โจวเซียหมินผู้ขยันขันแข็งและทะเยอทะยาน

ผ่านพ้นวิกฤติของชีวิตคู่ไปได้อย่างราบรื่น วันคืนอันสงบสุขก็ไหลมาเหมือนสายน้ำ

ด้วยความช่วยเหลือของหินใบโพธิ์ ร่างกายของอันจิงก็เต็มไปด้วยพลังหยางบริสุทธ์จำนวนมาก เมื่อรวมกับรากวิญญาณที่ได้รับมาจากระบบก็ยิ่งทำให้การฝึกพลังยุทธ์ของเขาก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว

ในยุทธภพเจียงหูแบ่งการฝึกพลังยุทธ์ออกเป็น 9 ระดับ

ตั้งแต่ระดับ 9 ถึงระดับ 7 จะเรียกว่าสามระดับล่าง ผู้ฝึกยุทธ์ในระดับนี้จะนับเป็นลูกไล่ของชาวยุทธ์เช่นสมาชิกพรรคเฉาระดับล่าง มือปราบระดับทั่วไป ผู้คุ้มกันจากสำนักคุ้มภัยต่างๆและเหล่าลูกศิษย์รุ่นเยาว์ของแต่ละสำนัก คนเหล่านี้นับว่ามีกำลังภายในอยู่ในระดับที่สูงกว่าคนทั่วไปอยู่บ้างแต่สำหรับยุทธภพเจียงหูอันกว้างใหญ่นี้พวกเขาก็ไม่ต่างกับมดปลวกแต่อย่างใด หวังจื้อผิงและหวังเหอก็จัดระดับอยู่ในกลุ่มนี้ ผู้ฝึกยุทธ์ในกลุ่มนี้จะมีจำนวนมากที่สุดและน่าสงสารที่สุดในเวลาเดียวกัน

ตั้งแต่ระดับ 6 ถึงระดับ 4 จะเรียกว่าสามระดับกลาง ผู้ฝึกยุทธ์กลุ่มนี้มีการฝึกพลังยุทธ์มาหลายสิบปีและเชี่ยวชาญศิลปะการต่อสู้ในแขนงต่างๆ คนกลุ่มนี้นับเป็นกระดูกสันหลังของยุทธภพเจียงหู พวกเขาคือกลุ่มเป้าหมายที่สำนักและพรรคต่างๆในยุทธภพต้องการตัว บางคนที่มีพลังอันโดดเด่นก็จะมีชื่อเสียงเป็นอย่างมากในยุทธภพและมักเป็นที่เคารพของเหล่าผู้ฝึกยุทธ์หน้าใหม่ในฐานะผู้เชี่ยวชาญ เฉาอันหมินและหลิวฮ่าวผิงก็จัดอยู่ในกลุ่มนี้ ในสายตาของคนทั่วไปบุคคลเหล่านี้นับเป็นผู้เชี่ยวชาญที่โดดเด่นในยุทธภพทำให้ชื่อเสียงของพวกเขาเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง แต่ในสายตาของผู้เชี่ยวชาญระดับสูงหรือผู้ฝึกยุทธ์ระดับสูงแล้วคนกลุ่มนี้ก็ไม่ต่างจากเบี้ยที่พวกเขาจะบดขยี้เมื่อใดก็ได้

และสุดท้ายก็คือสามระดับบน ตั้งแต่ระดับที่ 3 ถึงระดับที่ 1 กลุ่มคนเหล่านี้คือผู้เชี่ยวชาญที่แท้จริง พวกเขาใช้เวลาหลายปีในการฝึกฝนพลังยุทธ์และคร่ำหวอดอยู่ในยุทธภพเจียงหู

หากมีใครเอ่ยเรียกกลุ่มสามระดับกลางว่าผู้เชี่ยวชาญ กลุ่มสามระดับบนก็นับเป็นสุดยอดผู้เชี่ยวชาญของผู้เชี่ยวชาญอีกที

การจะกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญหรือผู้ฝึกยุทธ์ในกลุ่มสามระดับบนนั้นจะต้องผ่านเงื่อนไขทั้งสิ้นสามประการ

อันดับแรก พลังยุทธ์ในการต่อสู้ของพวกเขาที่แบ่งออกเป็นสามระดับจะต้องอยู่ในระดับหนึ่งและต้องมีกระบวนท่าที่อยู่ใน‘ทักษะการต่อสู้ซวนหวู่’ ‘ทักษะการต่อสู้สัจจริง’และ‘ทักษะการต่อสู้เคล็ดลับสวรรค์’

พลังยุทธ์ในการต่อสู้นับเป็นพื้นฐานสำคัญของแต่ละบุคคล เช่นเดียวกับคุณภาพของน้ำต่างๆที่เราเทใส่ในภาชนะ ไม่ว่าเราจะใส่น้ำหรือสุราชั้นดีเพียงใดแต่ถ้าใส่ในภาชนะที่ไร้คุณภาพ ผลออกมาก็นับเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย

เงื่อนไขที่สองต้องมีรากวิญญาณที่พิเศษหรือหายาก ซึ่งในยุทธภพยังไม่ค่อยมีคนที่มีรากวิญญาณเหล่านี้มากนัก แต่ถ้าตั้งใจค้นหาอย่างระมัดระวังก็ยังมีโอกาสที่จะพบมันได้

เงื่อนไขสุดท้ายต้องมีความเพียรพยายามอย่างไม่ย่อท้อ มีความขยันที่จะหมั่นฝึกฝนทุกวันตั้งแต่เช้าจรดเย็น ไม่ว่าจะมีรากวิญญาณหรือพลังการต่อสู้ที่ยอดเยี่ยมเพียงใด หากไม่มีการฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง มันก็นับเป็นสิ่งไร้ประโยชน์ ดังนั้นความแข็งแกร่งทางจิตใจก็นับมีความสำคัญเช่นกัน

อันจิงมีระบบคอยชี้แนะและเมื่อรวมกับพรสวรรค์อันโดดเด่นและการฝึกฝนมาอย่างหนักตลอดระยะเวลาสิบปี ในที่สุดเขาก็ก้าวมาถึงระดับหนึ่งได้สำเร็จ แต่ช่องว่างจากระดับหนึ่งไปยังระดับปรมาจารย์นั้นก็เป็นเหวลึกที่ยากจะข้ามไปได้ง่ายๆ

ไม่ใช่เพียงความยากลำบากในการรวบรวมบุปผามนุษย์ บุปผาปฐพีและบุปผาสวรรค์ให้ครบเท่านั้นแต่ยังต้องลงทุนในการจัดหาทรัพยากรและลงแรงในการหลอมรวมให้บุปผาทั้งสามเป็นหนึ่งเดียวกับร่างกายอีกด้วย อันจิงเพิ่งปลุกบุปผามนุษย์ในร่างกายได้เมื่อไม่นานนี้และยังต้องใช้เวลาอีกสักพักในการปรับพลังให้สมดุล

เข้าสู่ช่วงบ่ายแก่ๆ แสงแดดอ่อนๆลอดผ่านใบไม้ ทอดเงาเป็นหย่อมๆลงบนพื้น

จ้าวชิงเหมยหยิบม้านั่งอันเล็กสองตัวเดินตามอันจิงเข้าไปในร้านน้ำชาต้าถง ทั้งคู่สั่งชามาหนึ่งกาและมองหาตำแหน่งว่างก่อนจะวางม้านั่งเคียงข้างกัน คู่รักหวานแหววนี้เปรียบเสมือนแสงแดดอบอุ่นที่ส่องเข้ามาในร้านน้ำชาในช่วงบ่าย

“นี่ก็ผ่านมาครึ่งเดือนแล้วแต่นักดาบผู้นั้นก็ยังไม่ปรากฏตัว ในความคิดของข้าเขาคงกลัวไท่หยุนซานจนหนีไปไกลแล้วกระมัง”

“เจ้าว่าไท่หยุนซานธรรมดาที่ไหน นั่นคือเจ้าของฉายาธนูแสงจันทร์ฟาดอันดับ 73 ของรายชื่อพยัคฆ์หมอบซ่อนมังกรเลยนะ”

“แต่ข้าว่านักดาบผู้นั้นก็ไม่ธรรมดาเช่นกัน ทักษะดาบของเขาทรงพลังยิ่งนัก อาจเป็นปรมาจารย์ลึกลับสักคนที่ไม่อยากเปิดเผยตัว”

“เจ้าจะไปรู้อะไร เจ้าว่าใครหนุนหลังไท่หยุนซานอยู่ พรรคเฉาที่กำลังรุ่งเรืองอยู่ในขณะนี้ ต่อจะให้เก่งกาจเพียงใดก็ต้องกลัวพรรคเฉาไม่น้อย”

ภายในร้านน้ำชา เสียงพูดคุยยังดังขึ้นไม่ขาดสาย พวกเขาต่างพูดคุยเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นในยุทธภพเจียงหู

“ทำไมวันนี้ท่านโจวเซียหมินยังไม่มาสักที” จ้าวชิงเหมยมองไปเวทีกลางร้านด้วยรอยยิ้มมีเสน่ห์ “เมื่อวานเขาพูดถึง‘สวรรค์ด่านนอก’ เรื่องราวมันน่าตื่นเต้นยิ่งนัก ข้าเลยอยากฟังต่อเจ้าค่ะ”

2-3 วันที่ผ่านมา จ้าวชิงเหมยค่อนข้างว่างจึงตามอันจิงมาที่ร้านน้ำชาเพื่อฟังเรื่องเล่าของโจวเซียหมิน บังเอิญว่าโจวเซียหมินพูดถึงสวรรค์ด่านนอกหรือที่รู้จักกันในนามของพรรคมาร ทำให้นางสนใจว่าโจวเซียหมินจะพูดถึงพรรคมารของนางว่าอย่างไร

อันจิงเลิกคิ้ว “เขาก็แค่คุยโม้ไปเรื่อย ถ้าพรรคมารมาอยู่ตรงหน้าเขาจริง เขาคงกลัวจนก้าวขาไม่ออก”

“ท่านพี่พูดอะไรเช่นนั้นล่ะเจ้าคะ” จ้าวชิงเหมยยิ้มขำอันจิงที่วิจารณ์โจวเซียหมินได้อย่างตรงใจ

“ขออภัยที่ทำให้ทุกท่านรอ”

ในตอนนั้นเองที่โจวเซียหมินเดินออกจากมาจากโถงหลังร้านด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความสุข เขายกมือคาราวะทุกคนแล้วพูดต่อ “ขอบคุณทุกท่านที่ให้การสนับสนุนข้ามาโดยตลอด เมื่อไม่นานมานี้เกิดปัญหาขึ้นกับข้าเล็กน้อย ข้าจึงตั้งใจที่จะหยุดเล่านิทานต่อ ข้าหวังว่าทุกท่านจะเข้าใจ”

“ท่านโจวเกิดอะไรขึ้น?”

“มันกำลังสนุกอยู่เลย ข้ายังอยากฟังต่อ”

“นั่นสิ ทำไมถึงหยุดเล่าล่ะ”

งานของนักเล่าเรื่องไม่มั่นคงนักและเป็นเรื่องปกติที่นักเล่าเรื่องคนอื่นๆจะมาทำหน้าที่แทน อย่างไรก็ตามลูกค้าส่วนใหญ่ของร้านน้ำชาต้าถงต่างชื่นชอบเรื่องเล่าของโจวเซียหมินมากที่สุดเพราะมันทั้งสนุกและตื่นเต้นแต่เขากลับบอกว่าจะหยุดเล่า เมื่อพิจารณาจากน้ำเสียงและท่าทางที่หนักแน่นของเขาแล้ว ดูเหมือนเขาจะตัดสินใจไว้นานแล้ว

ทุกคนต่างผิดหวังและหันไปดื่มชาต่อ พวกเขาเปลี่ยนมาพูดคุยเรื่องภายในตระกูลและข่าวลือในช่วงนี้แทน

โจวเซียหมินกำลังจะเดินออกจากร้าน อันจิงที่อยู่ใกล้ๆจึงเอ่ยถามด้วยความอยากรู้ “พี่โจวเกิดอะไรขึ้น?”

“ข้าจะไม่เป็นนักเล่าเรื่องอีกต่อไปแล้ว ข้าตั้งใจจะให้ตัวเองมีความก้าวหน้าขึ้น ข้าจะเข้าสอบเคอจวี่*ในปีนี้!” โจวเซียหมินเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“สอบเคอจวี่?”

“ใช่ การสอบเคอจวี่ของปีนี้กำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว ข้าจะสมัครสอบในปีนี้และจะต้องคว้าตำแหน่งจ้วงหยวน*มาครองให้ได้”ดวงตาของโจวเซียหมินเปี่ยมไปด้วยประกายความหวัง

“นี่ท่านยังสติดีหรือเปล่า?” อันจิงมองโจวเซียหมินที่อยู่ๆก็เกิดทะเยอทะยานขึ้นมา เขาลอบพิจารณาอีกฝ่ายอย่างใจเย็น

คนที่สามารถพูดว่าเป็นบัณฑิตก็สมควรจะไปเยือนหอนางโลมเพื่ออุดหนุนหญิงสาวที่น่าสงสารพวกนั้น แต่อยู่ๆก็อยากมีความก้าวหน้าและตั้งใจอย่างหนักเพื่อสอบเข้ารับราชการอย่างนั้นรึ? หากใครได้ยินใครจะอยากเชื่อสิ่งนี้?

เขาคนหนึ่งที่ไม่เชื่ออย่างแน่นอน!

เมื่อได้ยินอันจิงกล่าวหาตนเช่นนั้น โจวเซียหมินก็แทบกระโดดผางด้วยความโมโห “ท่านหมออัน ทำไมถึงพูดเช่นนี้? ในสายตาของท่าน ข้า..โจวเซียหมินผู้นี้ ไม่มีความทะเยอทะยาน ดูไม่มีความรู้และไม่มีแรงจูงใจอย่างนั้นรึ?”

“ใช่” อันจิงพยักหน้าอย่างจริงจัง

เมื่อได้ยินเช่นนั้น ใบหน้าของโจวเซียหมินก็เริ่มมืดครึ้ม จ้าวชิงเหมยจึงใช้ศอกสะกิดอันจิงแล้วพูดว่า “ท่านพี่พูดแบบนี้ ท่านโจวจะเสียกำลังใจได้นะเจ้าคะ ข้าคิดว่าเป็นเรื่องดีเสียอีกที่ท่านโจวจะสอบเข้ารับใช้ราชสำนัก”

อันจิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงติดไม่เชื่อถือเล็กน้อย “น้องหญิง พี่ชายคนนี้ไม่น่าไว้ใจเลยสักนิด อย่าได้หลงกลหน้าตาซื่อๆแบบนี้….”

“ฮูหยินอัน ท่านพูดถูกแล้ว” โจวเซียหมินขัดจังหวะอันจิงอย่างรีบร้อนแล้วแสดงสีหน้าลำบากใจ “เอ่อ..ฮูหยินอันจะเป็นไรหรือไม่ถ้าข้ามีเรื่องจะขอรบกวน…”

“คิดไว้แล้วเชียว” อันจิงเป็นฝ่ายเอ่ยขัดโจวเซียหมินบ้าง เขายิ้มเยาะเมื่อพูดต่อ “ข้ารู้ว่าท่านกำลังรอจะพุดแบบนี้อยู่ ท่านจะขอยืมเงินไปเที่ยวหอนางโลมอีกใช่หรือไม่?”

“ไม่ใช่เสียหน่อย เจ้าพูดมั่วแล้ว!” ใบหน้าของโจวเซียหมินแดงก่ำดูเหมือนเขาจะเผยพิรุธออกมาอย่างเต็มที่

“พี่โจว ท่านยอมรับมาเถิด”

โจวเซียหมินจึงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงขุ่นเคือง “หมออันท่านกำลังใส่ร้ายข้า! ข้าแค่จะยืมเงินไปสอบเท่านั้น ข้าสัญญากับแม่นางหลี่เยว่แล้วว่าถ้าข้าสอบได้ตำแหน่ง ข้าจะกลับมาไถ่ตัวนางออกจากหอนางโลม”

.

.

.

**ในสมัยโบราณการสอบเข้ารับราชการของจีนจะเรียกว่าเคอจวี่ แบ่งเป็นทั้งหมด 3 รอบ รอบที่หนึ่งเรียกว่าซิ่วไฉเป็นการสอบคัดเลือดในระดับท้องถิ่น รอบที่สองเรียกว่าจวี่เหรินเป็นการสอบคัดเลือกระดับภูมิภาค รอบที่สามเรียกว่าจิ้นซื่อ ในรอบนี้จะเป็นการสอบคัดเลือกหน้าพระพักตร์ ฮ่องเต้จะเป็นผู้ทดสอบด้วยตนเอง ผู้ที่ผ่านการสอบจะต้องรอเรียกเข้ารับราชการซึ่งในรอบจิ้นซื่อนี้ผู้ที่ได้คะแนนสูงสุดสามอันดับแรกจะมีชื่อเรียกว่าอันดับหนึ่งเรียกว่าจ้วงหยวนหรือคนไทยคุ้นเคยกับคำว่าจอหงวน อันดับสองคือปั๋งเหยียนและอันดับสามคือทั่นฮวา

ตอนก่อน

จบบทที่ โจวเซียหมินผู้ขยันขันแข็งและทะเยอทะยาน

ตอนถัดไป