ข้ามขั้นจากคนรักมาเป็นคนในครอบครัว

เรื่องการแต่งงานทุกอย่างย่อมง่ายขึ้นหากมีแม่สื่อหรือพ่อสื่อเป็นธุระจัดการให้แม้คู่ดูตัวจะไม่ได้นัดดูตัวก่อนการแต่งงานก็ตาม และในกรณีของหมออันและคุณหนูจ้าวชิงเหมยยิ่งทำให้พ่อสื่อทำงานง่ายขึ้นไปอีก

ผ่านไปครู่ใหญ่ จ้าวชิงเหมยก็เดินออกจากร้านน้ำชา นางกระซิบบางอย่างกับหนิวฟู่ ก่อนจะได้ความช่วยเหลือจากทันหยุนในการขึ้นรถม้า

“คุณหนูเป็นอะไรไปเจ้าคะ?”

ในรถม้า ใบหน้าของจ้าวชิงเหมยกำลังแดงก่ำราวกับลูกอิงเถา ประมุขของพวกนางเป็นคนโหดเหี้ยม เด็ดขาดและน่ากลัวแค่เอ่ยชื่อ ‘ประมุขพรรคมาร’ ก็ทำให้ผู้ฝึกยุทธ์ทั่วทั้งยุทธภพตื่นตระหนกไปตามๆกันแต่ตอนนี้นางกลับแสดงท่าทีเช่นนี้ นั่นทำให้ทันหยุนอดแปลกใจไม่ได้

“เจ้าก็ลองพูดซ้ำในสิ่งที่เจ้าพูดไปเมื่อครู่นี่สิ”

“ถ้าหมออันเห็นด้วย การแต่งงานก็จะถูกจัดขึ้นในเดือนนี้”

ทันหยุนลังเลว่าตนเคยพูดอะไรออกไปก่อนจะลองพูดซ้ำประโยคที่ตัวเองคิดว่าใช่ออกไปให้จ้าวชิงเหมยฟังอีกครั้ง จ้าวชิงเหมยตอบรับสั้นๆว่า “อืม”พร้อมกับใบหน้าที่แดงก่ำขึ้นมาอีกรอบ นางเอนกายพิงพนักรถม้าอย่างคนหมดแรงแต่ใบหน้าที่แดงก่ำและรอยยิ้มที่ประดับอยู่มุมปากก็บ่งบอกได้ว่านางพอใจมากเพียงใด

ดูเหมือนอันจิงจะจำนางไม่ได้เลยแต่ก็ไม่เป็นไร

“เอ่อ..”

เมื่อเห็นท่าทางของผู้เป็นประมุขเช่นนั้น ทันหยุนก็ได้แต่ทอดถอนใจอย่างช่วยไม่ได้

.

.

.

หนิวฟู่เดินตามอันจิงกลับไปยังโรงหมอพลางเอ่ยถามอีกฝ่ายด้วยความร้อนใจ

“ท่านหมออันเป็นอย่างไรบ้าง คุณหนูจ้าวผู้นี้ทั้งรูปร่างหน้าตานับว่าเป็นเอก ทั้งยังมาจากตระกูลขุนนาง หากข้าพูดคุณสมบัติของนางออกไป ไม่แน่ว่าบุตรชายขุนนางของเมืองอู๋ต้องแห่มาดูตัวกับนางเป็นแน่”

อันจิงหยิบโกร่งยาขึ้นมาเพื่อเตรียมปรุงยา เขาส่ายหน้าน้อยๆเมื่อเอ่ย “นางเพียบพร้อมทุกอย่างจนโรงหมอจีซื่อเล็กๆนี้ไม่อาจเทียบได้ ข้าเกรงว่า..”

ด้วยความงดงาม ความบอบบาง กิริยามารยาทของสตรีสูงศักดิ์ นางจึงเหมาะกับชายที่มีคุณสมบัติที่เพียบพร้อมไม่ต่างกัน อีกทั้งท่าทางของนางก่อนจะแยกย้ายก็ดูเหมือนนางบอกเป็นนัยๆว่ามีความลับบางอย่างที่ไม่อาจบอกกล่าวได้

“ท่านหมออันเพียงแค่ท่านบอกข้ามาว่าท่านต้องการคุณหนูผู้นี้หรือไม่” หนิวฟู่เอ่ยขัดอันจิงขึ้นมา

“ข้า..”อันจิงวางโกร่งยาลงและเสไปยกน้ำชาขึ้นจิบ “ข้าว่า..คุณหนูจ้าวดูไม่ค่อยพอใจข้านัก”

“ผิดแล้ว นางบอกกับข้าว่านางพอใจท่านมากและการแต่งงานควรจัดขึ้นในเดือนนี้”

หนิวฟู่คว้าถ้วยชาของอันจิงวางลงและเอ่ยถามอย่างกระตือรือร้น “แค่ตอบข้ามาก็พอ ท่านหมออัน”

การที่จ้าวชิงเหมยส่งให้พ่อสื่อเช่นเขามาเจรจาเช่นนี้จะแสดงว่านางไม่พอใจในตัวหมออันได้อย่างไร อาหารอยู่ตรงหน้าแล้วแท้ๆ ท่านจะไม่ลิ้มลองหน่อยหรือหมออัน? หนิวฟู่ราวกับมดบนกระทะร้อน เขารอคอยคำตอบของอันจิงอย่างใจจดใจจ่อเพื่อยืนยันการแต่งงานในครั้งนี้ หากเขาทำสำเร็จคุณหนูจ้าวยังจะให้สินน้ำใจเขาถึง 1 ตำลึงเงิน

อันจิงกระพริบตาด้วยความประหลาดใจ “คุณหนูจ้าวพูดอย่างนั้นหรือท่านลุงหนิว?” เขาไม่คาดคิดว่าจ้าวชิงเหมยจะรู้สึกแบบนั้นกับเขา

“ใช่” หนิวฟู่พยักหน้าพร้อมกับเอ่ยเสียงขึงขัง “ข้า หนิวฟู่เคยโกหกใครที่ไหน!”

คุณหนูจ้าวไม่ใช่เพียงแค่พอใจเท่านั้นแต่ยังยินดีที่จะแต่งงานทันทีหากอีกฝ่ายตอบตกลง

“ถ้าอย่างนั้น เราก็มาจัดงานแต่งกันเดือนนี้เลย” อันจิงพูดด้วยรอยยิ้มเต็มหน้า

เมื่อได้ยินคำตอบของอันจิง หนิวฟู่ก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก เขารู้สึกมีความสุขมาก

1 ตำลึงเงิน! นั่นคือเงิน 1 ตำลึงเงินเลยนะ จะไม่ให้เขามีความสุขได้อย่างไร สวรรค์ช่างเป็นใจให้ข้าจริงๆ

“ท่านหมออัน ถ้าแต่งภายในเดือนนี้ก็เหลือไม่กี่วันแล้ว ข้าจะเริ่มเตรียมการทุกอย่างตั้งแต่ตอนนี้เลย” หนิวฟู่เอ่ยด้วยความตื่นเต้นก่อนจะวิ่งออกไปจากโรงหมอ

เมื่อร่างของหนิวฟู่ลับตา อันจิงก็อดไม่ได้ที่จะพึมพำออกมาเบาๆ “ท่านลุงหนิวผู้นี้ช่างมีน้ำใจจริงๆ”

.

.

.

ปีเกิ่งจื่อ วันที่ 7 เดือน 7

วันนี้เป็นวันฤกษ์ดีเหมาะสำหรับการทำทานครั้งใหญ่ การบวงสรวง การแต่งงาน การเปิดกิจการแห่งใหม่แต่ไม่เหมาะกับการตรวจสุขภาพหรือย้ายบ้าน

ในวันนี้โรงหมอจีซื่อประดับประดาด้วยโคมไฟและผ้าแดง มันเต็มไปด้วยบรรยากาศแห่งการเฉลิมฉลอง

“ขบวนเจ้าสาวมาแล้ว! ขบวนเจ้าสาวมาแล้ว!”

“หมออันแต่งงานแล้วหรือนี่!”

“ข้าได้ยินมาว่าเจ้าสาวสวยมาก”

เสียงประทัดดังสนั่น เด็กๆต่างพากันวิ่งตามขบวนเจ้าสาวและเสียงประทัดอย่างสนุกสนาน ฝูงชนแน่นขนัดแต่ละคนต่างยืดคอมองดูขบวนเจ้าสาวอย่างสนใจ เสียงดอกไม้ไฟผสานกับเสียงประทัดทำให้เกิดเสียงอึกทึกคะเคล้ากับเสียงแสบแก้วหู

“ยินดีด้วยท่านหมออัน!”

“ยินดีกับท่านด้วย!”

“ขอให้ปีนี้ท่านมีบุตรชายตัวอ้วนกลมเร็วๆเล่า!”

“ใช่ๆ หากท่านจัดงานวันเกิดครบเดือนของบุตรชาย ข้าต้องมาแสดงความยินดีอีกเป็นแน่”

“ท่านหมออัน ท่านช่างน่าอิจฉาจริงๆที่ได้แต่งงานกับเจ้าสาวที่สวยงามขนาดนี้ ท่านต้องทำบุญมาดีแน่ๆ”

“นั่นสิ น่าอิจฉาจริงๆ”

อันจิงได้รับคำอวยพรอย่างล้นหลามจากแขกที่มาร่วมงาน โรงหมอจีซื่อมีชื่อเสียงมากในเมืองหยูหรืออาจจะทั่วมณฑลเจียงหนาน โดยเฉพาะกับกลุ่มคนยากไร้ อันจิงเป็นที่รู้จักในฐานะหมอที่ใจดีที่สุดในเมือง

“ทุกท่านไม่ต้องเกรงใจ เชิญทุกท่านดื่มกินให้เต็มที่”

อันจิงไม่สามารถซ่อนรอยยิ้มบนใบหน้าได้ เขายกแก้วสุราขึ้นดื่มอย่างครึ้มใจ งานเลี้ยงแต่งงานวันนี้ถูกจัดขึ้นทั้งหมด 18 โต๊ะ อาหารถูกนำมาจัดเรียงให้กับแขกที่มาร่วมงานไม่มีขาด อันจิงยุ่งกับการต้อนรับแขกและส่งแขกไม่มีพัก

“โอ้..นั่นท่านมือปราบหาน”

มือปราบหนุ่มในชุดทางการสีดำก้าวเข้ามาในงานเลี้ยงแต่งงานของอันจิง

“อันจิง ข้าแสดงความยินดีกับเจ้าด้วย” หานเหวินซินเอ่ยแสดงความยินดีกับอันจิง

‘หานเหวินซิน’ เป็นหนึ่งในมือปราบคนสำคัญของเมืองหยู เขาเป็นบุตรชายของ ‘หานจู’ ขุนนางกรมอาญาที่เกษียณอายุราชการออกไปแต่ยังคงมีเส้นสายในเมืองหยูเหนียวแน่นเช่นเดิม เมื่อรวมกับความสามารถของหานเหวินซินแล้ว ทำให้เขาเข้ารับตำแหน่งตั้งแต่อายุยังน้อยทั้งยังสร้างผลงานเด่นๆไว้จำนวนมาก เมื่อครั้งที่มีม้าหลายตัวในหน่วยของหานเหวินซินล้มป่วยจากโรคระบาด หมอหลายคนในเมืองต่างไร้วิธีรักษาแต่ก็เป็นอันจิงที่หาวิธีรักษาและช่วยชีวิตม้าพวกนั้นเอาไว้ได้ ตั้งแต่นั้นมาหานเหวินซินก็รู้สึกขอบคุณอันจิงและถืออีกฝ่ายเป็นสหายผู้น้องของตน

“พี่หาน มานั่งก่อน”

อันจิงหัวเราะเสียงร่า “สำหรับเรา ไม่ต้องทางการขนาดนั้นก็ได้” หานเหวินซินก็หัวเราะไปกับอันจิงก่อนจะนั่งเก้าอี้ข้างๆอันจิง

“พี่หานท่านต้องดื่มฉลองให้ข้าหนักๆหน่อยเล่า” อันจิงพูดพลางตบไหล่ของหานเหวินซินอย่างครึ้มใจ

“อ่า...หลังจากนี้เจ้ากับข้า คงหาเวลาไปดื่มด้วยกันยากแล้วกระมัง วันเวลาแห่งความไร้กังวลของเราคงหมดไปแล้ว ฮ่าฮ่าฮ่าๆๆ”

ในอดีตทั้งคู่มักจะหาเวลาว่างออกไปร่ำสุราฟังดนตรีกันเป็นประจำ ทำให้พวกเขาสนิทสนมกันมากขึ้น

“ดื่มรึ? อ่า..หลังจากนี้เราต้องไปดื่มเหล้ากันอีกด้วยหรือ? พี่หานท่านอย่าพูดเช่นนั้นสิ หลังแต่งงานข้าต้องเป็นสามีที่ดีคงไม่ไปสำมะเลเทเมาที่ไหนแล้วล่ะ” อันจิงเอ่ยพลางมองหานเหวินซินอย่างขมขู่ว่าห้ามชวนตนไปดื่มเหล้าที่ไหนเป็นอันขาด

หานเหวินซิน “…..” นี่มันเป็นการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วเกินไปแล้ว?

อันจิงตบไหล่ของหานเหวินซินแล้วเอ่ย “ พี่หาน ท่านก็อายุมากขึ้นทุกวัน ถึงเวลาคิดเรื่องแต่งงานได้แล้วล่ะ”

“ข้ารึ? ข้าไม่รีบ” หานเหวินซินรีบส่ายหน้าปฏิเสธก่อนจะนึกบางอย่างขึ้นได้ “อ้อ..ข้าได้ยินมาว่าเจ้าแต่งงานกับบุตรสาวขุนนางรึ?”

“ใช่” เมื่อได้ยินแบบนั้น อันจิงก็อดยิ้มออกมาไม่ได้ หานเหวินซินเองก็พึมพำออกมาเบาๆ “บุตรสาวขุนนางก็ย่อมตามมาด้วยสินสอดราคาแพง” เขาไม่เคยเห็นว่าสตรีผู้นี้หน้าตาเป็นอย่างไรแต่การแต่งงานกับบุตรสาวขุนนางอย่างไรก็ต้องใช้สินสอดจำนวนมากถึงจะเหมาะสมและสร้างความประทับใจให้กับครอบครัวอีกฝ่ายได้ นั่นหมายความว่าน้องชายอันอาจต้องใช้เงินที่หาได้มาทั้งชีวิตในการแต่งงานครั้งนี้

“ค่าสินสอดรึ?”

อันจิงมองไปที่หานเหวินซินเขม็ง “ไม่เอาน่าพี่หาน ท่านจะยึดติดสิ่งนอกกายมากเกินไปแล้ว”

สินสอดนับเป็นสิ่งใดได้ เงินและความมั่งคั่งก็เป็นเพียงของภายนอก พวกมันจะเทียบได้กับความรักที่แท้จริงได้อย่างไร

หานเหวินซินเลิกคิ้วและหัวเราะน้อยๆ “อันจิง เจ้าเข้าใจผิดแล้ว หานเหวินซินก็เป็นเพียงชายธรรมดาๆผู้หนึ่งเท่านั้น ข้าเองก็ปรารถนาเพียงความรักที่ไม่สนเรื่องฐานะเงินทองเช่นกัน”

ตอนก่อน

จบบทที่ ข้ามขั้นจากคนรักมาเป็นคนในครอบครัว

ตอนถัดไป