เจ้ารู้มากเกินไป
ย่างเข้าสู่ช่วงบ่าย เสียงจักจั่นร้องระงมตั้งแต่หัววัน เคล้ากับบรรยากาศอันเงียบสงบ แสงแดดจ้ากระจายไปทั่วผืนฟ้าราวกับสีทองคำที่หลอมละลาย มันส่องกระทบกับผืนแม่น้ำหยูเป็นประกายระยิบระยับ
“อ่า..ข้าคงดื่มยาชูกำลังมากไปหน่อย ไหนจะหักโหมเข้าหอมากไป ร่างกายถึงได้รู้สึกอิดโรยเช่นนี้..”
อันจิงมองใบหน้าซีดเซียวของเขาในกระจกเงาพลางกำชับกับตัวเอง “ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ข้าต้องรู้จักอดกลั้นมากกว่านี้!”
“ท่านพี่กำลังพูดอะไรหรือเจ้าคะ?”
ตอนนั้นเองที่จ้าวชิงเหมยเดินเข้ามาในร้านพร้อมกับถ้วยน้ำแกงในมือ นางมองอันจิงที่กำลังพูดกับกระจกด้วยท่าทางสงสัย
“ไม่มีอะไรหรอก ข้าแค่บ่นว่าวันนี้อากาศร้อนเกินไป ว่าแต่..น้องหญิง เจ้าทำงานหนักเกินไปหรือไม่”
“ท่านพี่ นี่น้ำแกงถั่วเจ้าคะ ข้าเพิ่งทำเสร็จใหม่ๆ ยังร้อนๆอยู่เลย ลองชิมดูสิเจ้าคะ”
“น้องหญิง เจ้าจะหักโหมเกินไปแล้ว”
อันจิงรับน้ำแกงถั่วมาดื่มด้วยรอยยิ้มมีความสุข จนลืมไปว่าเมื่อครู่ตัวเองตั้งปณิธานอะไรเอาไว้
“ข้าใส่สมุนไพรบางตัวลงไปด้วยนะเจ้าคะ” ดวงตาของจ้าวชิงเหมยเป็นประกายเจ้าเล่ห์เล็กน้อย
“สมุนไพร?” อันจิงรู้สึกตกใจเล็กน้อย หรือจะเป็นสมุนไพรตัวเดียวกับที่เขาใช้แช่เหล้า?
จ้าวชิงเหมยพูดต่อ “น้ำแกงถ้วยนี้ข้าตั้งใจทำให้ท่านพี่เป็นพิเศษ ส่วนน้ำแกงหม้อใหญ่ข้าจะตั้งไว้นอกร้านให้ผู้คนที่เดินผ่านไปมาได้ดื่มคลายร้อนนะเจ้าคะ”
อันจิงได้ยินเช่นนั้นก็ได้แต่ชื่นชมผู้เป็นภรรยาในใจ ‘ฮูหยินของข้าไม่เพียงแต่อ่อนโยนและมีกิริยางดงามเท่านั้น นางยังใจดีมีเมตตาอีกด้วย จริงอย่างที่หานเหวินซินว่าการได้แต่งภรรยาเช่นนี้เป็นโชคดีของข้าแล้ว’
“ท่านพี่เจ้าคะ ข้าได้ยินมาว่าวันนี้คณะละครสวนดอกท้อจะเปิดทำการแสดง พวกเขาโด่งดังมากเลยนะเจ้าคะ”
ทันหยุนในสภาพง่วงซึมก็ถือหม้อน้ำแกงใบใหญ่ออกมาจากครัวพอดี
“คณะละคร?”
อันจิงรู้สึกสับสนเล็กน้อย เขาไม่เคยได้ยินมาก่อนว่าจ้าวชิงเหมยจะชอบดูละครงิ้วมาก่อน ส่วนทันหยุนที่ได้ยินเช่นนั้นก็ตาสว่าง กลายเป็นกระตือรือร้น ดวงตากลมโตของนางจ้องไปที่อันจิง “นายท่านไม่เคยฟังละครงิ้วหรือเจ้าคะ?”
“ข้าต้องเคยฟังสิ อันที่จริงข้าร้องได้ด้วยซ้ำแต่อาจจะไม่ได้กี่ประโยค ข้าจะลองร้องให้ฟัง..”
อันจิงที่นึกสนุกอยากแสดงความสามารถของตนกระแอมเบาๆให้ชุ่มคอ จ้าวชิงเหมยก็เริ่มอยากดูแล้วเช่นกัน
“นายท่าน เอาจริงหรือเจ้าคะ?” ทันหยุนเอ่ยอย่างเหลือเชื่อว่าผู้เป็นนายจะแสดงงิ้วให้พวกนางดู อีกฝ่ายไม่ได้ตอบอะไรกลับไปเพียงพับแขนเสื้อขึ้นและก้าวไปข้างหน้าทีละก้าวๆ
“อู๋จี้ เจ้า..เสียใจหรือไม่” เสียงไพเราะก้องกังวานร้องเล่าเรื่องขึ้น ขณะที่อันจิงหันหลังกลับด้วยท่าทางสง่างามที่ยากจะเทียบได้ ชายเสื้อของเขาปลิวไสวไปกับสายลมที่พัดเข้ามา ประกายตาแวววาวก็ปรากฏชัดในดวงตาของเขา
“ข้ายินดีที่จะติดตามพระองค์”
“ไม่ว่าจะอยู่หรือตาย”
“ข้าก็ไม่นึกเสียใจ”
เมื่อเขาร้องจบ ทั้งห้องโถงก็เงียบลง จ้าวชิงเหมยจดจ่อกับสามประโยคสุดท้ายของเขาอย่างตั้งใจ นางซาบซึ้งกับประโยคนี้ นางเห็นภาพของหญิงสาวผู้โศกเศร้าที่มองฮ่องเต้ผู้เป็นที่รักด้วยสายตาแน่วแน่ จากนั้นก็ชักมีดสั้นออกมาและเชือดคอตนเอง ราวกับเห็นเลือดพุ่งออกจากลำคอของหญิงสาวผู้นั้น
ทันหยุนก็ขนลุกซู่เช่นกัน นางสะเทือนใจกับโศกนาฏกรรมนั้น
“เป็นอย่างไรบ้าง ข้าแสดงได้ดีหรือเปล่า?” อันจิงยิ้ม “คนในครอบครัวของข้าชอบละครเรื่องนี้มาก ข้าเลยได้ฝีกร้อง”
“อ่า..แสดงได้ค่อนข้างดีเจ้าค่ะ” ทันหยุนกลับมามีสติอีกครั้ง นางมองไปรอบๆและพูดต่อ “แต่ก็ยังด้อยกว่านักแสดงคณะสวนดอกท้ออยู่เจ้าค่ะ”
ทันหยุนรู้สึกสับสนเล็กน้อย ท่านเขยไม่ใช่นักแสดงมืออาชีพ เขาจะร้องหรือแสดงได้ดีกว่านักแสดงมืออาชีพได้อย่างไร ไม่ได้สิ? ถือว่านางชมท่านเขยได้ดีแล้ว
“ท่านพี่ หากข้ากลับมาแล้ว ท่านช่วยแสดงให้ข้าดูจนจบได้หรือเปล่าเจ้าคะ” จ้าวชิงเหมยเอ่ยขอร้องอย่างอ่อนโยน
“ได้สิ พวกเจ้ารีบไปดูละครงิ้วกันก่อนเถิด” อันจิงตอบรับพร้อมรอยยิ้ม
หลังจากนั้นจ้าวชิงเหมยและทันหยุนก็จัดโต๊ะวางหม้อน้ำแกงไว้หน้าร้าน จัดเสื้อผ้าบนตัวจนอยู่ในสภาพเรียบร้อยก็มุ่งหน้าไปดูคณะละครสวนดอกท้อทางทิศตะวันตกของเมือง ทิ้งอันจิงไว้ที่ร้านเพียงลำพัง
“อืม..คงไม่มีคนหรอกกระมัง ข้าไปฟังเรื่องเล่าที่ร้านน้ำชาข้างๆดีกว่า” พูดจบก็เดินไปหยิบเก้าอี้ตัวเล็กและมุ่งหน้าไปที่ร้านน้ำชาต้าถง
“อ้าว..ท่านหมออัน วันนี้ได้แต่ดื่มชาเท่านั้นนะขอรับ วันนี้ไม่มีการเล่าเรื่อง” เสี่ยวเอ้อร้านน้ำชาต้าถงเมื่อเห็นอันจิงก็เอ่ยทัก
“เกิดอะไรขึ้นรึ?” อันจิงถามด้วยความสงสัย
“ก็ท่านโจวสิขอรับ เมื่อเช้านี้ข้าไปตามเขาถึงบ้านก็เห็นว่านอนป่วยอยู่ ดูท่าจะไข้หนักอยู่ขอรับ” เสี่ยวเอ้อเอ่ยตอบเสียดายแทนที่วันนี้อันจิงไม่ได้ฟังเรื่องเล่า
“เช่นนั้นหรือ น่าเสียดายจัง อย่างนั้นก็ให้เขานอนพักผ่อนเถอะ ”
อันจิงถอนหายใจและหิ้วเก้าอี้กลับโรงหมอโดยไม่เลือกดื่มน้ำชาเช่นกัน เมื่อมาถึงร้านเขาก็นึกบางอย่างขึ้นได้
“เหมือนเมื่อคืนนี้ระบบจะมีการแจ้งเตือนบางอย่าง ตอนนั้นข้าไม่มีเวลาตรวจดูด้วยสิ..” เพียงแค่เอ่ยขึ้นจิตใต้สำนึกของเขาก็มีการเคลื่อนไหว เป็นระบบที่กำลังเปิดหน้ากระดาษ
[การฝึกยุทธ์ : ระดับ 1]
[โชคชะตา : แสงดาวมงคล]
[รากวิญญาณ : อัจฉริยะโดยกำเนิด]
[พลังการต่อสู้ : ทักษะการดึงดาบ ทักษะดาบซ่อนเร้น ทักษะการควบคุมดาบไร้ทิศทาง ทักษะดาบเก้าอักขระ ทักษะเก้าสวรรค์กายทะยาน พลังควบคุมจิตวิญญาณ ทักษะซ่อนพลังชี่]
[คำเตือนที่หนึ่ง : ชะตาชีวิตของโฮสต์ยังไม่เป็นหนึ่งเดียวกับโลกนี้ (เหลืออีก 1 ปี) อย่าให้ใครรู้ตัวตนของโฮสต์ขณะที่ใช้พลัง มิฉะนั้นจะได้รับโชคชะตาสีดำทันที]
[คำเตือนที่สอง : มีบุคคลหนึ่งที่สามารถทำนายความลับสวรรค์ได้ เขาถูกขังอยู่ในคุกใต้ดินเมืองหยู เขาสามารถบอกตำแหน่งของหินใบโพธิ์*ได้ หากสำเร็จโฮสต์จะได้รับโชคชะตาสีเหลือง]
“คุกใต้ดิน? หินใบโพธิ์?”
อันจิงครุ่นคิด ตามที่ระบบแจ้งเขาไว้ ของรางวัลที่เรียกว่าโชคชะตาจะแบ่งเป็นสีซึ่งเรียงจากระดับต่ำสุดไปสูงสุด โดยเรียงจากสีแดง สีส้ม สีเหลือง สีเขียว สีน้ำเงินและสีม่วง การได้รับโชคชะตาสีเหลืองก็ยังอยู่ในระดับกลางๆ ไม่ต่ำหรือสูงเกินไป
ครั้งล่าสุดที่เขาได้รับโชคชะตาสีเขียว มันทำให้ร่างกายของเขาได้รับบุปผามนุษย์โดยตรง ช่วยให้เขาประหยัดเวลาในการฝึกฝนอันหนักหน่วงไปได้หลายสิบปี แม้ว่าเขาจะรู้สึกว่าโชคชะตาสีเขียวจะไม่ใช่เรื่องง่ายๆนักแต่ของรางวัลค่อนข้างคุ้มค่า ครั้งนี้โชคชะตาสีเหลืองเกี่ยวข้องกับหินใบโพธิ์ซึ่งประสบการณ์ที่ผ่านๆมา ของรางวัลที่มาพร้อมกับโชคชะตาสีเหลืองล้วนเป็นทักษะระดับสูง
ทักษะการต่อสู้แบ่งออกเป็นสามระดับโดยเรียงจากต่ำไปสูงคือระดับสาม ระดับสองและระดับหนึ่งและยังมีระดับขั้นที่สูงกว่าทั้งสามระดับได้แก่‘ทักษะการต่อสู้ซวนหวู่’ ‘ทักษะการต่อสู้สัจจริง’และ‘ทักษะการต่อสู้เคล็ดลับสวรรค์’
ทักษะการดึงดาบ ทักษะดาบซ่อนเร้น ทักษะการควบคุมดาบไร้ทิศทาง เป็นส่วนหนึ่งของทักษะการต่อสู้สัจจริง รวมถึงพลังควบคุมจิตวิญญาณก็อยู่ในระดับการต่อสู้สัจจริงเช่นกัน
ทักษะการต่อสู้สัจจริงถือว่าอยู่ในระดับสูงสุดของยุทธภพ การปรากฏตัวของพวกมันจะนำไปสู่ความวุ่นวายได้ โดยทักษะการควบคุมดาบไร้ทิศทางและพลังควบคุมจิตวิญญาณ อันจิงได้รับรางวัลมาจากโชคชะตาสีเหลือง สิ่งนี้จึงบ่งบอกได้ว่าหินใบโพธิ์คือสมบัติในระดับการต่อสู้สัจจริงซึ่งอาจช่วยให้เขาพัฒนาทักษะการฝึกฝนของเขาได้
อันจิงหยิบไม้ปัดฝุ่นขึ้นมาทำความสะอาดรอบๆร้าน ในขณะนั้นเองที่มีแมลงสาบตัวหนึ่งคลานออกมาจากมุมหนึ่งของร้าน อันจิงเหลือบเห็นพอดีจึงวางไม้ปัดฝุ่นลง เขาเกิดความคิดอยากระบายความรู้สึกออกไป
“ด้วยพลังของข้า แน่นอนว่าการลอบเข้าในคุกใต้ดินย่อมทำได้ง่ายๆแต่หานเหวินซินเพิ่งบอกว่ามีคนจากหน่วยซวนยี่เข้ามาในเมืองหยู นั่นย่อมเป็นภัยคุกคามสำหรับข้า พวกเขาคือมือปราบป้ายทอง”
“กว่าจะฝึกฝนมือปราบป้ายทองให้มีพลังยุทธ์ในระดับ 2 ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ หากข้าลงมือปะทะพวกเขาจนพลั้งมือฆ่าพวกเขาไป ต้องเป็นเรื่องใหญ่แน่ มันจะดึงให้หน่วยซวนยี่เข้ามาในเมืองหยูเพิ่มขึ้น ดังนั้นการที่ข้าจะลอบเข้าไปในคุกใต้ดิน ข้าจะต้องเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ หลีกเลี่ยงการปะทะให้ได้มากที่สุด”
“ชะตาชีวิตของข้าจะเป็นหนึ่งเดียวกับโลกใบนี้ได้อย่างสมบูรณ์ก็เหลือเวลาอีก 1 ปี ดังนั้นข้าไม่สามารถพลาดได้”
“การได้แต่งภรรยาที่งดงามและอ่อนโยนเช่นนี้ การได้ใช้ชีวิตที่เรียบง่ายและมีความสุข นับเป็นบุญของข้าที่ได้สะสมมาตั้งแต่ชาติปางก่อน”
“ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ข้าจะต้องปกป้องนางเอาไว้ ดังนั้นข้าจะไม่ยอมเปิดเผยพลังของข้าออกไปก่อนจะเป็นหนึ่งเดียวกับโลกใบนี้โดยสมบูรณ์ แต่การเพิ่มความแข็งแกร่งของข้าก็ยังสำคัญเช่นกัน”
“นี่คือความลับของข้าที่ต้องเก็บเอาไว้ในใจตลอด การได้ระบายออกมาเช่นนี้ทำให้ข้ารู้สึกสบายใจขึ้น”
ตั้งแต่ได้รับรู้คำสั่งของระบบ เขาก็ไม่เคยเปิดเผยความแข็งแกร่งของตัวเองให้ใครรู้ รวมถึงไม่เคยระบายความคิดที่อยู่ลึกๆในใจของเขาออกไปด้วย การเก็บความลับไว้คนเดียวเป็นภาระที่หนักอึ้งยิ่งนัก
อันจิงถอนหายใจยาว เขารู้สึกโล่งใจขึ้นเล็กน้อย จากนั้นก็เหยียบแมลงสาบผู้โชคร้ายจนร่างของมันแบนไปกับพื้น
“ขอโทษนะเจ้าแมลงสาบ เป็นเพราะเจ้ารู้มากเกินไป”
**หินใบโพธ์ เป็นเครื่องรางที่ช่วยขจัดหายนะ และอุปสรรคต่าง ๆ ช่วยเปลี่ยนเคราะห์ร้ายให้กลายเป็นดี และเสริมความมีเมตตาจิต ให้กับผู้สวมใส่ เป็นหินที่ช่วยให้ประสบผลสำเร็จ ตามความหวังที่ตั้งไว้ ป้องกันความล้มเหลว และช่วยให้บรรลุถึงจุดหมาย