ตามหาหินใบโพธิ์ใต้ก้นแม่น้ำ

ท่าเรือชิงเหอ เป็นท่าเรือโบราณของเมืองหยูซึ่งเป็นท่าเรือที่หลงเหลือมาตั้งแต่สมัยโบราณหากนับๆแล้วอาจมีมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์โจว*ด้วยซ้ำ หากใครที่สัญจรมาจากฝั่งตะวันออกจำเป็นต้องใช้แม่น้ำหยูในการเดินทางข้าม ดังนั้นจึงมีท่าเรือจำนวนมากเกิดขึ้นบริเวณริมแม่น้ำ

เรือขนส่งเกลือที่มาจากฝั่งทะเลตะวันออกส่วนใหญ่จะใช้ท่าเรือชิงเหอในการเปลี่ยนถ่ายหรือส่งต่อสินค้า รวมถึงเรือโดยสารที่สัญจรไปทางฝั่งตะวันออกก็จะใช้ท่าเรือแห่งนี้เป็นจุดพักเรือ

ด้วยกิจกรรมอันหลากหลายที่เกิดขึ้นบนท่าเรือจึงทำให้ผู้คนสัญจรมายังที่นี่จำนวนมาก นานเข้าก็ขยายเป็นเมืองเล็กๆเมืองหนึ่ง ท่าเรือแห่งนี้เดิมชื่อว่าโถวไป่ตู้แต่ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็นท่าเรือชิงเหอและเมืองที่ถูกพัฒนาขึ้นบริเวณนี้ก็ถูกเรียกว่าเมืองไป่ตู้

ในเวลานี้ท่าเรือชิงเหอคึกคักไปด้วยผู้คนและการสัญจรทางน้ำอันแน่นขนัด ทำให้มีชีวิตชีวาจนน่าเหลือเชื่อ

อันจิงยืนอยู่มุมอับของท่าเรือ เขามองดูเรือขนส่งสินค้าที่แล่นผ่านไปมา ดวงอาทิตย์ยังคงส่องแสงจ้า สะท้อนกับผิวน้ำเป็นประกายคลื่นระยิบระยับ

“คงเป็นที่นี่กระมัง” อันจิงรวบรวมพลังปราณเพื่อปกคลุมร่างกายโดยถือดาบคู่ใจแนบลำตัว เพียงครู่เดียวร่างของเขาก็กระโดดลงน้ำ ท่าทางปราดเปรียวของเขาไม่ต่างจากปลาที่กำลังแหวกว่าย

ตู้ม! ซ่า!

น้ำในแม่น้ำเย็นซึ่งต่างจากอากาศร้อนบนฝั่ง ทำให้ร่างกายของเขารู้สึกเย็นสบาย ร่างของเขายังคงแหวกว่ายดำดิ่งลงไปใต้ก้นแม่น้ำ

แม่น้ำใสจนเห็นฝูงปลาแหวกว่ายอยูรอบๆตัวของเขา ใต้น้ำเช่นนี้ไม่สามารถใช้กำลังภายในได้เต็มที่ทำให้เขามองเห็นได้ในระยะ 1-2* จั้งเท่านั้น ยิ่งเขาดำลึกเท่าไหร่ แสงแดดก็ยิ่งน้อยลงและมันก็มืดลงเรื่อยๆ

แรงดันใต้น้ำก็เริ่มโจมตีเขาเป็นระรอก จุดที่ได้รับผลกระทบโดยตรงที่สุดก็คือหูของเขา เขาสัมผัสได้ว่าหูของเขาเริ่มอื้อ การได้ยินลดลง

ถัดมาก็คือสภาพแวดล้อมโดยรอบ ความมืดมิดกลืนกินเข้ามา ระดับการมองเห็นของเขาก็ยิ่งน้อยลงเรื่อยๆจนเขาสามารถมองเห็นได้เพียงสิ่งที่อยู่รอบๆตัวเขาในระยะไม่เกิน 1 จั้งเท่านั้น นอกจากนี้แรงดันน้ำยังบีบรัดอวัยวะภายในของเขาอยู่ตลอดเวลา

หากใครก็ตามที่มีกำลังภายในระดับต้นๆแล้วต้องดำน้ำในระดับความลึกมากกว่า 10จั้ง* เช่นนี้พวกเขาก็ยากที่จะรับมือไหวเพราะยังต้องมีอากาศหายใจ และสิ่งสำคัญที่สุดในการดำน้ำลึกก็คือความกลัวที่เราไม่รู้ว่าต้องเจออะไรใต้น้ำบ้าง

ทันใดนั้น อันจิงก็มองเห็นบางอย่างที่คล้ายกับร่องลึก*ตรงหน้าเขา มันลึกมากจนไม่สามารถมองเห็นความลึกของมันได้หมด

เป็นที่ทราบโดยทั่วกันว่าท่าเทียบเรือทั่วไปจะมีระดับน้ำที่ไม่ลึกมากนักจึงยากที่แม่น้ำตรงจุดท่าเรือจะมีร่องลึกก้นแม่น้ำซึ่งเป็นจุดที่ลึกที่สุดของแม่น้ำอยู่ ดังนั้นคนอื่นๆอาจยังไม่รู้เกี่ยวกับร่องลึกนี้

หรือว่าจะเป็นตรงนี้? หัวใจของอันจิงเต้นระรัว เขาว่ายตรงดิ่งไปยังร่องลึกนั้นทันที

ตอนแรก อันจิงยังประเมินได้ว่าเขาดำน้ำลงมาลึกได้มาก-น้อยเพียงใดแต่หลังจากที่เขาดำลึกลงมามากกว่า 20จั้ง* เขาก็ไม่สามารถประเมินได้อีกต่อไป เขารู้เพียงว่าตัวเองยังคงดำน้ำอยู่แต่ด้วยความเร็วที่ช้าลงเรื่อยๆก็ยากที่จะบอกความลึกที่ชัดเจนได้

พลังควบคุมจิตวิญญาณยังคงทำงานอยู่ในตัวของเขาอย่างต่อเนื่อง มันช่วยต้านแรงดันน้ำที่พุ่งสูงขึ้นและยังช่วยให้เขายังสามารถดำน้ำต่อไปได้

จังหวะนั้นเขารู้สึกว่าเท้าของเขาสัมผัสถูกบางอย่างเข้า เขาจึงมองลงไป ด้านล่างคือซากเรืออับปางที่ปกคลุมไปด้วยพืชใต้น้ำและเขากำลังเหยียบบริเวณหัวเรืออยู่

“ถึงก้นแม่น้ำแล้วสินะ” เมื่อเห็นซากเรืออับปาง อันจิงก็รู้ทันทีว่าตนมาถึงก้นแม่น้ำของท่าเรือชิงเหอแล้ว จากนั้นเขาต้องตามหาโขดหินยักษ์ตามที่เจียงซานเจียบรรยายเอาไว้

อันจิงว่ายออกจากซากเรืออับปางและลงไปยืนอยู่ก้นแม่น้ำ การเคลื่อนตัวใต้น้ำในระดับความลึกเกือบ 40 จั้ง*เช่นนี้เป็นความท้าทายที่ยากกว่าบนบกมาก คงมีเพียงคนที่มีวรยุทธ์ในระดับสูงเท่านั้นที่จะทำได้

พรึ่บ! พรึ่บ! พรึ่บ!

กำลังภายในของอันจิงกำลังพุ่งพล่าน มันพยายามกระจายน้ำเป็นวงกว้าง จากนั้นร่างของเขาก็ห่อหุ้มไปด้วยโล่โปร่งแสงที่จะทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันแรงดันน้ำเพื่อช่วยพยุงให้ร่างของเขาเคลื่อนไหวได้สะดวกขึ้น

สัตว์น้ำบางตัวที่อยู่รอบๆรู้สึกถึงความผิดปกติ จึงพากันว่ายหนีอย่างบ้าคลั่ง จำไว้ว่านี่คือความลึกเกือบ 40 จั้ง มันจึงมีแรงดันน้ำมหาศาลจนเกินขีดจำกัดของร่างกาย การที่อันจิงใช้กำลังภายในสร้างโล่โปร่งแสงขึ้นมาจึงเป็นเรื่องที่ยากมาก

“อ่า...” อันจิงถอนหายใจ “กำลังภายในของข้าคงช่วยได้ไม่นาน ข้าต้องรีบหาหินใบโพธิ์ให้เจอโดยเร็ว”

ด้วยความลึกขนาดนี้ แรงดันน้ำที่สูงจนน่ากลัวและทุกการขยับเคลื่อนไหวย่อมส่งผลกระทบต่ออากาศหายใจ เมื่อคิดเช่นนี้ อันจิงจึงเริ่มเคลื่อนไหวเพื่อค้นหาโขดหินยักษ์ดังกล่าว

ที่ก้นแม่น้ำ นอกจากซากเรืออับปาง สัตว์น้ำที่ไม่เคยเห็นแสงสว่างแล้ว ยังมีโครงกระดูกสีขาวและซากข้าวของที่จมลงแม่น้ำอีกด้วย แม้จะใช้กำลังภายในบังคับโล่โปร่งแสงไว้แต่ความเร็วของเขาก็ยังไม่ลดลง

“หืม?”

ทันใดนั้นเขาก็มองเห็นโขดหินยักษ์สีดำที่อยู่ตรงหน้า หัวใจของเขาเต้นถี่รัวด้วยความตื่นเต้น เขาขยับเข้าใกล้อย่างรวดเร็ว

โขดหินยักษ์นี้มีขนาดใหญ่เท่ากับเนินเขาเล็กๆ สร้างความประหลาดใจให้เขาไม่น้อย

“นี่คือโขดหินยักษ์ที่เจียงซานเจียพูดถึงอย่างนั้นรึ? แต่ทำไมข้าถึงรู้สึกแปลกๆ” หัวใจของอันจิงเต้นแรงขึ้นเมื่อพิจารณาโขดหินยักษ์ตรงหน้า ลางสังหรณ์ของเขากำลังทำงาน!

ผู้ฝึกยุทธ์ที่มีพลังยุทธ์ระดับสูงจะมีลางสังหรณ์ที่คอยสัมผัสถึงอันตรายแฝงอยู่ในตัว บางคนอาจเรียกว่าลางสังหรณ์ บางคนอาจเรียกว่าสัมผัสที่หก แต่ทั้งหมดนี้เกี่ยวกับการทำนายเหตุการณ์อันตรายล่วงหน้า

ยิ่งอันจิงหมุนวนรอบโขดหินยักษ์มากขึ้นเท่าไหร่ เขาก็พบว่ามันแปลกมากขึ้นเรื่อยๆ

“นี่คืออะไร? เปลือกของมันเช่นนั้นรึ?” โขดหินยักษ์มีผิวเรียบลื่นและมีลวดลายแปลกตาเคลือบทับเอาไว้ มันดูหนาและเป็นเงาวับคล้ายกับเปลือกห่อหุ้ม นอกจากนี้เขายังสัมผัสได้ถึงบางสิ่ง

กลิ่นอายสังหาร!

ครั้งสุดท้ายที่เขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายสังหารในลักษณะนี้ก็คือเมื่อห้าปีก่อนที่สนามรบโบราณเหลิงผิง มันเป็นกลิ่นอายสังหารในระดับรุนแรง!

เหลิงผิงคือสถานที่ที่ใช้เป็นสนามรบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดระหว่างแคว้นหยานและแคว้นโจวเมื่อครั้งอดีต ว่ากันว่าการต่อสู้ในครั้งนั้นคือจุดเริ่มต้นของยุทธภพเจียงหูในปัจจุบัน

ศึกในครั้งนั้นส่งผลให้ทหารทั้งสองฝ่ายสูญเสียกำลังพลมากกว่า 700,000 นาย เหลิงผิงกลายเป็นทะเลแห่งซากศพ เลือดไหลนอกราวกับนรกบนดิน กลิ่นเลือดโชยไปไกลหลายสิบลี้และหลังจากนั้นในคืนพระจันทร์เต็มดวงชาวบ้านก็จะได้ยินเสียงแตรรบเป็นประจำ

แม้ศึกในครั้งนั้นจะผ่านมาหลายศตวรรษแล้ว แต่เมื่อยืนอยู่บนกำแพงเมืองเหลิงผิง อันจิงก็ยังสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายสังหารที่พุ่งขึ้นมา เพราะว่าใต้ดินผืนนี้มีวิญญาณถึง 700,000ดวงฝังอยู่

เทศกาลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเมืองเหลิงผิงที่มีการจัดทุกปีก็คือเทศกาลชิงหมิง* ซึ่งผู้คนจำนวนมากจะเผากระดาษบนท้องถนนเพื่อแสดงความเคารพต่อทหารที่ถูกฝังอยู่ในสนามรบโบราณเหลิงผิง

พลังวิญญาณที่เขาสัมผัสได้ในครั้งนี้แตกต่างจากครั้งก่อน พลังวิญญาณที่อยู่ในสนามรบโบราณได้สลายไปหรือพูดอีกอย่างก็คือมันถูกฝังไว้ใต้ดิน

แต่พลังวิญญาณที่อยู่ตรงหน้าเขาตอนนี้สัมผัสได้จริง แรงกระแทกอันทรงพลังนั้นให้ความรู้สึกที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงจากการที่ยืนอยู่บนกำแพงของสนามรบโบราณ

ยิ่งอันจิงขบคิดมากเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งรู้สึกไม่สบายใจมากเท่านั้น มือของเขาสัมผัสกับโขดหินยักษ์โดยไม่รู้ตัวและความรู้สึกเย็นยะเยือกก็แล่นผ่านไปทั่วร่างกายของเขา

ในเวลาเดียวกันพลังวิญญาณชั่วร้ายก็พุ่งเข้ามาในร่างกายของเขา

“ท่าไม่ดีแล้ว!” อันจิงเริ่มเดินพลังภายในเพื่อต่อต้านพลังวิญญาณชั่วร้ายที่พุ่งเข้าในตัวของเขา แต่มันช้าเกินไป พลังวิญญาณที่ให้ความรู้สึกเย็นยะเยือกนี้แล่นไปยังจุดตันเถียนของเขา

แม้จะเป็นเพียงร่องรอยของพลังวิญญาณที่เหลืออยู่แต่มันก็รุนแรงมาก พลังควบคุมจิตวิญญาณของเขายังไม่ได้อยู่ในขั้นสูงสุด การจะกำจัดพลังวิญญาณชั่วร้ายให้หมดไปในคราวเดียวจึงเป็นสิ่งที่ยากมาก

หลังจากปรับลมหายใจอยู่หลายสิบครั้ง อันจิงก็ระงับพลังวิญญาณชั่วร้ายได้เพียงชั่วคราวเท่านั้น การจะกำจัดมันให้หมดไปโดยสมบูรณ์จะต้องใช้เวลาอย่างน้อยครึ่งชั่วยาม*

พลังวิญญาณชั่วร้ายจะกลืนกินพลังชีวิตและเสริมความแข็งแกร่งให้กับตัวเอง ยิ่งปล่อยให้มันอยู่ร่างกายนานเท่าไหร่ ความเสียหายก็จะยิ่งมากขึ้นเท่านั้น แต่เขาไม่มีเวลาพอที่จะกำจัดพลังวิญญาณชั่วร้ายนี้

“ต้องเร่งมือหาหินใบโพธิ์ก่อน..”

คิ้วของอันจิงขมวดมุ่น เขาก้าวไปข้างหน้าประมาณสามก้าวเพื่อมองหาโครงกระดูกของจอมยุทธ์พเนจร ในซากโครงกระดูกจะมีหินใบโพธิ์ที่เป็นสมบัติล้ำค่า ของชิ้นนี้ย่อมสร้างความโกลาหลให้กับยุทธภพหากมันปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง

“ทำไมข้าถึงหามันไม่เจอสักที หรือข้าถูกเจียงซานเจียหลอก?” อันจิงพึมพำ คิ้วขมวดเป็นปมไม่หยุด แต่เวลาต่อมา ฉากตรงหน้าก็ทำให้เขาตกตะลึงจนพูดไม่ออก

* ราชวงศ์โจว เป็นราชวงศ์จีนโบราณในประวัติศาสตร์ของประเทศจีน (1046-256 ปีก่อนคริสต์ศักราช)

*1-2 จั้ง ประมาณ 3-5 เมตร

* 10จั้ง ประมาณ 30 เมตร

**ร่องลึกใต้น้ำ /ร่องลึกก้นแม่น้ำ เป็นร่องหลุมลึกของพื้นผิวแม่น้ำที่มีลักษณะภูมิประเทศยาว แคบ และโค้ง และถือว่าเป็นส่วนของแม่น้ำที่ลึกที่สุด

* 20 จั้งประมาณ 60 เมตร

* 40 จั้ง ประมาณ 120 เมตร

*เทศกาลชิงหมิง คือเทศกาลเช็งเม้งในปัจจุบัน

**ครึ่งชั่วยาม ประมาณ 1 ชั่วโมง

ตอนก่อน

จบบทที่ ตามหาหินใบโพธิ์ใต้ก้นแม่น้ำ

ตอนถัดไป