ภายใต้แสงจันทร์สลัว มนุษย์ล้วนแต่อ่อนโยน

ภายใต้แสงจันทร์สลัวแต่แสงสว่างจากเชิงเทียนในโรงหมอจีซื่อยังคงทำงานอยู่ เมื่อก่อนเวลาที่อันจิง กลับไปเยี่ยมบ้านเดิม แสงจากเชิงเทียนมันจะดับอยู่เสมอ แต่ตอนนี้ทุกอย่างได้เปลี่ยนไปแล้ว ตอนนี้มีคนรอเขาอยู่ที่บ้าน นั่นทำให้เขารู้สึกอุ่นใจไม่น้อย

หลังจากที่แต่งภรรยาเข้าบ้าน อันจิงมักกลับไปดูแลบ้านเดิมที่อยู่แถวชานเมือง หากเขาหายไปที่ไหนนานๆจึงไม่เป็นที่สงสัยนัก วันนี้ก็เช่นกันหากผู้เป็นภรรยากลับมาจากโรงละครก็คงไม่สงสัยว่าเขาหายไปไหน ไม่มีทางที่อีกฝ่ายจะรู้ว่าเขาเพิ่งเสร็จภารกิจไปช่วยคนแหกคุกมา

อันจิงถอดหมวกคลุมออก มืออีกข้างก็ถือถุงห่อถังหูหลู่ที่ซื้อติดมือมาด้วยเดินเข้าไปหลังร้าน ตอนนั้นเองที่มีก้อนกลมๆสีดำขนฟูนุ่มกลิ้งมาหยุดที่เท้าของเขา

“เจ้ามาจากไหนกัน?” อันจิงอดไม่ได้ที่จะถามลูกสุนัขตัวเล็กที่วิ่งมาหยุดที่เท้าของเขา

“นายท่านกลับมาจากเยี่ยมบ้านเดิมแล้ว!”

ทันหยุนเดินมาพอดีและเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น “ฮูหยินกับบ่าวเจอมันระหว่างทางที่กลับจากโรงละครสวนดอกท้อ บ่าวรู้สึกสงสารมันเลยเก็บมันกลับมาด้วยเจ้าคะ”

อันจิงพยักหน้าว่ารับทราบ เขาวางหมวกคลุมไว้บนโต๊ะและลูบขนลูกสุนัขด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน “เลี้ยงสุนัขไว้ก็ดี อย่างน้อยมันก็เฝ้าบ้านได้”

“ว่าแต่..มันมีชื่อหรือยัง?” อันจิงเอ่ยถามต่อ ลูกสนัขกำลังเลียมือของอันจิงสลับกับนอนกลิ้งบนพื้นอย่างร่าเริง

“เอ่อ..ขอบ่าวคิดสักครู่นะเจ้าคะ” ทันหยุนนิ่งคิดไปครู่หนึ่งก่อนจะปรบมือว่าตนคิดชื่อมันออกแล้ว “เรียกมันว่าเสี่ยวเฮยก็แล้วกันเจ้าค่ะ ดูเป็นชื่อง่ายๆ ตรงๆดี ฟังแล้วก็เหมาะกับมันดีนะเจ้าคะ เสี่ยวเฮย.. เจ้าลูกหมาสีดำ”

“ไม่ล่ะ มันดูไม่องอาจเท่าไหร่” อันจิงส่ายหัวไม่เห็นด้วย เดี๋ยวนี้คนมักตั้งชื่อสุนัขง่ายๆถ้าไม่ตั้งชื่อว่าเสี่ยวเฮยก็เสี่ยวไป๋เป็นส่วนใหญ่ ทำไมเราไม่ตั้งแบบอื่นบ้าง?

ทันหยุนทำปากยื่นพลางเอ่ย “หรือจะเป็นเฮยจ๋ายดีเจ้าคะ? ฟังแล้วก็ดูองอาจดีนะเจ้าคะ?”

อ่า..อันนี้คือองอาจกว่าเดิมใช่หรือไม่? จากเจ้าลูกหมาสีดำเปลี่ยนมาเป็นข้านี่ล่ะเจ้าดำนี่นะ?

อันจิงไปต่อไม่ถูกได้แต่อ้อมแอ้มตอบกลับไป “มันก็ดูองอาจดีแต่มันไม่ค่อยสะดุดหูเท่าไหร่”

“โถ่..นายท่าน ทำไมเรื่องมากนักเล่า” ทันหยุนบ่นในลำคอก่อนจะดวงตาเบิกกว้างเมื่อนึกบางอย่างออก นางรีบเอ่ย “เช่นนั้น เราเรียกมันว่าเสี่ยเฮยจ๋ายดีกว่าเจ้าคะ ฟังดูแล้วทั้งองอาจและสะดุดหูด้วย”

อันจิง “….”

ในที่สุดลูกสุนัขสีดำก็ได้ชื่อ‘เสี่ยวเฮยจ๋าย’ ไปครอง อันจิงมองเสี่ยวเฮยจ๋ายที่ถูกทันหยุนหยอกเล่นพลางขอโทษในใจก่อนจะเดินเงียบๆไปทางห้องนอน

ภายในห้องนอนมีแสงเทียนสลัว

ภายในห้องถูกทำความสะอาดเป็นอย่างดีและข้าวของก็เป็นระเบียบเรียบร้อย มีดอกเซี่ยงรื่อขุย (ดอกทานตะวัน)ใส่แจกันวางอยู่บนโต๊ะกลางห้อง ซึ่งเป็นดอกไม้ที่จ้าวชิงเหมยชื่นชอบเป็นพิเศษ นางจึงตั้งใจนำดอกเซี่ยงรื่อขุยมาตกแต่งห้องนอนอย่างใส่ใจ

ตอนนี้จ้าวชิงเหมยกำลังนั่งอยู่กลางโต๊ะ โดยมีหนังสือเล่มหนาวางอยู่ตรงหน้า

“ท่านพี่กลับมาแล้วหรือเจ้าคะ” เมื่อได้ยินเสียงประตูเปิด จ้าวชิงเหมยก็รู้สึกตัวพลางยิ้มหวานทักทาย “ทานอะไรมาหรือยัง? เดี๋ยวข้าออกไปต้มบะหมี่ให้ทานเจ้าคะ”

“ไม่ต้องหรอกฮูหยิน ข้าทานก่อนจะกลับมาแล้ว” อันจิงหัวเราะน้อยๆ อดเอ็นดูในความห่วงใยของผู้เป็นภรรยาไม่ได้ เขาหยิบถังหูลู่ออกมาจากด้านหลังของเขา “ดูสิ ข้าซื้ออะไรมาให้” พูดจบก็เปิดห่อให้เห็นสิ่งที่อยู่ด้านใน

จ้าวชิงเหมยดูเหมือนจะชอบถังหูลู่เป็นพิเศษ นางชอบรสชาติหวานอมเปรี้ยวของมัน อันจิงจึงซื้อติดมือกลับมาทุกครั้งที่ออกไปทำธุระข้างนอก

“ท่านพี่ ทำไมท่านถึงน่ารักเช่นนี้” จ้าวชิงเหมยรับถังหูลู่มาถือไว้อย่างมีความสุข

“ฮูหยิน วันนี้ได้เรียนรู้เคล็ดลับใหม่ๆบ้างหรือเปล่า?”

อันจิงเดินไปที่โต๊ะและหยิบหนังสือที่จ้าวชิงเหมยกำลังอ่านขึ้นมาดู หัวใจของเขาเต้นแรงอย่างตื่นเต้น นับตั้งแต่ที่จ้าวชิงเหมยชวนเขาลองเคล็ดลับใหม่ๆ เขาก็ตกหลุมรักพวกมันทันที

“ท่านพี่ล่ะก็..!” ดวงตาของจ้าวชิงเหมยเป็นประกาย แก้มของนางแดงก่ำอย่างเขินอ่าน “ข้าไม่ได้ศึกษาเคล็ดลับพวกนั้นสักหน่อย” พูดจบก็ชี้ไปยังหนังสือที่อันจิงถือ

“นี่คือหนังสือ‘เรื่องเล่าโหยวหยาง’ต่างหากล่ะเจ้าคะ มันเป็นหนังสือที่บันทึกเรื่องเล่าต่างๆ ทั้งความรู้เกล็ดเล็กเกล็ดน้อย ทั้งนิทานที่น่าอัศจรรย์ใจ บางเล่มยังกล่าวถึงสมุนไพร การท่องยุทธภพด้วยนะเจ้าคะ มีแต่เรื่องสนุกๆทั้งนั้น โดยเฉพาะเรื่องของนกประหลาด ข้าชอบเรื่องนี้มากเลยเจ้าคะ”

“นกอะไรหรือ?”

“นกไม่มีขาเจ้าค่ะ”

“นกไม่ขา?”

“ใช่แล้ว นกไม่มีขา มันมีแค่ปีก จึงต้องบินไปตลอดชีวิต ไม่สามารถหยุดบินได้ มันจะสามารถหยุดบินได้ก็ต่อเมื่อมันตายเท่านั้น แต่ข้าคิดว่าการที่มันมีชีวิตแบบนี้ มันได้ตายตั้งแต่เริ่มแรกแล้วต่างหาก”

นิ้วของจ้าวชิงเหมยแตะแผ่วเบาบนปกหนังสือที่อันจิงวางกลับไปที่โต๊ะ รอยยิ้มอ่อนโยนระคนเศร้าปรากฏบนริมฝีปากของนาง

มันจะหยุดบินได้เพียงครั้งเดียวในชีวิตก็ต่อเมื่อมันตาย

เมื่อมองไปยังหญิงสาวที่กำลังทอดสายตาเศร้าระคนเห็นใจในโชคชะตาของนกไร้ขา หัวใจของอันจิงก็สะเทือนไปด้วยอารมณ์ตามเช่นกัน

จ้าวชิงเหมยลุกขึ้นก่อนจะก้าวช้าๆไปที่หน้าต่าง นางเปิดหน้าต่างให้กว้างขึ้นปล่อยให้แสงจันทร์สาดเข้ามาในห้องราวกับสายน้ำไหล เมื่อเห็นพระจันทร์เต็มดวงลอยสูงบนท้องฟ้า มีดวงดาวนับไม่ถ้วนกระจัดกระจายไปทั่วท้องฟ้า อันจิงก็อดไม่ได้ที่จะถามออกไป

“ฮูหยิน เรามาชมจันทร์ด้วยกันเถิด”

“เจ้าค่ะ”

มณฑลเจียงหนานมีสภาพอากาศร้อนชื้น ฝนตกบ่อยครั้ง ดังนั้นบ้านทุกหลังจึงมีชายคาที่ยื่นออกมาในลักษณะลาดชัน คู่สามีภรรยาเดินออกมานอกบ้าน อันจินหยิบบันไดจากสวนหลังบ้านเพื่อให้ทั้งคู่ปีนข้นหลังคาได้สะดวกขึ้น

“ฮูหยินปีนขึ้นไปก่อน เดี๋ยวข้าจับไว้ให้” จ้าวชิงเหมยปีนบันไดขึ้นไปบนหลังคาอย่างระมัดระวังโดยม่อันจิงตามหลังมาติดๆ

พระจันทร์เต็มดวงลอยเด่นอยู่กลางนภาสีน้ำเงินเข้ม ส่องแสงสดใสสาดลงบนพื้นด้านด่าง สายลมพัดเอื่อยๆ ไม่ได้หนาวจนเกินไป พอให้ร่างกายได้อุ่นๆ

ภายใต้แสงจันทร์ ใต้ชายหลังคา เมื่อเห็นคู่สามีภรรยาขึ้นไปชมจันทร์ ทันหยุนก็ตามมาดูความเรียบร้อยเผื่อทั้งคู่เรียกใช้ นางนั่งบนบันไดขั้นสุดท้ายที่ทั้งคู่ใช้ปีนขึ้นไป มือยังคงลูบไล้ขนสุนัขสีดำอยู่ตลอดเวลา ลูกสุนัขตัวเล็กนอนนิ่งอยู่บนพื้นหญ้าราวกับยอมแพ้ต่อโชคชะตา ปล่อยให้เจ้ามนุษย์แกล้งมันได้ตามสบาย

“เสี่ยวเฮยจ๋าย มาชมจันทร์ด้วยกันมั้ย?” ทันหยุนเอ่ยเหงาๆจากนั้นก็มองพระจันทร์เต็มดวงบนท้องฟ้า

“โฮ่งโฮ่ง!”

เมื่อได้ยินเช่นนั้น ทันหยุนก็นึกอยากแกล้งลูกสุนัขด้วยความเอ็นดู “อีกประมาณ 5-6 เดือนก็จะเข้าหน้าหนาวแล้ว ถึงตอนนั้นเจ้าก็คงโตเป็นผู้ใหญ่เต็มที ฮูหยินยังบอกอีกว่าต้องบำรุงเจ้าให้ดี ให้เจ้าร่างกายแข็งแรง” ว่าแล้วก็อุ้มเสี่ยวเฮยจ๋ายวางลงบนตักของตัวเองแล้วหัวเราะคิกคัก “ตอนนั้นเจ้าคงอ้วนน่าดูแล้วเนื้อของเจ้าก็คงจะอร่อยมากด้วย”

“โฮ่งโฮ่งโฮ่ง!” เมื่อได้ยินแบบนั้นเสี่ยวเฮยจ๋ายก็ขนลุกไปทั่วร่าง มันพยายามกระโดดออกจากตักของทันหยุน ปากก็เห่าอย่างดุร้ายและทันหยุนทำเพียงหัวเราะมันด้วยความเอ็นดู

.

.

.

“คืนนี้พระจันทร์งามยิ่งนัก” จ้าวชิงเหมยกล่าวขณะนั่งบนหลังคาปล่อยให้สายลมเย็นพัดผ่านไปหน้าอันบอบบางของนาง เส้นผมนุ่มของนางปลิวไสวไปตามสายลม

“ใช่ ลมก็ไม่แรงอีกด้วย” อันจิงหัวเราะเบาๆพลางยืดตัวบิดขี้เกียจ

แสงจันทน์สวยงามและสายลมก็อ่อนโยน บางคนก็ดูเหมือนจะเข้ากันได้อย่างเป็นปี่เป็นลุ่ย หากเจ้าบอกว่าพระจันทร์สวย ข้าก็จะบอกว่าสายลมก็ข่างอ่อนโยนเช่นกัน

แม่น้ำหยูแม้จะกว้างใหญ่แต่สองฝากฝั่งก็ประดับไปด้วยเสาโคมไฟเพื่อให้ส่องสว่างยามค่ำคืน สีสันอันเข้มข้นของบรรยากาศหัวค่ำรวมกับแสงจันทร์กลางฤดูร้อนก่อเป็นภาพอันสวยงาม

“ท่านพี่ ระวังด้วยเจ้าค่ะ” เมื่อมองไปอันจิง จ้าวชิงเหมยก็อดเป็นห่วงไม่ได้ เขาเป็นเพียงหมอชาวบ้านธรรมดาๆไร้ซึ่งวรยุทธ์ ไม่ได้แข็งแกร่งพอที่จะต่อสู้กับอันตรายในยุทธภพได้ นางสัญญากับตัวเองในใจไม่ว่าอนาคตจะเลวร้ายเพียงใด ข้าต้องปกป้องเขาให้ได้

“ไม่ต้องห่วงข้อหรอกฮูหยิน ข้าทรงตัวได้ดี แค่หลังคาบ้านแค่นี้ธรรมดาไปเลยด้วยซ้ำ ขนาดกำแพงเมืองข้ายังเดินได้เลย” อันจิงกล่าวพร้อมกับหัวเราะ

“ท่านพี่พูดอะไรเจ้าคะ ถ้าท่านตกลงมาจากกำแพงเมือง ร่างกายของท่านต้องแหลกเหลวเป็นแน่ ท่านคิดว่าตัวเองเป็นเทพเซียนหรือไร!”

จ้าวชิงเหมยบีบแขนอันจิงเบาๆราวกับเตือนว่าอย่าเสี่ยงทำสิ่งที่เป็นอันตรายอย่างเด็ดขาด จากนั้นก็ถอนหายใจเมื่อเงยหน้ามองพระจันทร์อีกครั้ง “นี่ก็ผ่านมาหลายปีแล้วสินะ ตั้งแต่ครั้งสุดท้ายที่เรามานั่งชมจันทร์ด้วยกันแบบนี้”

“อะไรนะ” อันจิงรู้สึกสับสน พวกเขาเคยนั่งชมจันทร์ด้วยกันมาก่อน?

“ข้าหมายถึง ข้าอยากมานั่งชมจันทร์แบบนี้กับท่านพี่มานานแล้วเจ้าค่ะ” จ้าวชิงเหมยหน้าแดงและหยิบถังหูลู่ออกมาทาน ปากเคี้ยวตุ้ยๆแต่ก็เอ่ยว่า “ถ้าเราไม่กินมันตั้งแต่ตอนนี้ มันจะไม่อร่อยนะเจ้าคะ”

เกือบหลุดปากออกไปแล้ว ใบหน้าของจ้าวชิงเหมยยังคงแดงก่ำ หัวใจของนางเต้นรัวเร็ว

เมื่อมองไปที่ใบหน้าบอบบางและแดงก่ำของจ้าวชิงเหมย อันจิงก็อดไม่ได้ที่จะบีบมือนุ่มของนางเบาๆ ในใจก็สามารถกับตัวเองว่าจะทำทุกวิถีทางเพื่อปกป้องนางให้พ้นจากความวุ่นวายในยุทธภพ

“ชิงเหมย”

“เจ้า..เจ้าคะ”

“ข้าอยากลองชิมถังหูลู่เหมือนกัน”

“เดี๋ยวข้าป้อนเจ้าค่ะ”

“จะป้อนข้ายังไง อ่า...อึ้มม...มันเปรี้ยวอมหวาน อร่อยยิ่งนัก” ไม่รู้ว่าเป็นที่รสชาติของถังหูลู่หรือปากอมชมพูของอีกฝ่ายที่เพิ่งป้อนให้เขาเมื่อครู่ที่ทำให้เขารู้สึกหวานมวนในใจ

“ท่านพี่ทานได้น่าอร่อยยิ่งนัก ลองป้อนข้าบ้างสิเจ้าคะ”

“ฮ่าฮ่า

ฮ่า”

ภายใต้แสงจันทร์ เสียงหัวเราะอย่างมีความสุขดังก้องไปทั่วบริเวณ

ตอนก่อน

จบบทที่ ภายใต้แสงจันทร์สลัว มนุษย์ล้วนแต่อ่อนโยน

ตอนถัดไป