มีคนเลวปะปนในกลุ่มฝูงชน

“ข้าก็พอเดาเรื่องนี้ออกแต่มันเกี่ยวอะไรกับข้าล่ะ?” โจวเซียหมินลังเลอยู่นานก่อนจะถามออกไปอย่างระมัดระวัง เขาเป็นเพียงบัณฑิตอ่อนแอคนหนึ่ง ความวุ่นวายในยุทธภพเกี่ยวข้องอะไรกับเขา?

“ท่านเหรอ? อ่า...” หานเหวินซินส่ายหัว “เมื่อไม่นานมานี้ข้าไปสนิทกับผู้บัญชาการหงหยวนอู่มา เขาเป็นผู้บัญชาการของหน่วยซวนยี่และรู้ข้อมูลลับมากมาย ข้าจึงไปบังเอิญรู้เรื่องหนึ่งเข้า ว่ากันว่าพรรคมารหวนคืนยุทธภพอีกครั้งหลังจากเก็บตัวเงียบมาหลายสิบปี ข้าสงสัยว่าความวุ่นวายที่เกิดขึ้นล่าสุดอาจเกี่ยวข้องกับพรรคมาร”

“ลองนึกดูสิ หากพรรคมารต้องการควบคุมแค้วนหยานขึ้นมาจะเกิดอะไรขึ้น? พวกเขาจำเป็นต้องสืบหาข้อมูลเกี่ยวกับยุทธภพให้ได้มากที่สุด ท่านเป็นนักเล่าเรื่องและมักเล่าเรื่องยุทธภพเจียงหูอยู่บ่อยครั้ง ท่านไม่คิดหรือว่าพรรคมารอาจต้องการข้อมูลพวกนี้จากท่าน?”

พรรคมาร!? โจวเซียหมินตกใจจนตาค้าง “ส่วนใหญ่ข้าได้ยินเรื่องพวกนี้จากคนอื่นแล้วก็แต่งเพิ่มให้มันน่าสนใจขึ้น มันไม่สามารถเชื่อถือได้จริงจังหรอก”

‘ว่าไงนะ?’ อันจิงได้ยินแบบนั้นก็อยากจะเขกหัวตัวเองดังๆที่นำคำพูดของโจวเซียหมินมาใช้เป็นคู่มือในการรู้เรื่องราวของยุทธภพ เขายกให้อีกฝ่ายเป็นสารานุกรมเคลื่อนที่ในการหาข้อมูลของยุทธภพเจียงหูด้วยซ้ำ

“ท่านอาจบอกว่ามันเป็นเรื่องแต่งแต่มันก็มีคนเชื่อ”หานเหวินซินเอ่ยพลางส่ายหัว

คำพูดของหานเหวินซินทำให้โจวเซียหมินรู้สึกไม่สบายใจมากขึ้น

“มันเป็นเพียงข้อสันนิษฐานของข้าเท่านั้น ท่านไม่ต้องใส่ใจคำพูดของข้ามากนัก” เมื่อเห็นท่าทางของโจวเซียหมินเป็นแบบนั้น หานเหวินซินก็ได้แต่พยายามปลอบใจ

อันจิงก็พูดเสริม “นั่นสิพี่โจว ท่านลองคิดดูดีๆ พรรคมารเป็นกองกำลังที่ใหญ่มาก พวกเขาจะมาเพ่งเล็งคนธรรมดาๆเช่นท่านไปทำไม”

โจวเซียหมินพยักหน้าอยากให้ความเห็นของอันจิงถูกต้องที่สุด ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว“สมาชิกพรรคมารล้วนแต่เป็นปีศาจโหดร้ายกระหายเลือด พวกเขาฆ่าคนไม่เลือกหน้า พวกเขาไม่ควรมาสนใจคนอย่างข้า...”

หานเหวินซินวางจอกเหล้าลงแล้วเอ่ยอย่างขุ่นเคือง “พวกเขาไม่ได้เพียงโหดร้ายและกระหายเลือดเท่านั้น แต่พวกเขาเป็นกลุ่มคนวิปริตที่ทำเรื่องเลวทรามนับไม่ถ้วน”

“เมื่อใดที่ข้าฝึกเพลงดาบเฉียนคุนได้สำเร็จ เมื่อนั้นข้าจะทำให้พรรคมารได้ลิ้มรสความโกรธเคืองของข้า”

อันจิงเฝ้ามองชายสองคนพูดคุยกันไม่หยุดหย่อน รู้สึกเหมือนเขาคือชายโชคดีผู้หนึ่งที่มารับรู้เรื่องราวของชายโชคร้ายสองคน นั่นทำให้เขารู้สึกแปลกแยกจากทั้งสอง

โจวเซียหมินยังมีสติในการพิจารณาเรื่องต่างๆอยู่บ้าง เขาเอ่ยแย้งหานเหวินซินขึ้นมา “ท่านทำไม่ได้หรอกมือปราบหาน สมาชิกพรรคมารล้วนเป็นยอดฝีมือ วรยุทธ์ของพวกเขาอยู่ในระดับสูงๆกันทั้งนั้น”

หานเหวินซินตบดาบที่เหน็บเอวของตนและหัวเราะลั่น “ไม่ต้องห่วง ตราบใดที่ข้ายังฝึกเพลงดาบเฉียนคุนไม่สำเร็จ ข้าก็ไม่คิดตามหามดปลวกพวกนั้นให้เสียเวลาหรอก”

‘ดื่มไปไม่กี่จอกก็เมาเพียงนี้เชียวรึ พูดพล่ามไม่เข้าท่า’ จ้าวชิงเหมยหัวเราะเยาะในใจ

‘ไอ้พวกลูกหมาเอ้ย เมื่อใดที่พรรคมารของข้ากลับคืนสู่ยุทธภพอย่างเต็มรูปแบบ พวกเจ้าคือสองคนแรกที่ข้าจะจัดการ’ ทันหยุนเข่นเขี้ยวในใจและหยิบสมุดเล่มเล็กขึ้นมาจดชื่อของสองคนนี้ไว้

“ทำไมอยู่ๆข้าถึงรู้สึกหนาวแบบนี้?” โจวเซียหมินลูบแขนที่กำลังขนลุกเบาๆ

“ข้าก็เหมือนกัน หรือว่าเหล้าไหนี้เป็นของปลอม หากเหล้าจริงก็ต้องดื่มแล้วร้อนสิ”หานเหวินซินจ้องอันจิงเขม็ง

“นี่คือเหล้าชั้นดีจากโรงเตี๊ยมหวู่หยางจะเป็นของปลอมไปได้อย่างไรพี่หาน” อันจิงกล่าวอย่าหงุดหงิด

“แล้วนั่นแม่นางทันหยุน ท่านกำลังทำอะไรอยู่?” หานเหวินซินหันไปมองทันหยุนที่กำลังจดบางอย่างอยู่

“ไม่มีอะไรหรอกเจ้าคะ แค่จดบัญชีเฉยๆ เชิญนายท่านทั้งสามดื่มตามสบายเจ้าค่ะ” ทันหยุนพูดอย่างไม่ใส่ใจนัก

ดวงตาของจ้าวชิงเหมยมีประกายขบขันเล็กน้อยและกล่าวว่า “ท่านโจว พี่ชายหาน อย่าดื่มต่อเลยเจ้าคะ เชิญพวกท่านทานอาหารพวกนี้ดีกว่า มันไม่อร่อยหรือเจ้าคะ?”

“ไม่ใช่เช่นนั้น มันอร่อยมากเลย”

“ใช่ๆ มันอร่อยมาก อร่อยกว่าที่พ่อครัวในโรงเตี๊ยมหวู่หยางปรุงเสียอีก”

“เจ้าจิตใจดียิ่งนัก น้องสะใภ้”

“ใช่แล้ว นอกจากฝีมือการทำอาหารของฮูหยินอันจะยอดเยี่ยมแล้ว ท่านยังมีจิตใจดีอีกต่างหาก”

ชายทั้งสองสลับกันพูดด้วยรอยยิ้ม

“ถูกอย่างที่พวกท่านพูด มาๆเรามาดื่มกันเถอะ เหล้านี้ยอดเยี่ยมจริงๆ” อันจิงยกจอกเหล้าขึ้นและเข้าร่วมการสนทนาในที่สุด

.

.

.

หลังจากมื้ออาหารที่ใช้เวลาไปเกือบครึ่งวัน ตั้งแต่ยามอู่*ย่างเข้ายามอิ่ว* ทั้งโจวเซียหมินและหานเหวินซินก็ได้ขอตัวกลับ

“ทันหยุน นายหญิงของเจ้าอยู่ไหนรึ?”

หลังจากเดินไปส่งทั้งคู่ที่หน้าโรงหมอ อันจิงก็กลับเข้าไปที่หลังร้าน เขาเห็นทันหยุนที่กำลังล้างจานอยู่จึงถามหาจ้าวชิงเหมย

“ไม่ทราบเจ้าค่ะ” ทันหยุนตอบกลับโดยไม่คิดจะหันมองด้วยซ้ำ

อันจิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก็ตัดสินใจหยิบบันไดไปที่สวนกลางบ้าน เขาปีนขึ้นไปก็เห็นว่าจ้าวชิงเหมยนั่งอยู่บนหลังคา

ตอนนี้พระอาทิตย์ได้ลาลับขอบฟ้าไปแล้ว พระจันทร์เสี้ยวก็กำลังลอยขึ้นมาแทนที่อย่างช้าๆ แสงจันทร์สลัวที่สาดส่องมายังร่างของจ้าวชิงเหมยทำให้นางดูคล้ายกับเทพธิดาที่ลงมาจากสวรรค์

ภรรยาที่งดงามและแสนดีเช่นนี้แต่เขากลับละเลยความรู้สึกของนาง อันจิงได้แต่สบถด่าตัวเองในใจ เขาค่อยๆขยับเข้าใกล้จ้าวชิงเหมยและเอ่ยถาม “น้องหญิง เจ้ายังโกรธอยู่หรือเปล่า”

“เปล่าเจ้าค่ะ”

จ้าวชิงเหมยมองไปแสงจันทร์ที่อยู่เหนือศีรษะ

“น้องหญิง ข้าผิดไปแล้ว” อันจิงก้มหน้าลงอย่างคนสำนึกผิด

“ท่านพี่ทำอะไรผิดหรือเจ้าคะ?” จ้าวชิงเหมยหันมามองอันจิงด้วยรอยยิ้มบางๆตรงมุมปาก

“ข้า...” อันจิงไม่รู้ว่าตัวเองควรพูดอะไรดี

“โจวเซียหมิน” จ้าวชิงเหมยเตือนความจำแก่เขา

นั่นคือคนเลวที่ปะปนอยู่ท่ามกลางฝูงชน! เขาคือคนเลวที่ชักนำสามีของนางให้นอกลู่นอกทาง!

อันจิงตกตะลึง เขาพอจะเดาออกว่าจ้าวชิงเหมยรู้ว่าเขาไปเรือนสังคีต แต่เขาเดาไม่ออกว่านางรู้ได้อย่างไรว่าเขาไปกับโจวเซียหมิน หรือว่าโจวเซียหมินเผลอพูดออกมาจนจ้าวชิงเหมยรู้เข้า?

ให้ตายเถอะ ทำไมหมอนั่นถึงสะเพร่าแบบนี้!

“ข้าไม่ควรไปเที่ยวเรือสังคีตกับโจวเซียหมิน ข้ามันหลงผิดไปชั่วครู่จนทำให้เจ้าไม่สบายใจแต่ข้าสาบานว่าข้าไม่เคยนอกลู่นอกทางจนทำผิดต่อเจ้า!”

อันจิงชูนิ้วขึ้นเพื่อสาบานต่อหน้าจ้าวชิงเหมย “ข้า..อันจิง”

“อย่าสาบานเจ้าคะ” จ้าวชิงเหมยคว้ามือของอันจิงมากุมไว้พลางส่ายหน้าไม่ให้อันจิงสาบาน

“น้องหญิง..” อันจิงซาบซึ้งใจต่อการกระทำดังกล่าว

“แต่ถ้า..ท่านพี่ทำจริงล่ะเจ้าค่ะ”จ้าวชิงเหมยถามอยากหยอกล้อ

“น้องหญิง ข้าไม่ได้ทำอะไรเลย ข้าแค่นั่งดื่มเหล้าเฉยๆ ถ้าไม่เชื่อ เจ้าลองพิสูจน์ได้ ลูกชายข้ายังอยู่ดีเหมือนเดิม”

“ฮ่าฮ่าๆๆ” จ้าวชิงเหมยอดหัวเราะออกมาไม่ได้ก่อนจะสบตากับอันจิง “ท่านนี่มันเจ้าเล่ห์จริงๆ”

“ฮ่าฮ่าฮ่า..” อันจิงบีบมือของจ้าวชิงเหมยแผ่วเบา ในที่สุดเขาก็รอดพ้นวิกฤตนี้แล้ว ราวกับเขายกภูเขาออกจากอกได้สำเร็จ “น้องหญิง ข้าอยากพาเจ้าไปที่แห่งหนึ่ง”

“ที่ไหนหรือเจ้าคะ?” จ้าวชิงเหมยถามขึ้นด้วยความอยากรู้

“อ้าว..นายท่าน นายหญิงจะไปไหนกันหรือเจ้าคะ?” ทุนหยุนที่ล้างจานเสร็จพอดีก็เห็นหลังไวๆของสองสามีภรรยาเดินพ้นลานด้านหลังออกไปนอกร้าน

“ออกไปสนุกกันโดยไม่มีข้าสินะ” ทันหยุนเช็ดมือของตนพลางบ่นเบาๆ

.

.

.

อันจิงพาจ้าวชิงเหมยไปยังท่าเรือแม่น้ำหยู เขาเลือกเรือล่องลำเล็กมาหนึ่งลำเพื่อใช้เป็นยานพาหนะในวันนี้

“ท่านผู้เฒ่าลี่ ข้าขอเหมาเรือลำนี้ชั่วคราวขอรับ”

สองสามีภรรยาขึ้นมาบนเรือลำน้อยได้สำเร็จ เรือโคลงเคลงไปตามแรงกระเพื่อมของน้ำ มันแล่นช้าๆไปตรงกลางแม่น้ำหยู

“เมื่อก่อนข้าชอบถือโคมไฟไม้ไผ่มาเดินเล่นตรงริมแม่น้ำหยูในตอนกลางคืน”

อันจิงขยับไม้พายเป็นจังหวะช้าๆ ทิวทัศน์สองฝั่งแม่น้ำถูกความมืดกลืนกินแต่ก็ยังให้บรรยากาศอันอบอุ่นเช่นเดิมในความรู้สึกของทั้งคู่

“ข้ารู้เรื่องนี้ดี...” จ้าวชิงเหมยเอ่ยแผ่วเบาจนอันจิงไม่ได้ยิน นางมองใบหน้าของชายอันเป็นที่รักด้วยสายตาลึกซึ้ง

อันจิงยิ้มเมื่อพูดสิ่งที่อยู่ในใจ “ตั้งแต่ที่ข้าเจอเจ้า ข้าก็คิดอยู่ตลอดว่าจะพาเจ้ามานั่งเรือเล่นในตอนกลางคืน สัมผัสกับบรรยากาศในยามค่ำคืนของแม่น้ำหยู”

อันจิงหยุดไปครู่หนึ่งแล้วพูดต่อ “และวันนี้ความปรารถนาของข้าเป็นจริงแล้ว”

จ้าวชิงเหมยไม่ได้พูดอะไรแต่หัวใจของนางกำลังหวานปานน้ำผึ้ง รู้สึกราวกับหัวใจจะกระโดดออกมาจากร่าง

หลังฝนหยุดตก บรรยากาศจึงค่อนข้างสดชื่น ท้องฟ้าต่างระยิบระยับไปด้วยหมู่ดาว

“ท่านพี่ ท่านยังจำเรื่องนกไร้ขาที่ข้าเคยเล่าให้ฟังได้หรือเปล่า?” จ้าวชิงเหมยเงยหน้ามองท้องฟ้าและถามขึ้นมา

“จำได้ ทำไมรึ?”

“ข้ารู้สึกว่าข้าเป็นเหมือนนกไร้เท้าตัวนั้น ท่านรู้มั้ยว่าข้าหมายความว่าอย่างไร”

“ข้ารู้ มันหมายความว่าตลอดชีวิตนี้ เจ้าจะไม่มีวันทิ้งข้าไปไหน” อันจิงหัวเราะน้อยๆ ในชีวิตของสามีจะขออะไรได้อีกแค่ได้อยู่ด้วยกันตลอดไปก็นับเป็นเรื่องที่ดีแล้ว

“ใช่เจ้าคะ เราจะไม่มีวันแยกจากกัน” จ้าวชิงเหมยกล่าว”ชั่วชีวิตของจ้าวชิงเหมยจะไม่มีวันแยกจากท่าน มีเพียงความตายเท่านั้นที่จะพรากเราทั้งสองออกจากกัน”

รอยยิ้มของอันจิงค่อยๆแข็งค้างเมื่อสัมผัสได้ถึงความจริงจังของผู้เป็นภรรยา

ปั้ง! ปั้ง! พรึ่บ! ทันใดนั้นดอกไม้ไฟก็พุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า

ท้องฟ้ายามค่ำคืนที่เคยเงียบสงบก็สว่างขึ้นในทันที ราวกับสวนดอกไม้อันงดงาม ดอกไม้ไฟหลากสีสันเติมเต็มความมืดมิดในยามค่ำคืน

ริมตลิ่งของแม่น้ำหยู

“ทำไมเราต้องมาช่วยเจ้านั่นด้วย” หานเหวินซินกล่าวอย่างไม่สบอารมณ์ เขาหยิบกล่องดอกไม้ไฟออกมาทีละกล่องๆ

“ข้าไม่รู้หรอกว่าท่านมาช่วยเขาทำไม แต่สำหรับข้า หมออันจ้างข้าถึงสองตำลึงเงิน” โจวเซียหมินทยอยจุดดอกไม้ไฟอย่างร่าเริง “ถือว่าเป็นงานสบายแต่ได้เงินดีทีเดียว”

“เขาไปเอาเงินจากไหนมาจ้างท่าน”

“เขาเป็นหมอ เขาจะไม่มีเงินได้อย่างไร”

“ค่ารักษาของโรงหมอจีซื่อไม่แพงทั้งค่ายาก็ถูกแสนถูก”

“อาจจะได้กำไรน้อยแต่เน้นได้ผลตอบแทนเร็วๆอย่างไรเล่า มือปราบหานท่านอย่ามัวแต่สนใจเรื่องนี้เลย เราไปฟังดนตรีที่เรือสังคีตกันดีกว่า”

“ไม่! ข้าจะไม่ไปที่นั่นอีกแล้ว”

.

.

.

ดอกไม้ไฟส่องสว่างไปทั่วท้องฟ้ายามค่ำคืนส่องประกายระยิบระยับไปทั่วแม่น้ำหยู

“ดอกไม้ไฟพวกนี้สวยมากใช่หรือไม่?” อันจิงยิ้มอย่างมีความสุข

“สวยมากเลยเจ้าค่ะ” จ้าวชิงเหมยพึมพำ สายตายังไม่ละออกจากดอกไม้ไฟที่กระจายตัวอยู่บนท้องฟ้า

“ข้าก็ว่ามันสวยเช่นกัน” อันจิงพูดเบาๆพลางมองใบหน้าบอบบางและขาวผ่องของจ้าวชิงเหมย ไม่ว่าทิวทัศน์จะสวยงามเพียงใดก็ไม่อาจเทียบได้กับผู้หญิงที่อยู่ตรงหน้าเขาในตอนนี้

“ท่านพี่”

“หืม?”

“สัญญาว่าจะรักข้าเพียงผู้เดียว”

“ข้าสัญญาว่าจะรักน้องหญิงแต่เพียงผู้เดียว”

“ตลอดชีวิต”

“แน่นอนว่าตลอดชีวิต”

เรือลำน้อยลอยล่องไปตามแม่น้ำ ท่ามกลางบรรยากาศอันสวยงามของดอกไม้ไฟบนท้องฟ้า พร้อมกับความรักของคู่สามีภรรยาที่อบอวลไปทั่วบริเวณ

* ยามอู่คือเวลา 11.00-12.59 น.

*ยามอิ่วคือเวลา 17.00-18.59 น.

ตอนก่อน

จบบทที่ มีคนเลวปะปนในกลุ่มฝูงชน

ตอนถัดไป