อสูรพันปีหลับใหลใต้ก้นแม่น้ำ

สิ่งที่ตรงหน้าอันจิงคือหัวงูยักษ์ หัวของมันมีขนาดกว้างกว่าสามจั้งโดยที่ตาของมันปิดสนิทเป็นรูปสามเหลี่ยม บริเวณแก้มของมันมีเนื้อนูนขึ้นมาคล้ายกับปีกเล็กๆ

สิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่ตนนี้ดูเหมือนจะจมสู่ห้วงนิทราอันหลับใหลแต่ยังคงแผ่กลิ่นอายสังหารออกมาได้อย่างทรงพลัง

แฮ่กแฮ่ก! อันจิงเผลอหอบหายใจ นี่ไม่ใช่โขดหินยักษ์แต่มันคืออสูรงูยักษ์ต่างหากเล่า! เขาวนเวียนอยู่รอบๆสิ่งที่เขาคิดว่าเป็นโขดหินยักษ์ธรรมดาๆแต่จริงๆแล้วมันคือส่วนหัวของอสูรยักษ์เท่านั้น

ใต้ท่าเรือชิงเหอ มีอสูรยักษ์ที่น่ากลัวซ่อนอยู่ หัวใจของอันจิงเต้นแรงขึ้น แม้แต่ตอนที่มันหลับ อสูรตนนี้ก็ยังแผ่กลิ่นอายสังหารรุนแรง หากมันตื่นขึ้นมา มันคงเป็นสิ่งมีชีวิตที่น่ากลัวมาก

เขาสามารถบอกได้ว่า แม้เขาจะฝึกฝนพลังยุทธ์จนก้าวสู่ระดับหนึ่งแล้วแต่ถ้าต้องเผชิญหน้ากับอสูรที่หลับใหลตรงหน้า มันก็ทำให้เขาหายใจไม่ออกเช่นกัน

“ในตำนานเล่าว่า..งูธรรมดาหากกลืนกินพลังวิญญาณเข้าไปจำนวนมากจะกลายเป็นงูยักษ์ได้ และเมื่อผ่านไปหนึ่งพันปีมันจะกลายร่างเป็นพญางูยักษ์ได้ และถ้าผ่านไปอีกหนึ่งพันปีเมื่อมันลอกคราบได้สำเร็จมันจะกลายเป็นมังกรวารี ตรงหน้าของข้าตอนนี้คือพญางูยักษ์อย่างนั้นรึ?”

อันจิงนึกถึงสิ่งที่เคยอ่านในตำราโบราณ เขาอุทานออกมาอย่างเหลือเชื่อ “ถ้าพญางูยักษ์มีจริง..มังกรวารีก็อาจจะมีอยู่จริงเช่นกัน”

อันจิงคิดว่าสัตว์อสูรเป็นเพียงตำนานที่เล่าต่อๆกันมาเท่านั้น แต่ตอนนี้กลับมีอสูรตนหนึ่งปรากฏอยู่ตรงหน้าเขาแล้ว

“มันมีแก่นอสูรหรือเปล่า? ถ้าข้าใช้แก่นอสูรของมันจะช่วยให้ข้าสร้างบุปผาปฐพีและบุปผาสวรรค์ได้เร็วขึ้นจนก้าวเข้าสู่ระดับปรมาจารย์ได้หรือไม่? อย่าว่าแต่แก่นอสูรเลย ลำพังแค่เลือดและกระดูกของอสูรตนนี้ก็เป็นสมบัติล้ำค่าแล้ว”

แต่เทียบขนาดร่างของเขาและอสูรตรงหน้า อันจิงก็กลายเป็นเพียงมดตัวเล็กๆเท่านั้น เขากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก

ทันใดนั้น หนังสือสีดำก็เปล่งแสงสีทอง ระบบกำลังแจ้งเตือนบางอย่างกับเขา

[คำเตือนที่หนึ่ง : โฮสต์อยู่ใกล้พญางูดำยักษ์อายุหนึ่งพันปี มันยังคงอยู่ในห้วงนิทราแต่ถ้ามันตื่นจากการหลับใหลเมื่อใด..โฮสต์จะได้รับโชคชะตาชีวิตสีดำอย่างที่ไม่เคยได้รับมาก่อน]

[คำเตือนที่สอง : พญางูดำยักษ์อายุหนึ่งพันปีถือเป็นอสูรในตำนาน หากฆ่าหรือสยบมันได้ โฮสต์จะได้รับโชคชะตาสีเขียว]

[คำเตือนที่สาม : หินใบโพธิ์ สมบัติล้ำค่าที่ไร้ผู้ครอบครงอยู่ใกล้โฮสต์แล้ว]

อังจิงเลียริมฝีปากขณะที่อ่านคำเตือนจากระบบ โชคชะตาชีวิตสีดำอย่างที่ไม่เคยได้รับมาก่อน? นั่นหมายความว่าเขาต้องตายใช่หรือไม่?

อ่า..ไม่ล่ะ? เขายังมีฮูหยินคอยเขากลับบ้านเพื่อทานอาหารเย็นด้วยกันอยู่

อันจิงสูดหายใจเข้าลึกและเริ่มสำรวจพญางูดำยักษ์อายุพันปีตรงหน้าอย่างระมัดระวังมากขึ้น เขากลัวว่าจะเผลอทำมันตื่น จากนั้นก็เริ่มเคลื่อนไหวรอบๆตัวพญางูดำยักษ์เพื่อค้นหาหินใบโพธิ์ต่อ

“แล้วศพของจอมยุทธ์พเนจรอยู่ที่ไหนกัน? ไม่ใช่ว่าถูกงูตัวนี้กินไปแล้วรึ?” เมื่อมีความคิดนี้แล่นเข้ามา เหงื่อเย็นก็ปรากฏขึ้นบนหน้าผากของเขา

หากจอมยุทธ์พเนจรถูกพญางูยักษ์กินเข้าไปจริงๆ ความพยายามทั้งหมดของเขาก็คงต้องสูญเปล่า อันจิงกัดฟันแน่นและทำตามคำแนะนำของระบบต่อไป เขาพยายามค้นหาโครงกระดูกของจอมยุทธ์พเนจรต่อ

หลังจากนั้นไม่นาน เขาก็เคลื่อนตัวมายังตำแหน่งที่คล้ายกับหางงูยักษ์และพบโครงกระดูกมนุษย์ที่ครึ่งตัวถูกหางงูทับเอาไว้

“นี่หรือเปล่า” อันจิงก้าวไปข้างหน้าอย่างระมัดระวัง ร่างที่จมดิ่งใต้ก้นแม่น้ำย่อมย่อยสลายไปเหลือเพียงกระดูกสีขาวสะอาดตา มันมีลำแสงสีแดงส่องออกจากโครงกระดูกช่วงแขน

“หินใบโพธิ์!” ดวงตาของอันจิงเป็นประกายเมื่อเขาถลาเข้าไปใกล้อย่างรวดเร็ว

หินใบโพธิ์วางอยู่บนโครงกระดูกแขนโดยไม่มีทีท่าลอยหายไปไหน มันเปล่งแสงสีแดงจางๆราวกับเปลวไฟที่ลุกโชนในยามค่ำคืน แม้จะจมอยู่ใต้แม่น้ำมาหลายปีแล้วแต่กลิ่นอายธรรมะก็ยังแผ่ออกจากหินใบโพธิ์นี้

“สมกับเป็นสมบัติล้ำค่าจริงๆ”

อันจิงยื่นมือไปหยิบหินใบโพธิ์ออกมาอย่างระมัดระวัง ทันทีที่แตะโดนมัน กระแสอุ่นๆก็ไหลเข้าสู่อวัยวะภายในของเขา แสงสีแดงทำหน้าที่คล้ายกับเปลวเพลิงก็ปะทุกขึ้นในจุดตันเถียนของเขา มันเผาผลาญพลังวิญญาณชั่วร้ายที่หลงเหลืออยู่ในตัวของเขาออกไปจนหมด

“ข้าต้องออกจากที่นี่โดยเร็วที่สุด”

อันจิงขยับหินใบโพธิ์ในมือเล่นครู่หนึ่งก่อนจะออกจากบริเวณที่พญางูดำยักษ์อยู่อย่างระมัดระวัง ถ้าเขาเผลอทำให้อสูรตนนี้ตื่นขึ้นมา มันต้องกลายเป็นเรื่องใหญ่แน่ๆ อสูรตนนี้มีชีวิตมาอย่างยาวนานถึงหนึ่งพันปี ทำให้มันกลายเป็นสิ่งมีชีวิตที่น่ากลัวและอันตรายอย่างน่าเหลือเชื่อ

การดำน้ำลงไปเป็นเรื่องยากแต่การโผล่ขึ้นมาบนผิวน้ำเป็นสิ่งตรงข้าม มันทำได้ง่ายยิ่งนัก

ซ่า!

ขณะทีอันจิงโผล่พ้นผิวน้ำ น้ำก็กระเซ็นเป็นวงกว้าง ร่างของเขากระโดดขึ้นจากผิวน้ำและไปหยุดตรงกิ่งไม้ข้างๆตลิ่ง ใบไม้บนต้นร่วงกรูเป็นแถว ด้วยกำลังภายในที่ยังคงไหลเวียนอยู่ในร่างกาย หยดน้ำบนตัวของอันจิงก็ระเหยไปในทันที

“อ่า..หินใบโพธิ์ของข้า” อันจิงหยิบหินใบโพธิ์ออกมาเพื่อตรวจสอบ มันเป็นหินขนาดเท่าไข่ไก่ ตกแต่งด้วยพระพุทธรูปสีทอง มันทำให้มือของเขารู้สึกร้อนระอุ

นี่คือพลังหยางที่มีความบริสุทธิ์เข้มข้น!

เขาสัมผัสได้ถึงพลังหยางเข้มข้นในหินใบโพธิ์นี้ อันจิงคิดว่าด้วยคุณสมบัติของมันจะช่วยให้ความเร็วในการฝึกฝนของเขาเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่า

นี่คือสมบัติล้ำค่าของสำนักพุทธ

หลังจากที่ร่างของเขาเพิ่งสร้างบุปผามนุษย์ขึ้นมาได้ การฝึกฝนของเขายังไม่มั่นคงนัก เขาต้องใช้เวลาในการทำให้ร่างกายและพลังปราณของเขาแข็งแกร่งขึ้นก่อนที่จะสร้างบุปผาที่เหลืออีกสองอย่างขึ้นในคราวเดียว

ด้วยอายุของเขาในตอนนี้ ไม่เพียงแต่เขาจะอยู่ในตำแหน่งที่หายากในยุทธภพเจียงหูในปัจจุบันแล้วแต่ยังอาจรวมถึงตำนานทั้งหมดที่มีในประวัติศาสตร์ยุทธภพทั้งหมดอีกด้วย

“ถึงเวลากลับไปทานข้าวเย็นแล้วสินะ”อันจิงเก็บหินใบโพธิ์เอาไว้และใช้วิชาตัวเบากระโจนกลับไปยังเมืองหยูทันที

.

.

.

ช่วงเวลาอาหารเย็นเข้ามาเยือน

บนโต๊ะอาหารมีถู่โต้ว*ผัดเผ็ดเห็ดหูหนู เนื้อตุ๋นน้ำแดง ผัดเหมยกุยเฉีย* ไข่ตุ๋นและข้าวสวยเรียงเม็ดสวยงาม ซึ่งล้วนแต่ทำให้ความอยากอาหารพุ่งพล่าน

“น้องหญิง วันนี้อาหารน่าทานทั้งนั้นเลย” อันจิงกล่าวขณะที่คีบถู้โต้วเข้าปาก

หลังจากเผชิญกับความวุ่นวายมาทั้งวัน การได้กลับบ้านมาเจอภรรยาที่เตรียมอาหารอร่อยๆไว้รอ จะไม่ใช่ชีวิตที่ผู้ชายปรารถนาหรืออย่างไร

“แน่นอนสิเจ้าคะ ข้าตั้งใจทำให้ท่านพี่โดยเฉพาะเลย” จ้าวชิงเหมยกล่าวพร้อมกับคีบเหมยกุยเฉียชิ้นหนึ่งวางลงบนชามของอันจิง

“ตั้งใจทำให้โดยเฉพาะ....” อันจิงเหลือบมองทั่วโต๊ะอาหาร

“ใช่แล้ว อาหารทั้งหมดนี้ล้วนแต่มีประโยชน์ทั้งนั้น” จ้าวชิงเหมยผ่อนเสียงลงก่อนจะกล่าวตำหนิสามีอย่างอ่อนโยน “ท่านพี่ ยาทุกชนิดถึงจะมีประโยชน์แต่ถ้าทานมากไปมันจะกลายเป็นพิษร้ายได้ ดังนั้นท่านก็ทานให้น้อยลงหน่อยนะเจ้าคะ”

อันจิงหัวเราะแห้งเมื่อรู้ความนัยที่ภรรยาพยายามจะสื่อ สงสัยรู้แล้วว่าเขาแอบดื่มยาชูกำลัง เขาจึงเปลี่ยนเรื่องคุยทันที “อ่า..แล้วทันหยุนอยู่ไหนรึ บนโต๊ะนี้มีของโปรดของนางบ้างหรือไม่”

“นายท่าน นายท่าน ข้ามาแล้วเจ้าค่ะ” ในขณะนั้นทันหยุนก็วิ่งเข้ามาพร้อมกับถือจานปูนึ่งเข้ามาด้วย “ดูสินายท่าน ข้าทำปูนึ่งมาให้ท่านโดยเฉพาะเลย ปูพวกนี้เป็นปูพันธุ์ดีจากทะเลสาบเว่ยซานในเมืองลี่เจียงเลยนะเจ้าคะ”

เมืองหยูมีแม่น้ำหลายสายทำให้ปูมีราคาไม่แพง

“นี่เจ้าทำปูพวกนี่เองเลยรึ”

ตอนเห็นปูพวกนี้ที่ตลาด ทันหยุนก็อยากทานมันขึ้นมาทันที “ข้าชอบปูจากทะเลสาบเว่ยซานมากที่สุดเจ้าค่ะ เนื้อมันชุ่มฉ่ำ ละมุนลิ้น ที่สำคัญไข่มันเยอะมากด้วย”

จ้าวชิงเหมยเป็นคนอ่อนโยน ใจดี ฉลาดและเข้าใจผู้อื่น ส่วนทันหยุน สาวใช้ของนางเป็นคนร่าเริงและมีชีวิตชีวา มีคนพูดว่าพวกเขาเติบโตมาด้วยกันราวกับพี่น้อง แม้ตระกูลของจ้าวชิงเหมยจะประสบเคราะห์กรรมแต่ทันหยุนก็อยู่เคียงข้างนางไม่ห่าง ตั้งแต่ที่จ้าวชิงเหมยแต่งงาน หน้าที่ทำอาหารก็เป็นของนางมาโดยตลอด เขาไม่เคยได้ยินว่าทันหยุนจะทำอาหารมาก่อน ดังนั้นเขาจึงอยากลองชิมปูนึ่งของนาง

“เอ่อ..นายท่านเจ้าคะ”

ขณะที่อันจิงจะลงมือทานอาหารต่อ ทันหยุนก็เอ่ยตะกุกตะกักเรียกเขาขึ้นมา

“มีอะไรหรือ” อันจิงถามด้วยความอยากรู้

ทันหยุนจับปลายเสื้อของตนอย่างลังเลเมื่อกล่าวตอบ “นายท่าน ข้ามีเรื่องอยากจะขอร้องเจ้าคะ ไม่แน่ใจว่าควรพูดดีหรือไม่”

เป็นครั้งแรกที่อันจิงเข้าใจคำว่า‘ขี้อายและถ่อมตน’ได้อย่างแท้จริงเมื่อเห็นท่าทางของอีกฝ่าย

ฮูหยินที่อยู่ข้างๆจึงเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นแทน “ท่านพี่ ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรหรอกเจ้าค่ะ พอดีลุงสามของทันหยุนอยากย้ายมาอยู่ที่เมืองหยูกับเรา เขาเคยทำหน้าที่ดูแลบัญชีให้กับตระกูลข้าอยู่พักหนึ่ง ข้าไม่ได้สนิทกับเขามากนักแต่ทราบว่าเขาเป็นคนที่เชื่อถือได้ อีกอย่างโรงหมอเล็กๆของเราก็มีคนอยู่มากพอแล้ว ทันหยุนนางเลยเกรงใจ...”

จ้าวชิงเหมยส่งสายตาให้เขาปฏิเสธแต่อันจิงที่เห็นสายตาของนางกลับเข้าใจไปอีกทาง เขายิ้มและเอ่ยออกมาอย่างมั่นใจ “ได้สิ ให้เขามาอยู่เลย ยิ่งคนอยู่เยอะยิ่งดูคึกคัก ถ้าโรงหมอของเราคนแน่นไปเดี๋ยวข้าฝากเขาให้ไปทำงานที่อื่นได้”

จ้าวชิงเหมยวางตะเกียบลงด้วยความหงุดหงิด ‘ท่านพี่ ท่านซื่อบื้อเกินไปแล้ว’

“ขอบคุณนายท่านมากเจ้าค่ะ ท่านใจดียิ่งนัก” เมื่อได้ยินเช่นนั้น ดวงตาของทันหยุนก็สว่างขึ้นด้วยความยินดี

จ้าวชิงเหมยขมวดคิ้วเล็กน้อย ไม่พอใจสามีที่ตอบตกลงอย่างง่ายดายทั้งๆที่นางส่งสัญญาณไปให้แล้ว

“ว่าแต่..ข้าทานปูได้หรือยัง”

“ได้สิเจ้าคะนายท่าน อยากทานมากเท่าไหร่ ทานได้เต็มที่เลยเจ้าค่ะ ในครัวยังเหลืออีกเยอะเลย”

“เนื้อปูจะอร่อยที่สุดหากจุ่มในจ้านเลี่ยว*”

“เดี๋ยวข้าจะไปหยิบมาให้เดี๋ยวนี้เลยเจ้าค่ะ หากวันหลังนายท่านอยากทานปูอีก ข้าจะทำให้ทานทุกวันเลย”

เมื่อเห็นทันหยุนวิ่งกลับไปที่ครัว อันจิงก็ส่ายหน้าพลางหัวเราะอย่างอารมณ์ดี

“ในที่สุด ข้าก็จะได้ทานปูเสียที” เขารีบคว้าตะเกียบไปหยิบปูในจานแต่ทันทีที่ตะเกียบสัมผัสกับตัวปู ก้ามของมันก็งับเขาที่ตะเกียบของเขาราวกับยังมีชีวิตอยู่

อันจิง “……?”

ดวงตาของปูที่สบเขาอยู่ราวกับจะบอกว่า ‘เจ้าคิดว่าจะกินข้าได้ง่ายๆงั้นรึ?’

*ถู่

โต้ว คือ มันฝรั่ง

*เหมยกุยเฉีย คือกระเจี๊ยบแดง

*จ้านเลี่ยว คือน้ำจิ้ม

ตอนก่อน

จบบทที่ อสูรพันปีหลับใหลใต้ก้นแม่น้ำ

ตอนถัดไป