คุกใต้ดินในเมืองหยู
โรงละครสวนดอกท้อ เมืองหยู
โรงละครสวนดอกท้อเป็นหนึ่งในสามของโรงละครที่มีชื่อเสียงที่สุดในเมืองหยู เป็นตัวอาคารสองชั้นหันหน้าไปทางทิศตะวันออกและตะวันตก มีระเบียงทางเดินในตัวอาคารที่มุงหลังคาเอาไว้ทางทิศเหนือและทิศใต้ เปิดเป็นลานกว้างตรงกลางด้านล่าง ทำให้ผู้ชมสามารถนั่งชมการแสดงได้จากทั้งชั้นหนึ่งและชั้นสอง
ทางทิศตะวันตกมีซุ้มประตูโค้งขนาดใหญ่และทำจากไม้เก่าแก่ ให้ความรู้สึกทรงพลังและสง่างาม เมื่อเดินเข้าไปในตัวโรงละครจะเห็นพื้นสีเทาและเสาสีแดงที่สลักลวดลายงดงามตระการตา
ในขณะนั้นเสียงหวีดแหลมก็ดังขึ้นทั่วโรงละครสวนดอกท้อ มันเป็นเสียงแหลมอันทรงพลังแต่ไพเราะ มันสะท้อนไปทั่วบริเวณ จากนั้นเสียงกลองก็ดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง
เมื่อได้ยินเนื้อเพลงที่เต็มไปด้วยความเศร้าโศกและคร่ำครวญผู้ชมด้านล่างก็ปรบมือสลับกับเสียงโห่ร้องชอบใจเป็นระยะ
จ้างชิงเหมยในชุดคลุมสีขาวธรรมดานั่งอยู่ตรงมุมอับสายตาผู้คนบนชั้นสอง นางชมการแสดงที่อยู่ด้านล่างด้วยสีหน้าของสงบนิ่งราวกับสายน้ำ
“ท่านประมุข”
หลังจากนั้นไม่นาน พระภิกษุหน้าผีก็ปรากฏตัวทางด้านหลังของนาง
“ได้เรื่องอย่างไรบ้าง” จ้างชิงเหมยยกถ้วยชาขึ้นจิบเล็กน้อยเมื่อเอ่ยถาม
“ขออภัยท่านประมุข ข้ามันไร้ความสามารถ ข้าไม่พบข้อมูลเกี่ยวกับคนผู้นี้เลยขอรับ” พระภิกษุหน้าผีโค้งคำนับและกล่าวขออภัยเสียงสั่น
ทันหยุนขมวดคิ้วมุ่นเอ่ยว่า “ข้าคิดว่าคนผู้นี้คงไม่ได้อาศัยอยู่ในเมืองหยูเป็นหลักหรือไม่ก็อาจเดินทางออกจากเมืองไปแล้ว ไม่มีทางที่คนจากเครือข่ายมนุษย์จะหาข่าวของคนผู้นี้ไม่ได้”
ว่ากันกันว่าเครือข่ายมนุษย์ของพรรคมารเป็นคู่แข่งกับหน่วยข่าวกรองของแค้วนซึ่งขึ้นตรงกับฮ่องเต้ การสืบหาข้อมูลของผู้ฝึกยุทธ์ระดับ 2 ไม่ใช่เรื่องยากเว้นแต่คนผู้นั้นจะมาจากราชวงศ์หรือกองกำลังชั้นนำอื่นๆที่เกินขอบเขตของยุทธภพ
ผู้ฝึกยุทธ์ที่แม้แต่เครือข่ายมนุษย์ไม่สามารถหาข้อมูลได้ ตัวตนของคนผู้นั้นเป็นใครกันแน่?
จ้าวชิงเหมยเอ่ยเสียงเรียบ “หากสืบข่าวไม่ได้ก็ถอนกำลังออกมา อย่าเสียกำลังคนและทรัพยากรไปมากกว่านี้ แล้วข่าวอื่นที่ข้าให้ท่านสืบล่ะ ได้เรื่องอย่างไรบ้าง”
พระภิกษุหน้าผีตอบเสียงหนักแน่น “ได้เรื่องขอรับและข้ายังพบข้อมูลอื่นอีกด้วย”
นิ้วหยกของจ้าวชิงเหมยเคาะลงบนโต๊ะเป็นจังหวะช้าๆโดยไม่ได้พูดสิ่งใด ทำให้พระภิกษุหน้าผีรีบกล่าวรายงาน
“เจียงซานเจียถูกคุมขังไว้ในคุกใต้ดินเมืองหยูขอรับ” ‘เจียงซานเจีย’คือ‘เทพยากรณ์’คนสำคัญของยุทธภพ การทำนายของเขาน้อยครั้งที่จะเกิดข้อผิดพลาด
“ผู้พิพากษาเมืองหยูไม่น่าจะมีความสามารถขนาดนั้น”
“สมกับที่เป็นท่าน..ท่านประมุข เจียงซานเจียถูกจับกุมจากการร่วมมือของ‘หลิวฮ่าวผิง’ หัวหน้าสาขาเมืองหยูอีกคนของพรรคเฉาและผู้พิพากษาประจำศาลเมืองหยูขอรับ คาดว่าผู้ที่อยู่เบื้องหลังจะเป็นพรรคเฉา”
“พรรคเฉา?” ท่าทางของจ้าวชิงเหมยราวกับน้ำในทะเลสาบ ทั้งสงบนิ่งและเยือกเย็น
พระภิกษุหน้าผีกล่าวรายงานต่อด้วยน้ำเสียงที่กดต่ำลง “ตั้งแต่ยึดครองพรรค‘นูจิ้ง’ได้สำเร็จ อิทธิพลของพรรคเฉาก็ขยายเป็นวงกว้างไปทั่วมณฑลเจียงหนาน ถนนจินหลิง ถนนเจียงตงและแม้แต่พื้นที่ที่อยู่ไกลออกไป จำนวนสมาชิกพรรคของพวกเขาก็เพิ่มขึ้นเรือนแสน ทั้งยังมีผู้ฝึกยุทธ์ระดับ 2เพิ่มขึ้นเช่นสามอสูรจากภูเขาตะวันตกและอินทรีผยองแห่งภูเขาชาง ในช่วงเวลาสั้นๆ อำนาจของพวกเขาพุ่งสูงขึ้นทำให้พวกเขาขึ้นมาเป็น 1 ใน5พรรคชั้นนำ เมื่อรวมกับการสนับสนุนอย่างแข็งแกร่งจากหอการค้าหลักทั้ง 4 แห่งก็ยิ่งทำให้พวกเขาได้รับการยกย่องว่าเป็นพรรคชั้นนำของยุทธภพ”
“ดูเหมือนการที่พรรคมารของเราหลุดออกจากยุทธภพมาหลายปีจะทำให้ลมเปลี่ยนทิศไปเช่นนี้” จ้าวชิงเหมยหัวเราะน้อยๆ ตั้งแต่ต้นจนจบ ท่าทีของนางก็ยังคงสงบนิ่งไม่เปลี่ยนแปลง
“พวกมันก็แค่กลุ่มนักเลงกระจอกๆเท่านั้นล่ะ” ทันหยุนบ่นขึ้นเบาๆด้วยความหงุดหงิด
“เจ้าห้ามดูถูกกลุ่มการค้าทั้งสี่ที่ให้การสนับสุนพวกเขาเด็ดขาด” พระภิกษุหน้าส่ายหน้าน้อยไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่ทันหยุนวิจารณ์ก่อนจะพูดต่อ
“หอการค้าทั้ง 4 แห่งนี้ประกอบด้วยกลุ่มของคหบดีจิน หอการค้าเจียงหนาน หอการค้าเจียงตงและกลุ่มคหบดีทางใต้ พวกเขามีอำนาจทางการค้ามหาศาล ไม่เพียงแต่ควบคุมสิ่งทอ โรงรับแลกเงิน เครื่องปั้นและผ้าไหมเท่านั้นแต่ยังรวมถึงการค้ากับชนเผ่าทุ่งหญ้าและทะเลทรายอีกด้วย พวกเขามีส่วนสนับสนุนการเลี้ยงชีพของแคว้นถึง 2 ส่วน อิทธิพลของพวกเขามีความสำคัญมาก หากพวกเขาให้การสนับสนุนหรือเหยียบย่างทำสิ่งใดในมณฑลเจียงหนานก็อาจเกิดแรงกระเพื่อมมหาศาลได้”
“ส่วนผู้พิพากษาของศาลเมืองหยูคือ‘เฉาอันหมิน’ เขาเป็นเพียงคนจากหอการค้าเจียงหนาน ไม่ได้เป็นแม้กระทั่งสมาชิกหลักในพรรคเฉาด้วยซ้ำ”
ผู้พิพากษาประจำศาลของเมืองสำคัญเช่นเมืองหยูกลับไม่ได้เป็นหนึ่งในแกนนำหลักของพรรคเฉา แสดงให้เห็นว่าอำนาจของพรรคเฉาไม่ใช่เรื่องเล่นๆ
จ้าวชิงเหมยเหลือบมองการแสดงด้านล่างพลางเอ่ยถาม “พวกเขาต้องการอะไรถึงได้จับกุมเจียงซานเจียเอาไว้”
พระภิกษุหน้าผีสูดหายใจเข้าลึกเมื่อเริ่มกล่าวต่อ “นี่ถือเป็นความลับสำคัญของพรรคเฉา มีเพียงเฉาอันหมินและหลิวฮ่าวผิงเท่านั้นที่รู้เรื่องนี้ จากการสืบข่าวของข้าพบว่าพรรคเฉากำลังตามหาของโบราณชิ้นหนึ่งอยู่ ซึ่งอาจเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่ทำขึ้นมาตั้งแต่สมัยโบราณ อาจนับถอยหลังไปเกือบหลายพันปีเลยขอรับ”
“น่าสนใจดีนี่” จ้าวชิงเหมยกระตุกยิ้ม
“ท่านประมุข เราควรทำอย่างไรต่อขอรับ? เราควรแย่งเนื้อชิ้นนี้จากปากเสือดีหรือไม่?” พระภิกษุหน้าผีหยุดชะงักไปครูหนึ่งก่อนจะพูดต่อ “เจียงซานเจียเป็นคนของหุบเขาปีศาจ การทำนายของเขาแต่ละครั้งได้ทยอยดูดกินพลังชีวิตของเขาไปเรื่อยๆ หลังจากดิ้นรนเอาชีวิตรอดมาตลอดหลายปีในยุทธภพรวมกับที่ถูกทรมานในคุกใต้ดิน เขาอาจไม่มีเรี่ยวแรงเหลือที่จะทำนายเห็นว่าของโบราณชิ้นนั้นอยู่ที่ใด...”
หุบเขาปีศาจเป็นความลึกลับอย่างยิ่งในยุทธภพและเจียงซานเจียก็เป็นหนึ่งในผู้สืบทอดของพวกเขา
“เขาอาจต้องยอมแลกชีวิตของเขา” จ้าวชิงเหมยพูดขึ้นเบาๆ “เขาอาจเหลือพลังชีวิตในการทำนายได้อีกแค่ครั้งเดียว เราจะไม่บีบบังคับเขามากนัก ถ้าสำเร็จก็ดีแต่ถ้าไม่สำเร็จก็ปล่อยให้เป็นไปตามยถากรรม”
“ข้าเข้าใจแล้ว” ดวงตาของพระภิกษุหน้าผีหรี่ลงเล็กน้อย
“ข้าสืบสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในคุกใต้ดินมาอย่างละเอียดแล้วขอรับ คุกใต้ดินแห่งนี้ได้รับการคุ้มกันอย่างแน่นหนาจากทหารของเมืองอหยูซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ฝึกยุทธ์ระดับสูงจำนวนมากและยังมีสมาชิกระดับสูงของพรรคเฉาร่วมด้วยขอรับ พวกเขาต่างถูกคัดเลือกมาจากพรรคเฉาเป็นอย่างดี”
“เช่นนั้น..เราจะฆ่าสมาชิกระดับสูงของพวกเขาซะ”
.
.
.
ในห้องขังที่มืดมิดและเงียบสงัด กลิ่นเหม็นเน่ายังคงลอยฟุ้งอยู่ในอากาศ ทั้งสองข้างของทางเดินเต็มไปด้วยห้องขังที่ถูกสร้างขึ้นอย่างหยาบๆแต่ดูแน่นหนาแข็งแรง มีเพียงเสื่อฟางปูบนพื้นดินแข็งๆที่วางไว้ในห้องขังแต่ละห้องเท่านั้น
คุกใต้ดินเมืองหยูถูกแบ่งออกเป็นสองชั้น ชั้นบนจะเป็นห้องขังสำหรับนักโทษธรรมดา ส่วนใหญ่จะเป็นโจรและอันธพาลที่สร้างความเดือดร้อนในพื้นที่เท่านั้น ซึ่งจะได้รับการปล่อยตัวหลังจากคุมขังไม่กี่วัน
ชั้นสองของคุกใต้ดินเป็นห้องขังสำหรับนักโทษร้ายแรงซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นผู้กระทำความผิดรุนแรงที่ถูกกำหนดโทษประหารชีวิต เมื่อเดินเข้าไปด้านในสุดของคุกใต้ดินชั้นสอง จำนวนนักโทษในห้องขังก็จะลดลง บนผนังห้องขังหลายห้องยังคงเปื้อนเลือดและสัญลักษณ์แปลกๆที่ถูกเขียนไว้
ในชั้นสองนี้ อากาศค่อนข้างชื้นและสกปรก ให้ความรู้สึกน่าขนลุกอย่างยิ่ง
กึก! กึก! กึก!
ตอนนั้นเองที่เสียงโลหะกระทบกันดังแหวกความเงียบขึ้นมา เสียงนี้ดังมาจากห้องขังที่อยู่ด้านในสุด
“พี่เจียง อย่าพยายามขัดขืนอีกเลย ยิ่งท่านพยายามดิ้นรนเท่านั้นก็ยิ่งสูญเสียพลังมากเท่านั้น”
กึก! กึก! กึก!
ห้องขังห้องนี้เต็มไปด้วยโซ่เหล็กนับไม่ถ้วน สีดำที่เคลือบโซ่เหล่านั้นวาววับเป็นพิเศษ บ่งบอกได้ว่าทำมาจากวัสดุพิเศษ โซ่เหล่านี้คือโซ่ตรวนที่มัดชายผู้หนึ่งตรงกลางห้อง ชายผู้นี้ผมยุ่งเหยิง เสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง ใบหน้าของเขาถูกเส้นผมบดบัง ข้างๆเขาคือชายวัยกลางคนในชุดทางการ แน่นอนว่าไม่ใช่ใครอื่นเขาคือเฉาอันหมิน
เมืองหยูเป็นหนึ่งในเมืองหลักของมณฑลเจียงหนาน การจะขึ้นเป็นผู้พิพากษาของเมืองนี้ไม่ใช่เพียงแค่ใช้ความสามารถเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องการความแข็งแกร่งและการสนับสนุนที่มั่นคงอีกด้วย
ผู้หนุนหลังของเฉาอันหมินนั้นแข็งแกร่งมาก เขามีความเกี่ยวข้องกับหอการค้าเจียงหนานซึ่งเป็นหนึ่งในสี่ของหอการค้าสำคัญของยุทธภพและอยู่ในการควบคุมของพรรคเฉา ด้วยเหตุนี้เฉาอันหมินจึงสามารถดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาของเมืองหยูอย่างมั่นคงมาเป็นเวลากว่า 13 ปีอย่างไม่มีสั่นคลอน
“พลังชีวิตของข้ากำลังลดลงเรื่อยๆ แต่เจ้าดูกลัวมากกว่าข้าเสียอีก”
ชายผมรุงรังเผยให้เห็นดวงตาสีแดงก่ำ
ดวงตาสีแดงเลือดท่ามกลางความเงียบสงบของห้องขังเปล่งประกายวาววับขึ้นราวกับลำแสงสีแดง ทำให้ทุกคนที่มองมาต้องสะดุ้งและขนลุกในเวลาเดียวกัน
“กลัว?” เฉาอันหมินหัวเราะ “ข้ากลัวจริงๆนั่นล่ะ ข้ากลัวว่าพี่เจียงจะตายไปทั้งแบบนี้ อ่า..มันอาจอธิบายการตายของท่านให้คนอื่นฟังได้ยากหน่อย แต่เชื่อเถอะว่าเรื่องนี้ไม่ได้มีผลกระทบอะไรกับข้าเลย”
“ตลอดมา ข้าค่อนข้างชื่นชมในตัวท่าน เจียงซานเจีย นั่นคือเหตุผลว่าทำไมข้าจึงไม่อยากใช้วิธีนี้กับท่าน”
หากเจียงซานเจียตายไปก่อน มันอาจเป็นเรื่องยากที่เขาจะอธิบายให้คนอื่นๆที่เกี่ยวข้องฟังได้ แต่การมาบอกว่าเขากลัวมาขู่แบบนี้เป็นการดูถูกเฉาอันหมินผู้นี้เกินไป
เจียงซานเจียหัวเราะเยาะเย้ย “เจ้าคิดว่าข้ากลัววิธีของเจ้างั้นรึ? คนที่ไม่กลัวแม้แต่ความตาย ไม่มีเรื่องอะไรที่ทำให้กลัวได้อีกหรอก”
เฉาอันหมินสูดหายใจอย่างระงับอารมณ์ ดวงตาของเขามีประกายเย็นชา “แต่คนที่ไม่กลัวตายก็ต้องมีจุดอ่อนให้กลัวอยู่ดี”
“หมายความว่าไง” เจียงซานเจียเลิกคิ้ว
“ท่ากงกงสูงสุดแห่งวังหลวง เป็นไง? การส่งท่านไปที่นั่นช่างง่ายดายยิ่งนัก”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ดวงตาของเจียงซานเจียก็หลุบต่ำลง ในวังหลวงแห่งนั้นมีคนผู้หนึ่งที่เขากลัวที่สุดในชีวิตอยู่จริงๆ
“ฮ่าฮ่าฮ่า!!” เฉาอันหมินหัวเราะด้วยความสะใจ เสียงหัวเราะนี้กรีดแทงเจียงซานเจียเป็นอย่างมาก
“พี่เจียง คุกใต้ดินแห่งนี้มีทหารคุ้มกันอย่างแน่นหน้า ไม่ใช่แค่ทหารเท่านั้นแต่ยังมีผู้ฝึกยุทธ์ระดับสูงจากพรรคเฉาอีก แม้แต่แมลงตัวเล็กๆก็ไม่สามารถหนีออกจากคุกใต้ดินนี้ไปได้ ข้าแนะนำท่านอย่าเล่นลูกไม้เป็นอันขาด”
“ท้ายที่สุดแล้ว ท่านก็ไม่ได้อยากตาย ไม่เช่นนั้นท่านคงตายไปนานแล้ว คิดดูให้ดีเป็นครั้งสุดท้าย ข้ารอท่านได้เสมอแต่บางคนอาจรอไม่ได้อีก”
หลังจากเฉาอันหมินกล่าวจบก็เดินไพล่หลังออกจากคุกใต้ดินไป
เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง!
เมื่อเฉาอันหมินเดินพ้นออกจากห้องขัง ผู้คุมด้านหลังก็รีบปิดประตูห้องขังอีกครั้ง มันถูกปิดด้วยแม่กุญแจเหล็กถึงสามชั้น