย”

ผมส่ายหน้า ปัดความรู้สึกเคว้งคว้างเล็กน้อยออกไป

หลังจากนั้น ผมก็เอาแต่ตอบคำถามจุกจิกของเลโอไปเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงเวลาเลิกเรียนคาบแรก พวกเราก็เดินออกจากห้องพยาบาลด้วยกัน เมื่อมองไปรอบๆ ก็ไม่พบใครอยู่แถวนั้น

“จากตรงนี้ไป ห้ามทำเป็นรู้จักฉัน”

“หา?”

เลโอถามกลับมาด้วยสีหน้างุนงง

“ถ้านายทำตัวสนิทกับฉันขึ้นมาแบบกะทันหัน พวกเด็กๆ ในโรงเรียนก็ต้องมองพวกเราแปลกๆ แน่ ถ้ามีอะไรจะคุย ก็ให้มาหาฉันตอนที่ไม่มีคนอื่นแถวนี้เท่านั้น”

เมื่อได้ยินคำพูดนั้น เลโอลูบคางตัวเอง ก่อนจะพยักหน้าเห็นด้วยอย่างง่ายดาย

“ก็จริงอย่างที่ว่า งั้นฉันไปก่อนนะ เรื่องยาที่นายบอก เดี๋ยวฉันจะกลับไปบอกที่บ้านให้หามาให้ ไม่ต้องห่วง”

“อืม ขอบใจ”

ทุกอย่างจบลงง่ายกว่าที่คิดไว้เยอะ

จากท่าทีที่คลั่งไคล้ในเรื่องเวทมนตร์ ผมนึกว่าเจ้าบ้านี่จะต้องเป็นคนประเภทตื๊อไม่เลิกเสียอีก แต่พออีกฝ่ายแสดงท่าทีแบบนี้ออกมาก็ดีแล้ว

เอาเป็นว่าใช้ชีวิตเรียบง่ายไปก็แล้วกัน

‘สิ่งที่ต้องทำต่อไปก็คือการพัฒนาฝีมือ’

ผมต้องเร่งเครื่องกอบกู้ช่วงเวลา 10 ปีที่เสียเปล่าไปซะตั้งแต่วันนี้

ปัญหาคือเวทมนตร์เป็นสิ่งที่ยากต่อการฝึกด้วยตัวเอง และผมก็ไม่มีห้องฝึกซ้อมส่วนตัวในโรงเรียน ต้องใช้ห้องฝึกซ้อมรวมของโรงเรียนเท่านั้น… แต่เรื่องนั้นก็หมดห่วงไปแล้ว เพราะผมตกลงกับเลโอว่าจะฝึกซ้อมด้วยกัน

ทางโรงเรียนมีห้องฝึกซ้อมส่วนตัวไว้สำหรับนักเรียนที่ทำคะแนนได้ดีอย่างเลโอ

ไม่ต้องเสียเวลาเขียนชื่อลงในบัญชีรายชื่อ ไม่ต้องกังวลว่าจะมีคนอื่นเข้ามาใช้งาน

แน่นอนว่าการเอ่ยปากชวนมาฝึกซ้อมด้วยกัน ไม่ได้มีแค่เรื่องสถานที่ฝึกซ้อมเพียงอย่างเดียว

เหตุผลที่ผมเอ่ยปากขอให้เลโอมาช่วยฝึกซ้อมให้ ก็เพราะผมมองว่าท่วงท่าการใช้เวทมนตร์ของเลโอเป็นแบบฉบับตำราเรียนมากที่สุด และมีคุณค่าพอที่จะให้ผมเรียนรู้ตามได้

และค่าทักษะ 8.5 ของเลโอ ก็อยู่ในระดับเดียวกับอาจารย์ที่สอนอยู่ที่นี่จริงๆ

โดยทั่วไปแล้ว ค่าพลังในทุกๆ หมวดของคนธรรมดาจะอยู่ที่ประมาณ -1 ถึง 3 แต่นักเรียนที่นี่ส่วนใหญ่จะมีค่าพลังอยู่ที่ประมาณ 3 ถึง 5

‘อยากรู้เหมือนกันแฮะ ว่าตัวเองจะพัฒนาขึ้นไปได้มากแค่ไหน’

และแล้ว เวลาหนึ่งสัปดาห์ก็ผ่านไปนับตั้งแต่ผมเริ่มฝึกซ้อมกับเลโอ

ผลลัพธ์ที่ได้ถือว่าน่าพอใจมาก ทักษะการควบคุมพลังเวทของผมพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็วจนแทบไม่น่าเชื่อว่าเมื่อ 10 ปีก่อน ผมจะแทบไม่เคยได้ใช้เวทมนตร์เลย

“เยี่ยม! ฝีมือระดับนี้ก็พอจะมั่นใจได้แล้วว่าคงจะไม่พลั้งมือไปคร่าชีวิตคนบริสุทธิ์เข้า”

หลังจากฝึกซ้อมวันที่ 7 เสร็จ เลโอปาดเหงื่อบนใบหน้า พลางหัวเราะออกมาอย่างพึงพอใจ

นั่นสินะ ปัญหาของเวทมนตร์ของผมที่ผ่านมาก็คือมันแรงเกินไปจนยากต่อการควบคุม

ถึงคำพูดของเลโอจะฟังดูน่าขนลุกไปหน่อย แต่มันก็ไม่ใช่คำพูดเปรียบเปรย หรือคำพูดที่เกินจริงแต่อย่างใด มันคือเรื่องจริง

ผมพอจะรู้วิธีที่จะร่ายเวทมนตร์ให้อ่อนลงมากๆ เหมือนตอนเรียนในห้องเรียนแล้ว แต่การควบคุมให้เวทมนตร์อยู่ในระดับที่พอเหมาะเป็นเวลานานๆ ก็ยังเป็นเรื่องยากสำหรับผมอยู่ดี

ผมไม่อยากจะเห็นภาพตัวเองเผลอทำร้ายผู้คนด้วยเวทมนตร์ของตัวเองไม่ว่ายังไงก็ตาม นั่นก็เลยเป็นเหตุผลที่ทำให้ผมยอมตอบรับคำชวนฝึกซ้อมอย่างบ้าคลั่งของเลโอมาตลอดหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมา

‘ถึงตอนแรกจะออกอาการเหวอไปบ้างก็เถอะ… แต่ถ้าจะสู้กับพี่ชายให้ได้ พลังเวทระดับนี้ก็คงจะจำเป็น’

แค่พื้นฐานก็มีฝีมือขนาดนี้ นับว่าเป็นพรสวรรค์ที่น่าพึงพอใจจริงๆ

“อ้อ เรื่องยาที่นายบอก เหมือนว่าจะมาถึงช้ากว่ากำหนดหน่อยนะ รออีกสัก 4 วันน่าจะมาถึง ตอนนั้นเดี๋ยวฉันเอาไปให้”

“อืม ขอบใจ”

“เจอกันพรุ่งนี้”

เลโอโบกมือลา แล้วเดินจากไป

‘ทุกอย่างราบรื่นดีนี่’

ความสนใจที่เคยพุ่งเข้ามาในช่วงต้นภาคเรียนค่อยๆ ลดน้อยลงไปเรื่อยๆ หลังจากที่ผมไม่ได้แสดงท่าทีว่าจะใช้เวทมนตร์อีกเลย ส่วนจากพี่ชายก็ยังไม่มีข่าวคราวอะไรส่งมา

ผมเรียกหน้าต่างสถานะขึ้นมา

[ลูคัส เรเน่ อัสคาเนียน]

ฉายา: ไอ้ทึ่มอันดับหนึ่งแห่งจักรวรรดิ

พละกำลัง: -3.8 (+1.0)

จิตใจ: -8.7 (+0.3)

พลังเวท: ?

ทักษะ: +0.515 (+0.5)

ภาพลักษณ์: -10

โชค: -7.485 (+1.5)

คุณสมบัติพิเศษ: รุ่งอรุณ 777, พลังศักดิ์สิทธิ์

ถือว่าไม่เลวเลยสำหรับค่าพลังที่เพิ่มขึ้นมาได้ขนาดนี้จากการฝึกซ้อมเพียงแค่หนึ่งสัปดาห์

หลังจากฝึกซ้อมในห้องฝึกซ้อมต่ออีกเล็กน้อยเป็นครั้งสุดท้าย ผมก็หยิบจี้ห้อยคอที่อยู่ในเสื้อออกมา

มันคืออาร์ติแฟกต์เคลื่อนย้ายสถานที่ ที่ผมยอมควักเงินสดที่มีอยู่ทั้งหมดซื้อมา ผมตั้งค่าให้มันเชื่อมต่อจากห้องพักที่หอพักมายังห้องฝึกซ้อมโดยตรง เพื่อที่จะได้ไม่ต้องเสี่ยงไปสะดุดตาใครเข้าเวลาเข้าออกห้องฝึกซ้อม และเพื่อป้องกันเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ผมก็ให้ทางร้านระบุชื่อผู้ซื้อเป็นชื่อของเลโอแล้วค่อยรับของมา

‘เตรียมพร้อมไว้ให้ดีก็ไม่เห็นจะเสียหาย’

ผมอัดพลังเวทลงไปในจี้ห้อยคอนั้น

เมื่อหลับตาลง แล้วลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง ภาพห้องพักที่หอพักที่คุ้นเคยก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า

ตึง—

“…!”

สภาพแกนพลังในร่างกายของผมดูผิดปกติไป

แกนพลังมีโครงสร้างเป็นวงแหวนล้อมรอบหัวใจอยู่ โดยปกติแล้วทั้งสองส่วนนี้จะเชื่อมต่อกันอย่างแนบแน่น

แต่ตอนนี้ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แกนพลังของผมมันกลับลอยคว้างแล้วก็สั่นคลอนไปมา

‘หรือว่าจะเป็นเพราะยาที่กินเข้าไป?’

ในเนื้อเรื่อง ลูคัสในวัยแก่ชราก็มีสภาพร่างกายที่อ่อนแอลงเรื่อยๆ มันก็สมเหตุสมผลดี

ผมพอจะคิดไว้แล้วว่าสภาพแกนพลังของตัวเองคงจะไม่สู้ดีนัก แต่ไม่คิดเลยว่ามันจะแสดงอาการออกมาเร็วขนาดนี้ หลังจากกินยาไปแค่หนึ่งสัปดาห์…

‘คงต้องเริ่มคิดเรื่องนี้จริงจังแล้วสินะ’

ผมเปิดปฏิทินออก

อย่างแรกเลย ถึงจะหายามาได้แล้ว แต่เลโอในตอนนี้ก็ไม่ใช่เลโอในอนาคต มันเป็นไปไม่ได้ที่จะเอามาดัดแปลงเป็นยาเสริมสร้างแกนพลังได้ในทันที

ดังนั้นผมจึงต้องอาศัยความรู้จากในนิยาย ปรับอัตราส่วนส่วนผสม และเงื่อนไขอื่นๆ ที่จำเป็นด้วยตัวเอง

และถึงแม้จะกินยาเสริมสร้างแกนพลังเข้าไปอย่างต่อเนื่อง ร่างกายที่ถูกกดทับแกนพลังมานานถึง 10 ปี ก็คงจะไม่สามารถฟื้นฟูขึ้นมาได้อย่างรวดเร็วทันใจ

ผมคงจะรอช้าอยู่เฉยๆ จนกว่าพี่ชายจะรู้ตัวไม่ได้ คงต้องหาอุปกรณ์เสริมมาช่วย เพื่อสร้างสภาพร่างกายที่มั่นคงกว่านี้

ผมมองจี้ห้อยคอที่เปล่งแสงสีแดงออกมา พลางตกอยู่ในภวังค์ความคิด

‘น่าจะมีอุปกรณ์เสริมแบบนี้ติดตัวไว้อีกสักชิ้น’

หลังจากเสริมสร้างแกนพลังเสร็จแล้ว ค่อยลองหาอุปกรณ์อื่นๆ มาดูบ้าง

ถึงจะต้องใช้เงินก้อนโต แต่ก็มีอุปกรณ์บางชนิดที่ถึงแม้จะไม่มีความรู้เรื่องเวทมนตร์เฉพาะทาง ก็ยังสามารถใช้เวทมนตร์นั้นได้อย่างอิสระ

ตามกฎแล้ว อุปกรณ์เวทมนตร์พวกนี้จะต้องลงทะเบียนการใช้งานกับทางราชวงศ์ และมีการจำกัดจำนวนสูงสุดที่แต่ละคนจะครอบครองได้ แต่โชคดีที่กฎพวกนั้นไม่ได้มีผลบังคับใช้กับนักเรียนที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ

มันคงจะมีประโยชน์ในยามที่พี่ชายเริ่มเคลื่อนไหวเร็วกว่าที่คาดการณ์เอาไว้ ผมจำเป็นต้องหาข้อมูลเกี่ยวกับอุปกรณ์พวกนี้เอาไว้เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับความเป็นไปได้ทุกรูปแบบ

ผมหยิบใบแจ้งยอดการทำธุรกรรมของธนาคารในโรงเรียนออกมาจากลิ้นชัก

“อืม”

ในช่องจำนวนเงินที่ถอนได้ ปรากฏตัวเลขจำนวนมหาศาลที่แทบจะนับไม่หวาดไม่ไหว

ถึงพ่อจะทอดทิ้งผมไปแล้ว แต่เขาก็ยังคงทำในสิ่งที่พอจะทำได้ให้โดยที่ไม่ต้องเปลืองแรงอะไรมากนัก

แต่ว่า…

แน่นอนว่าผมเอาเงินก้อนนี้มาใช้ไม่ได้

เงินที่อยู่ในตู้เซฟในห้องของผมเองน่ะพอว่า แต่เงินที่อยู่ในบัญชีธนาคารนี่ไม่มีทาง

ตลอดช่วงปี 1 ลูคัสแทบจะไม่ได้ใช้เงินเลย นอกจากค่าอาหารและค่าเล่าเรียน รวมๆ แล้วก็คงจะไม่ถึง 1 ล้านวอนด้วยซ้ำ

‘ก็แน่ล่ะ ในเมื่อเอาแต่อุดอู้อยู่แต่ในห้อง’

อุปกรณ์ที่พอจะใช้งานได้จริงจัง ราคาเริ่มต้นก็อยู่ที่ 500 ขึ้นไป และถ้าจะหาของที่ถูกใจจริงๆ ก็คงต้องเตรียมเงินไว้สัก 1,000

ถ้าผมถอนเงินจำนวนมากขนาดนั้นออกมา พี่ชายคงจะรีบบึ่งมาที่นี่ในทันที เป็นเรื่องที่เห็นได้ชัดเจนอยู่แล้ว

ผมเคยคิดที่จะค่อยๆ ทยอยถอนเงินออกมาทีละนิด แต่ไม่ว่าผมจะถอนเงินออกมาแบบแบ่งจ่าย หรือถอนออกมาทีเดียวทั้งหมด การที่คนที่แทบจะไม่เคยใช้เงินเกิน 100 ต่อปี จู่ๆ ก็ถอนเงินออกมาเป็นพันในระยะเวลาอันสั้น มันก็ต้องดูน่าสงสัยอยู่ดี

ถ้าอย่างนั้นก็คงเหลือทางเลือกอยู่ทางเดียว

ผมต้องหาเงินด้วยตัวเอง

ผมกางหนังสือพิมพ์ออกวางลงบนโต๊ะ

‘ถึงจะไม่ใช่ช่วงเวลาที่ตัวเอกจะออกโรง แต่ถึงช่วงเวลานี้แล้ว เรื่องราวทำนองนี้ก็น่าจะเริ่มมีให้เห็นในสังคมบ้างแล้ว’

ผมไล่พลิกหนังสือพิมพ์ตั้งแต่ฉบับรวมเล่มของเดือนที่แล้ว ไปจนถึงฉบับปัจจุบัน พลิกไปพลิกมาอยู่พักใหญ่ ในที่สุดก็หยุดอยู่ที่หน้าหนึ่ง

‘เจอแล้ว’

[เฉลี่ยเดือนละ 6 เคส → 15 เคส… ยอด ‘ความเสียหายจากสัตว์อสูร’ ในแต่ละเขตปกครองรอบนอกเมืองหลวง เพิ่มขึ้น 150%]

บทความเกี่ยวกับความเสียหายที่เกิดจากสัตว์อสูรที่เพิ่มขึ้นในช่วงหลัง

ในเนื้อเรื่องต้นฉบับ ตัวเอกเคยแฝงตัวตนที่แท้จริงในฐานะเชื้อพระวงศ์ แล้วออกไปปราบสัตว์อสูรด้วยตัวเอง

เนื่องจากในปีนี้ คดีความเสียหายจากสัตว์อสูรเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด สำนักงานปราบปรามเวทมนตร์อาชญากรรมภายใต้สังกัดราชวงศ์ จึงได้ประกาศตั้งค่าหัวสัตว์อสูร และเริ่มมอบสิทธิ์ในการปราบสัตว์อสูรให้กับพ่อมดแม่มดทั่วไป

ถ้ามองแค่ผิวเผิน ก็ดูเหมือนจะเป็นมาตรการรับมือที่สมเหตุสมผลดี

แต่ในความเป็นจริง ตอนนี้สถานการณ์มันยังไม่ได้เลวร้ายถึงขั้นที่พวกเขาจะต้องเปิดรับความช่วยเหลือจากภายนอกขนาดนั้น

ถึงอย่างนั้น เหตุผลที่สำนักงานปราบปรามเวทมนตร์อาชญากรรมยอมมอบสิทธิ์ ‘หน่วยทำความสะอาด’ สัตว์อสูรให้กับบุคคลทั่วไป ก็เป็นเพราะพวกเขามองว่าไม่ควรจะเอาบุคลากรระดับสูงของสำนักงานไปเปลืองตัวกับงานกระจอกพวกนี้

‘พอเป็นแบบนี้ ตัวเอกก็เลยต้องลงมือเองสินะ’

เอาเป็นว่า สิ่งที่ต้องจับตาดูในตอนนี้มีอยู่สองอย่าง

‘การประกาศตั้งค่าหัวสัตว์อสูร และมอบสิทธิ์ในการปราบสัตว์อสูรให้กับพ่อมดแม่มดทั่วไป’, ‘ตัวเอกที่ปลอมแปลงตัวตน’

นี่มันสถานการณ์ที่เข้าทางสุดๆ

แต่การที่ผมจะออกไปทำกิจกรรมโจ่งครึ่ม ในสภาพที่คนทั้งจักรวรรดิรู้จักชื่อของผมดี มันก็เป็นเรื่องบ้าบอคอแตกสิ้นดี เป็นการฆ่าตัวตายชัดๆ

แต่สิ่งที่ต้องหันกลับมาให้ความสนใจอีกครั้งก็คือ การที่สำนักงานปราบปรามเวทมนตร์อาชญากรรมมันเน่าเฟะถึงก้นบึ้ง

ถึงทางสำนักงานใหญ่จะตั้งค่าหัวสัตว์อสูรแต่ละตัวไว้ในราคาที่ไม่เลว แต่พวกเขากลับตั้งงบประมาณในการบริหารจัดการสำนักงานสาขาในแต่ละท้องที่เอาไว้น้อยจนน่าใจหาย

พอหักค่าบำรุงรักษาสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ แล้ว เงินที่เหลืออยู่ก็แทบจะไม่ได้ต่างอะไรจากเงินช่วยเหลือค่าปฏิบัติงานเลย

‘ก็เพราะว่าตั้งแต่แรก สำนักงานใหญ่ก็ไม่ได้มีความคิดที่จะจ้างคนมาทำงานอย่างจริงจังอยู่แล้วนี่นา’

ทางสำนักงานใหญ่คิดเอาเองอย่างไม่น่าเชื่อว่า ในเมื่อมันเป็นงานของคนในหมู่บ้าน ยังไงเสียชาวบ้านในหมู่บ้านก็ต้องกระตือรือร้นออกมาช่วยเหลือกันเองอยู่แล้ว

แล้วผลลัพธ์ที่ออกมาจะเป็นยังไงต่อไปก็คงไม่ต้องเดา

ในเนื้อเรื่อง ตัวเอกยื่นใบรับรองแสดงตนปลอมๆ ให้ แล้วก็ผ่านเข้าไปได้ในเวลาแค่ 10 วินาที ทางสำนักงานไม่มีขั้นตอนในการเก็บรักษาใบรับรอง หรือตรวจสอบข้อมูลบุคคลที่ปรากฏอยู่ในทะเบียนรายชื่อพ่อมดแม่มดเลยสักอย่าง

ผมยังจำภาพที่ตัวเอกถึงกับออกอาการเอือมระอาได้ติดตา

ตอนที่ผมเป็นผู้อ่าน ผมเองก็รู้สึกเอือมระอาไปกับความห่วยแตกในการจัดการของพวกเขาพอๆ กับตัวเอก แต่สำหรับตอนนี้แล้ว…

‘สถานการณ์มันก็ดูเข้าทีดีนี่นา’

………………………………………………………

“ใช่ การหยิบยืมพลังของอุปกรณ์มาใช้ก็เป็นทางเลือกที่ไม่เลวเหมือนกันนายตั้งงบประมาณไว้ที่เท่าไหร่?”

เมื่อผมเดินทางมาถึงห้องฝึกซ้อม แล้วเล่าแผนการในอนาคตให้ฟัง เลโอก็พยักหน้าเห็นด้วย พลางลูบคางตัวเอง

เลโอหยิบกระดาษกับปากกาออกมาจากกระเป๋า แล้วนั่งลงบนพื้นห้องฝึกซ้อม คงจะคิดที่จะร่างรายการอุปกรณ์ที่จำเป็นให้ผม

“ยังไม่ได้กำหนดงบประมาณที่แน่นอนตายตัว กะว่าจะปรับเปลี่ยนไปตามรายได้ที่จะหามาได้”

“ปรับเปลี่ยน…หืม?”

“ตอนนี้เงินทั้งหมดอยู่ในบัญชีธนาคาร ถอนออกมาลำบาก ก็เลยคิดเอาไว้ว่าจะ…”

“อะไรไม่มี?”

“ฉันไม่ได้บอกว่าไม่มีสักหน่อย นี่ ยังไงก็ตาม สรุปง่ายๆ ก็คือตอนนี้ฉันไม่มีเงินสด… ต้องให้ฉันพูดคำนี้ออกมาอีกนานแค่ไหนกันฮะ?”

ผมหัวเราะ พลางมองหน้าเลโอ

เลโอเองก็หัวเราะแห้งๆ กลับมาด้วยสีหน้างงงวยเช่นกัน

‘ถึงจะไม่เข้าใจ แต่ก็ยังไม่ได้เอ่ยปากถามอะไรออกมา’

ผมหยิบปึกกระดาษหนาเตอะออกมาจากกระเป๋า แล้วเอ่ยปากพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“ฟังคนอื่นพูดให้จบก่อนสิ แน่นอนว่าฉันเตรียมแผนสำรองเอาไว้แล้ว ไม่อย่างนั้นจะกล้าพูดออกมาได้ยังไง?”


ตอนก่อน

จบบทที่ วิธีเอาชีวิตรอดในฐานะลูกชายคนที่สองของตระกูลเวทมนตร์ (9)

ตอนถัดไป