พระภิกษุหน้าผี
ภายในห้องหอ จ้าวชิงเหมยยังอยู่ในชุดแต่งงานสีแดง ผ้าคลุมเจ้าสาวยังคงปิดบังใบหน้าของนางเอาไว้
แอ๊ดดด...
ทันหยุนผลักประตูห้องหอก่อนจะเดินเข้าไปหาผู้เป็นนาย จ้าวชิงเหมยเอ่ยถาม “ทันหยุนได้ความว่าอย่างไรบ้าง”
“เจ้าคะ คนส่วนใหญ่ที่มางานในวันนี้ล้วนแต่เป็นเพื่อนบ้านและชาวบ้านที่สนิทสนมกับท่านเขยเท่านั้นเจ้าค่ะ”
“งั้นรึ” จ้าวชิงเหมยในชุดเจ้าสาวพูดด้วยน้ำเสียงสงบ
“คุณหนู ข้ายังสืบข่าวมาได้อีกอย่าง หัวหน้าสาขาเมืองหยูของพรรคเฉาต้องการที่ดินบนโรงหมอของท่านเขยเจ้าค่ะ เมื่อไม่กี่วันก่อนเขายังเข้ามาข่มขู่ท่านเขยอยู่เลย” น้ำเสียงของทันหยุนกดต่ำ “ที่วันนี้ท่านเขยอาจเข้าหอล่าช้าก็มีสาเหตุมากจากพรรคเฉาเจ้าค่ะ โชคดีที่วันนี้มีท่านมือปราบร่วมงานด้วย เรื่องทุกอย่างจึงผ่านไปได้ด้วยดี”
กล้าก่อเรื่องในวันแต่งงานของท่านประมุข? วันนี้คือวันพิเศษ เป็นโอกาสของความสุขครั้งหนึ่งในชีวิตและคนจากตระกูลหวังก็กล้าก่อเรื่องในวันนี้ หากไม่มีมือปราบเข้ามา ผลกระทบจะต้องขยายวงกว้างเป็นแน่ และการบังคับขายที่ดินหมายความว่าอย่างไร? มันไม่ใช่การบีบบังคับให้อีกฝ่ายหมดทางทำกินหรอกหรือ?
“วันนี้คือวันแห่งความสุข” จ้าวชิงเหมยกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ยิ่งไปกว่านั้น พรุ่งนี้จะเป็นวันที่สดใสและดวงอาทิตย์ส่องแสงจ้า”
จ้าวชิงเหมยชอบวันที่แดดจัดเพราะทำให้การฆ่ามีความรวดเร็วและคราบเลือดก็จะแห้งเร็วขึ้น
“รับทราบเจ้าค่ะ”
จ้าวชิงเหมยครุ่นคิดบางอย่างก่อนจะเอ่ยขึ้น “จากนี้ไป เจ้าก็ต้องระวังตัวให้ดี อย่าให้ท่านเขยและคนรอบข้างรู้ตัวตนที่แท้จริงของเจ้าได้”
จ้าวชิงเหมยฝึกทักษะ ‘มารหมื่นสวรรค์’ ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในชื่อวิชามารหมื่นรูปแบบเป็นทักษะการต่อสู้หมื่นวิธีที่แม้แต่ปรมาจารย์ระดับสูงก็ยังไม่สามารถแยะแยะได้ว่าวิชาของนางนั้นมีกลวิธีอย่างไร
ส่วนทันหยุนคือผู้ฝึกยุทธ์ในพรรคมารที่โดดเด่นในการอำพรางตนและการสะกดรอย หากนางเรียกใช้ทักษะนี้ก็ยากที่จะมีใครมองตามการเคลื่อนไหวหรือตามหาตัวนางเจอได้
.
.
.
พระจันทร์ส่องแสงนวลตา ดวงดาวก็เคลื่อนไหวอยู่บนท้องฟ้าเบาบาง แขกส่วนใหญ่ต่างแยกย้ายกันกลับไปจนหมด
“น้องหญิง ข้ามาแล้ว”
ในที่สุดอันจิงก็มาถึงประตูห้องหอ
แอ๊ดดดด...
เสียงเปิดประตูพร้อมกับร่างกำยำของเจ้าบ่าวที่เดินเข้าไปในหองหอ จ้าวชิงเหมยกำมือบนตักอย่างตื่นเต้น ลมหายใจของเธอดังแข่งความเงียบขึ้นมา
“ข้าจะเปิดผ้าคลุมของเจ้าก่อน”
อันจิงยิ้มก่อนจะเปิดผ้าคลุมเจ้าสาวด้วยคันชั่ง เมื่อผ้าคลุมร่วงลงก็ปรากฏใบหน้าบอบบางและงดงามของผู้เป็นเจ้าสาว ความงามล้ำของนางยิ่งเปล่งประกายเมื่อต้องกับแสงเทียน ริมฝีปากที่แต้มด้วยสีชาดยิ่งน่าดึงดูดให้คนผู้หนึ่งหลอมละลายได้ ตอนนี้แก้มขาวราวกับหยกของนางเริ่มแดงระเรื่อและดวงตาของนางก็ระยิบระยับราวกับหยดน้ำ ดวงตาคู่นี้กำลังจ้องอันจิงอย่างลึกซึ้ง
“ชิงเหมย”
อันจิงจับมือหยกของจ้าวชิงเหมย รู้สึกได้ถึงความอบอุ่นที่แผ่ออกจากมือบาง อันจิงไม่เคยคิดมาก่อนว่าเขาจะได้แต่งงานกับหญิงงามเช่นนี้ได้
จ้าวชิงเหมยรู้สึกหัวใจที่เต้นแรงจนแทบกระโดดออกจากร่าง กายของนางอ่อนเหลวอย่างคนไร้เรี่ยวร่าง นางค่อยๆโผเข้าสู่อ้อมกอดของอันจิง
“ชิงเหมย จากนี้ไปคงลำบากเจ้าแล้ว การเป็นฮูหยินของข้าอาจทำให้เจ้าลำบากกายไม่น้อย”
“ท่านพี่ พวกเราก็คงเหมือนกับชาถ้วยนั้น คราแรกอาจจะขมอยู่บ้างแต่เราไม่มีทางที่ขมไปตลอดชีวิตอย่างแน่นอน”
จ้าวชิงเหมยกล่าวน้ำเสียงอ่อนโยน ดวงตาที่เต็มไปด้วยความจริงใจก็สบกับอันจิงอย่างไม่ยอมถอย
“นั่นสินะ เราไม่มีทางขมไปตลอดชีวิต” อันจิงจ้องมองนาง สาบานในใจว่าจะปฏิบัติกับฮูหยินที่เข้าใจเขาผู้นี้ให้ดีไปตลอดชีวิต
“ฮูหยินของข้า”
“อ่า..”
“ถึงเวลาเข้าหอของเราแล้ว...”
จากนั้นเสียงครวญครางเบาๆก็ดังขึ้นพร้อมกับเสียงหอบกระเส่า จากนั้นเทียนก็ดับลง
.
.
.
เช้าวันรุ่งขึ้น
อันจิงลืมตาขึ้นช้าๆ แสงแดดอ่อนๆส่องผ่านหน้าต่างเข้ามา ม่านสีแดงยังคงส่งความอบอุ่นออกมา
“ท่านพี่ ตื่นแล้วหรือเจ้าคะ”
ตอนนั้นเองที่ประตูถูกเปิดออก จ้าวชิงเหมยเปลี่ยนจากชุดแต่งงานสีแดงของวานนี้เป็นชุดคลุมสีน้ำเงินอมเขียว ส่งให้นางดูมีเสน่ห์และสง่างามต่างออกไป นางสวมผ้ากันเปื้อนรอบเอว มีเหงื่อออกที่หน้าผากเล็กน้อย
“ข้าทำโจ๊กสมุนไพรตามสูตรที่ท่านพี่เขียนไว้มาให้ท่านด้วย ลองทานดูสิเจ้าคะ”
อันจิงอดหัวเราะระคนไปด้วยความซาบซึ้งไม่ได้ “ลำบากเจ้าแล้วน้องหญิง โจ๊กสมุนไพรนี้เป็นสูตรบำรุงกำลังแต่ข้าร่างกายแข็งแรงมากเลยนะน้องหญิง”
เมื่อพูดจบ อันจิงก็ลุกจากเตียง เขาลุกไปอาบน้ำและจัดการตัวเองให้เรียบร้อยโดยมีจ้าวชิงเหมยคอยช่วยอยู่ข้างๆ เมื่อเรียบร้อยแล้ว เขาก็มองไปที่โจ๊กสมุนไพรบนโต๊ะที่ส่งกลิ่นหอมอวลอวลออกมา เขาอิ่มเอมใจอย่างบอกไม่ถูก ได้แต่งภรรยาแบบนี้ คนเป็นสามีอย่างเขาจะอยากขออะไรเพิ่มอีก?
หลังจากทานโจ๊กสมุนไพรแล้ว อันจิงรู้สึกถึงความอบอุ่นที่ค้างอยู่ในร่างกายของเขา เขาแอบตกใจอยู่ลึกๆอาจเป็นได้ว่า‘บุปผามนุษย์’ได้ก่อตัวขึ้นในร่างกายของเขา ในการที่จะพัฒนาพลังยุทธ์ไปถึงระดับปรมาจารย์ได้จะต้องรวบรวมญาณดอกไม้ทั้งหมด 3 ดอกคือบุปผามนุษย์บุปผาปฐพีและบุปผาสวรรค์
การฝึกฝนของอันจิงหยุดชะงักมาครึ่งปีแล้วและบุปผามนุษย์ก็ยังไม่ก่อตัวขึ้นในร่างของเขา ตอนนี้ดูเหมือนกำแพงที่ขัดขวางการเกิดญาณบุปผาจะถูกทำลายลงแล้ว ตอนนี้เขาเพียงต้องรวบรวมบุปผาปฐพีและบุปผาสวรรค์ เมื่อทั้งสามดอกไม้รวมตัวกันได้สำเร็จ เขาก็จะเลื่อนขั้นเข้าสู่ระดับปรมาจารย์ได้
นี่เป็นเรื่องน่าเหลือเชื่อ หลังจากผ่านไปหนึ่งคืน เขาก็สามารถปลุกบุปผามนุษย์ให้ตื่นในร่างกายเขาได้
“รสชาติเป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ” จ้าวชิงเหมยถามด้วยความกังวล
“อร่อยมาก” อันจิงยิ้ม “ไม่ว่าฮูหยินของข้าจะทำอะไร ข้าก็ชอบทุกอย่างที่เจ้าทำ”
“ดีเลย ถ้าท่านพี่ชอบ ข้าก็จะทำมันให้ท่านทานทุกวัน” จ้าวชิงเหมยถอนหายใจด้วยความโล่งอก ดวงตาของนางเต็มไปด้วยความสุข
“น้องหญิง วันนี้ข้าจะออกไปร้านสมุนไพร โรงหมอของเรายังขาดสมุนไพรส่วนหนึ่ง ข้าจะไปถามรายละเอียดเกี่ยวกับสมุนไพรที่จะซื้อเพิ่มด้วย”
“ตกลง ท่านพี่ไปทำงานเถิดเจ้าค่ะ”
เมื่อเห็นอันจิงออกไป ทันหยุนก็อดไม่ได้ที่จะพูดขึ้น “คุณหนู ไม่รับสาวใช้เพิ่มหน่อยหรือเจ้าคะ ตื่นตั้งแต่ยามเหม่า*มาทำโจ๊กทุกวันจะเหนื่อยไปนะเจ้าคะ”
มือของท่านประมุขมีแต่เปื้อนเลือด เมื่อไหร่กันที่มือของท่านประมุขถูกใช้เพื่อทำโจ๊กให้ใครสักคน
“เจ้าทำหน้าที่ของตัวเองก็พอ” นั่นทำให้ทันหยุนไม่พูดสิ่งใดต่อ
จ้าวชิงเหมยเหมือนนึกอะไรขึ้นได้ รอยยิ้มปรากฏที่มุมปากของนางเมื่อเอ่ย “ไว้ค่อยไปตลาด ซื้อเนื้อ เครื่องปรุงและผักเพิ่มอีกสักหน่อย ข้าต้องเตรียมอาหารกลางวันและอาหารเย็นดีๆไว้รอท่านพี่”
“อ่า..เจ้าค่ะ”
ทันหยุนถอนหายใจอย่างช่วยไม่ได้
.
.
.
ณ เรือนสีชาด ย่านโคมแดง
“คุณชายหวัง ดื่มอีกสักแก้วเถิดเจ้าค่ะ”
“คุณชายหวัง เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นที่ยอดเขาหยูหลินให้เราฟังหน่อยสิเจ้าคะ วันนั้นมีผู้ฝึกยุทธ์ระดับ 3 ปรากฏตัวขึ้นจริงๆหรือ?”
“พวกมารเหล่านั้นถูกขังอยู่ในคุกหลวงจริงหรือเจ้าคะ?”
ในห้องส่วนตัวที่ถูกประดับตกแต่งด้วยของแปลกตา ใบหน้าของหวังจื้อผิงแดงก่ำ ล้อมรอบไปด้วยสาวงามนับสิบคน
“ข้าบอกเจ้าได้เลย ตอนนี้ข้ากำลังฝึกยุทธ์ที่สำนักฝึกหัดที่มีชื่อเสียงที่สุดในเขตเจียงหนาน ตอนนี้ข้าอยู่ในระดับ 7 แล้วแต่ด้วยพรสรรค์และการชี้แนะของท่านลุงข้า ข้ามีโอกาสที่จะพัฒนาจนถึงระดับ 5 หรือระดับ 4ในอนาคตได้” หวังจื้อผิงคุยโวเสียงดัง
“ระดับ 4 !”
เสียงอุทานแสดงความประหลาดใจดังขึ้นรอบๆตัวเขา ในยุทธภพถ้าพูดถึงระดับสี่ก็นับว่าเป็นระดับปรมาจารย์แล้ว ในระดับนี้สามารถเข้ารับตำแหน่งรองหัวหน้าพรรคได้เลยด้วยซ้ำ
“ไม่มีทางเป็นไปได้”
ตอนนั้นเองที่มีเสียงแหลมเล็กผสมกับความเย็นชาดังขึ้น
“ใคร!?”
หวังจื้อผิงเริ่มตื่นตัว
“ไม่สำคัญว่าข้าเป็นใคร แต่สำคัญว่าเจ้าเป็นใครต่างหาก”
นอกประตู ปรากฏร่างพระภิกษุรูปร่างอ้วนท้วนยืนกอดอกส่งยิ้มมาให้เขา ใบหน้าของเขาดูน่ากลัวราวกับภูตผี หากคนที่ท่องอยู่ในยุทธภพย่อมทราบดีว่ามีคน 4 ประเภทที่พวกเขาต้องระมัดระวังคือผู้หญิง เด็ก พระภิกษุและนักบวชเต๋า
“เจ้าเป็นใคร เราไม่เคยมีความแค้นต่อ---!”
หวังจื้อผิงสูดหายใจเข้าลึก มือของเขาเคลื่อนไปที่เอวของตน
“ฉึก!”
“ฉึก!”
ก่อนที่เขาจะพูดจบก็ถูกหญิงงามรอบๆตัวจ้วงแทงเขาด้วยกริชสั้นอย่างกะทันหัน
“เจ้า...เจ้า...” หวังจื้อผิงมองดูสาวงามที่พูดยกยอเขาเมื่อครู่ด้วยความเหลือเชื่อก่อนที่ร่างของเขาจะค่อยๆล้มลงพื้น
“ท่านผู้คุมกฎ ทำไมต้องมาที่นี่ด้วยตัวเองล่ะเจ้าคะ เจ้าอ่อนหัดนี่แค่ระดับ 7 เท่านั้น คงไม่รบกวนถึงมือท่านหรอกเจ้าค่ะ”
หญิงงามนางหนึ่งเช็ดเลือดออกจากใบหน้าและหันไปพูดกับพระภิกษุด้วยความเคารพ หวังจื้อผิงอาจไม่รู้จักตัวตนของพระชรารูปนี้แต่นางย่อมรู้จักดี เขาเป็น 1 ใน 4 ของผู้คุมกฎพรรคมารซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นถึงเจ้าอาวาสของวัดไป่หม่าแห่งพรรคเหลียนฮวา หลังจากทรยศต่อวัดไป่หม่า เขาก็เข้าร่วมพรรคมารจนมีชื่อเสียงฉ่าวโฉ่ทั่วยุทธภพ
เมื่อ 30 ปีก่อน เขาได้สังหารชาวบ้าน ‘หมู่บ้านดาบซ่อนเงา’ สังหารผู้คนไป 327 คนไม่เว้นแม้กระทั่งเด็กทารก
เมื่อ 13 ปีก่อน เขาโจมตี‘เผ่าอู๋หลัว’ ชนเผ่าทุ่งหญ้าที่อาศัยอยู่ทางตอนเหนือในยามกลางคืน เขาสังหารผู้ฝึกยุทธ์ระดับ 3 และ 4 เป็นจำนวนมาก แม้กระทั่งผู้ฝึกยุทธ์ระดับ 2 ก็ไม่พ้นถูกเขาฆ่าเช่นกัน นั่นทำให้ชื่อเสียงของเขาโด่งดังขึ้นมาและขนานนามเขาว่า ‘พระภิกษุหน้าผี’
วีรกรรมของเขามีมากมายจนนับไม่ถ้วนและเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง
ในพรรคมาร การให้พวกเขาลงมือฆ่าล้างตระกูลเป็นไปได้ยาก ในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านเกิดขึ้นเพียง 2-3 ครั้งและส่วนใหญ่เป็นการล้างแค้นที่คนพวกนั้นโยนความผิดให้กับพรรคมาร
ตระกูลหวังทำสิ่งใดลงไปถึงทำให้พระภิกษุหน้าผีออกโรงมาจัดการด้วยตัวเอง?
“ภายใต้กฎของพรรค อย่าถามเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกับตัวเอง” พระภิกษุหน้าผีกล่าวอย่างเฉยชา “ให้รู้เพียงว่าตระกูลหวังต้องถูกกำจัด”
“ข้าน้อยเข้าใจแล้วเจ้าค่ะ”
หญิงงามตัวสั่นด้วยความกลัว นางก้มหัวลงอย่างคนสำนักผิด การล่วงเกินพรรคมารจนถูกอีกฝ่ายเล่นงานโดยการฆ่าล้างตระกูลเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยาก โดยปกติแล้วพรรคมารจะลงมือเมื่อคนผู้นั้นหรือตระกูลนั้นทำผิดอย่างไม่น่าให้อภัยเท่านั้น
เขาเหลือบมองร่างสั่นเทิ้มบนพื้นก่อนจะออกจากห้อง เขาเดินลงบันไดช้าๆ เรือนสีชาดยังคงคึกคัก มีเสียงพูดคุยและเสียงหัวเราะดังออกมาไม่ขาดสาย ไม่มีใครรู้ว่าหวังจื้อผิงเสียชีวิตในห้องส่วนตัวไปแล้ว
พระภิกษุหน้าผีเดินผ่านเรือนสีชาดออกมา ในย่านโคมแดงยังมีผู้คนเดินขวักไขว่ เสียงเมามาย เสียงพูดคุยอย่างสนุกสานยังดังอยู่รอบข้าง เหตุการณ์ทุกอย่างปกติราวกับไม่มีมีใครเห็นเขา นี่คือวิชาไร้รูปที่เป็นเคล็ดวิชาเด็ดของเขา
ตอนนั้นเองที่เขาสัมผัสได้ถึงสายตาเย็นเฉียบที่กำลังมองมาที่เขา
“นี่มัน...”
พระภิกษุหน้าผีรู้สึกถึงความหนาวเย็นที่แล่นจากปลายเท้าจนถึงศีรษะ ความรู้สึกที่คล้ายกับเดินอยู่บนคมดาบ เขาจะรู้สึกแบบนี้เมื่อเผชิญหน้ากับหัวหน้าพรรคมารหรือผู้คุมกฎคนอื่นๆในพรรคเท่านั้น
เขาหันไปมองตามทิศทางที่เขารู้สึก ก็ทันเห็นชายเสื้อสีดำที่หายเข้าไปในเรือนสีชาด
ปรมาจารย์!
มันเป็นระดับปรมาจารย์ที่ไม่มีใครเทียบได้! พระภิกษุหน้าผีขมวดคิ้วมุ่น หัวใจของเขาเต้นระรัว
วิชาไร้รูป คนธรรมดาไม่สามารถมองเห็นเขาได้แต่คนผู้นั้นกลับสามารถมองทะลุมายังร่างของเขาได้อย่างง่ายดาย คนผู้นั้นต้องเป็นผู้ที่มีตาทิพย์โดยกำเนิดหรือเป็นระดับปรมาจารย์ที่มีฝีมือโดดเด่น
“ข้าไม่คิดมาก่อนว่าเมืองหยูจะมีผู้ฝึกยุทธ์ระดับปรมาจารย์ได้ ข้าต้องรายงานเรื่องนี้ให้ท่านประมุขทราบ”
*ยามเหม่า ตั้งแต่ 05.00น-06.59.น.**